<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Foresight &amp; Futures Lab &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/category/foresight-futures-lab/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 13 Sep 2021 04:50:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.7</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>Foresight &amp; Futures Lab &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>โครงการพัฒนาเครื่องมือ &#8220;แสวงบุญใหม่&#8221;: IPPD National Strategy Toolkit</title>
		<link>https://ippd.or.th/boonmai-report/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/boonmai-report/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Mar 2021 09:36:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Reports]]></category>
		<category><![CDATA[boonmai]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6401</guid>

					<description><![CDATA[ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องการหาจุดเติบโตใหม่ให้กับประเทศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องการหาจุดเติบโตใหม่ให้กับประเทศ หรือการแสวงหา “บุญใหม่” โดยอาศัยความเข้าใจถึงความท้าทายของวิบากกรรมที่สะสมมา และพื้นบุญที่จะใช้เป็นฐานต่อไป</p>
<p>IPPD จัดทำโครงการ “บุญใหม่” เพื่อศึกษา วิจัย แลกเปลี่ยน และค้นหาบุญใหม่ของประเทศไทย และตอบโจทย์บุญเก่าผ่านการศึกษายุทธศาสตร์ของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของ 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์</p>
<p>IPPD ชวนทุกท่านศึกษารายงาน การพัฒนาเครื่องมือ “แสวงบุญใหม่” (IPPD National Strategy Toolkit 1.0) สรุปการแสวงบุญใหม่ด้านยุทศาสตร์ และกรอบแนวคิดจากการวิจัยไว้อย่างน่าสนใจ สามารถปรับใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม</p>
<h3><a href="https://drive.google.com/file/d/14lrSAPF98a0lXgiOIJxThCkMhcCveI5T/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่</a></h3>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/boonmai-report/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานประจำปี 2562-2563 สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</title>
		<link>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2021 07:32:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Design & Testing Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Reports]]></category>
		<category><![CDATA[annual-report]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6352</guid>

					<description><![CDATA[นโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นนโยบายที่ให้ความสนใจ กับการพัฒ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นนโยบายที่ให้ความสนใจ กับการพัฒนาในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยมองไปถึง “อนาคต” ไม่ใช่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นนโยบายที่เห็น “คนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของการพัฒนา” ไม่ได้เห็นเป็นเครื่องมือของการพัฒนา แต่เป็นนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อมูลเชิงลึกและหลักฐาน จากการทดสอบและทดลอง”</p>
<p>ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้วางรากฐานการขับเคลื่อนงานเพื่อสร้างนโยบายสาธารณะที่ดีขึ้น ผ่าน “เครื่องมือใหม่” “เสียงใหม่” และ “มุมมองใหม่” และทำงานร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 40 องค์กร อาทิเช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กลุ่มธนาคารโลก เป็นต้น โดยนำเครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาบูรณาการในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อให้ครอบคลุมมิติที่หลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสังคมที่น่าอยู่ขึ้น เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ต่อทุกภาคส่วนในสังคม</p>
<p>มาดูกันว่ามีโครงการใดที่น่าสนใจ และสามารถต่อยอดต่อไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป</p>
<h4><a href="https://drive.google.com/file/d/1oomXcaAzpvsuRDuPu6MCfxCsUTs7SP4q/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานประจำปี 2562-2563 ของ IPPD ได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานประจำปี 2562-2563 ของ IPPD ได้ที่นี่</a></h4>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Towards a resilient society: An assessment of disaster readiness in 5 ASEAN cities</title>
		<link>https://ippd.or.th/resilient-society/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/resilient-society/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Sep 2020 05:51:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[resilient]]></category>
		<category><![CDATA[society]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3694</guid>

					<description><![CDATA[เมืองในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเปราะบางต่อภัยพิ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมืองในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเปราะบางต่อภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นอย่างมาก ทั้งที่เกิดจากภาวะโลกร้อนและการกระทำของมนุษย์โดยตรง ภัยพิบัติเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและความมีชีวิตชีวาของเมือง ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาและการเติบโตของประเทศ ในขณะเดียวกัน เมื่อการขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและขาดความยั่งยืน ความเสี่ยงและปัญหาเหล่านี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางและส่วนภูมิภาคสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติ และลดความรุนแรงจากผลกระทบได้ ผ่านทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระบบการบริหารงานในยามฉุกเฉิน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม การปรับรูปแบบของสิ่งปลูกสร้าง หรือกระทั่งการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เป็นต้น</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ร่วมกับ The Economist Intelligence Unit (EIU) จัดทำรายงานเพื่อศึกษาความพร้อม และการรับมือกับภัยพิบัติใน 5 เมืองหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กรุงเทพฯ นครโฮจิมินห์ จาการ์ตา กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ รายงานนี้เป็นผลจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในเมืองต่าง ๆ โดยให้คะแนนตามดัชนีความพร้อม ในการรับมือต่อภัยพิบัติในระดับเมือง ค่าของคะแนนประเมินเมืองออกเป็น 4 ระดับด้วยกันตามศักยภาพและนโยบายสาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือต่อภัยพิบัติ คือ มีความพร้อมในระดับเจือจาง (nascent) ระดับกำลังพัฒนา (emerging) ระดับพัฒนาแล้ว (developed) และระดับสุกงอม (mature)</p>
<p>ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ <a href="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/Asean-resilience_V3.1_20200624-1.pdf" title="ที่นี่">ที่นี่</a></p>
<p>Cities in Southeast Asia are very vulnerable to disasters, as resulted from global warming and human activities. These disasters affect the economic sustainability and urban livelihoods, which are the heart of the country&#8217;s development and growth. At the same time, when the expansion of the city occurs quickly and unsustainably, these risks and problems can escalate. Central and regional governments can play key roles in adapting to these risks and reducing the magnitudes of the impacts, which may include enforcing laws and regulations, putting systems for disaster risk management, improving infrastructures, rehabilitating built environments, or even deploying new technologies such as advance notification systems among others.</p>
<p>The Institute for Public Policy and Development (IPPD), in partnership with The Economist Intelligence Unit (EIU), reports on disaster preparedness and response in 5 major ASEAN cities: Bangkok, Ho Chi Minh City, Jakarta, Kuala Lumpur and Singapore. This report is the result of expert evaluations, which get translated into a disaster preparedness scorecard at the city level. The scores on the scorecard divide cities into 4 levels according to the effectiveness and public policies related to each city’s disaster response namely: nascent, emerging, developed, and mature.</p>
<p>You can download the full report <a href="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/Asean-resilience_V3.1_20200624-1.pdf" title="here">here</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/resilient-society/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานเสวนา Thailand’s Strategy: บุญเก่า-บุญใหม่ของไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม</title>
		<link>https://ippd.or.th/thailand-strategy/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/thailand-strategy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 30 Aug 2020 08:11:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Foresight & Futures Lab]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5393</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: ปัณณธร เขื่อนแก้ว เรียบเรียง: ดร. อาร์ม ตั้งนิรั [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: ปัณณธร เขื่อนแก้ว<br />
เรียบเรียง: ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร</h6>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ ซีรีส์<strong> “บุญใหม่”</strong> ในหัวข้อ<strong> “Thailand’s Strategy: บุญเก่า-บุญใหม่ของไทย ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”</strong> ขึ้น เมื่อวันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2563 เวลา 19:00-20:00 น. เพื่อวิเคราะห์และทบทวนยุทธศาสตร์การพัฒนาของไทย โดยมี<strong> ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร </strong>นักวิจัยสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา อาจารย์ด้านกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ <strong>รศ.ดร.ชโยดม สรรพศรี</strong> อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนา</p>
<h2>พัฒนาการของยุทธศาสตร์ประเทศไทย</h2>
<p><strong>ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร</strong> เริ่มจากการอธิบายพัฒนาการของแผนพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศไทย โดยการวางยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงกระแสโลกที่สำคัญ 3 ช่วง ได้แก่<br />
ช่วงแรก คือ ยุคฉันทามติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงนี้ แต่ละประเทศต่างเห็นว่าตนเองต้องพัฒนาประเทศโดยการปฏิรูปสังคมเกษตรให้กลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม และแต่ละประเทศก็ใช้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อทดแทนการนำเข้า อย่างไรก็ดี การพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในประเทศแถบลาตินอเมริกากลับล้มเหลวและก่อให้เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและวิกฤตหนี้<br />
ช่วงที่สอง คือ ยุคฉันทามติวอชิงตัน หลังจากที่ทั่วโลกได้ตระหนักถึงวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการบิดเบือนกลไกตลาด ในยุคนี้ได้สนับสนุนแนวคิดการพัฒนาโดยปฏิรูปด้วยการวางแผนเศรษฐกิจจากส่วนกลางให้กลายเป็นตลาดเสรีมากขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน<br />
ช่วงที่สาม คือ ยุคฉันทมติหลังวอชิงตัน วิกฤติการเงินทั่วทวีปเอเชียในปี พ.ศ. 2540 ได้ทำให้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจของโลกเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง การพัฒนาประเทศจะไม่มุ่งเน้นแต่เพียงการพัฒนาเศรษฐกิจ หากแต่รวมไปถึงการพัฒนาทั้งในทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างสมดุลและยั่งยืนด้วย<br />
<strong>ดร.อาร์ม</strong> วิเคราะห์ว่า เมื่อพิจารณาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทยจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าได้รับอิทธิพลจากกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในแต่ละยุค โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4 – 5 ซึ่งอยู่ในยุคฉันทามติหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรม และมีโครงการสำคัญที่เป็นหัวใจของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ โครงการพัฒนาพื้นที่มาบตาพุด การวางแผนเช่นนี้อาจเรียกได้ว่าเป็น “ยุทธศาสตร์ชาติภิวัตน์” คือ ยุทธศาสตร์ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการผลักดันให้ประเทศกลายเป็นชาติอุตสาหกรรม<br />
ในขณะที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 – 7 อยู่ในยุคฉันทามติวอชิงตันที่มีความเป็นเสรีนิยม การวางแผนเศรษฐกิจก็เน้นไปที่การเปิดการค้าเสรีและการส่งออก ในขณะเดียวกัน ก็พยายามรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย การวางแผนเช่นนี้อาจเรียกว่าเป็น “ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์”<br />
หลังจากที่ประเทศไทยได้เผชิญกับวิกฤติทางการเงิน ซึ่งจัดเป็นยุคฉันทามติหลังวอชิงตัน จะเห็นได้ว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ฉบับที่ 8 เป็นต้นมา ได้อัญเชิญแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 อันว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการวางแผนพัฒนาประเทศ สอดคล้องกับกระแสโลกที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน สมดุล และการพัฒนารอบด้าน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา การสาธารณสุข การกระจายทรัพยากรให้ถึงชุมชนท้องถิ่น อาจเรียกว่าเป็น “ยุทธศาสตร์ท้องถิ่นภิวัตน์”</p>
<blockquote>
<h3>&#8220;ดร.อาร์ม ชี้ว่า ประเทศไทยในปัจจุบันไม่จำเป็นต้องเลือกไปในทางหนึ่งทางใด แต่ต้องผสานแนวคิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั้งหมดให้เข้ากันอย่างสมดุลและลงตัว&#8221;</h3>
</blockquote>
<p>โดยมองให้เห็นถึงจุดที่ขัดแย้งและพยายามผสานเข้าด้วยกันให้ได้ เช่น นโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาจขัดแย้งกับการส่งเสริมกลไกตลาดหรือเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ดังนั้น รัฐจึงต้องเป็นผู้หาจุดสมดุลให้การพัฒนาแต่ละด้าน และผสานทั้งยุทธศาสตร์ชาติภิวัตน์ ยุทธศาสตร์โลกาภิวัตน์ และยุทธศาสตร์ท้องถิ่นภิวัตน์เข้าด้วยกัน<br />
ในการผสานยุทธศาสตร์ ไทยต้องให้ความสำคัญกับโครงสร้างอ่อนและการปฏิรูปขีดความสามารถของรัฐ ปฏิรูปกลไกตลาด และปฏิรูปการกระจายอำนาจ การดำเนินยุทธศาสตร์ไม่ควรเป็นการดำเนินการจากบนลงล่าง แต่ต้องเป็นการดำเนินการจากล่างขึ้นบนด้วย โดยให้มีการสร้างห้องทดลองนโยบาย (policy lab) ตามแบบประเทศสิงคโปร์ สนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐแข่งขันกัน ภาคเอกชนแข่งขัน และภาคท้องถิ่นแข่งขันกันเพื่อให้มีการทดลองและนวัตกรรมทางนโยบายภายใต้กรอบยุทธศาสตร์และทิศทางใหญ่ของประเทศ<br />
<strong>ดร.อาร์ม</strong> ตั้งข้อสังเกตว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยได้รับแนวคิดทั้งแบบยุคฉันทามติหลังสงครามและยุคฉันทามติหลังวอชิงตัน เห็นได้จากนโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมและโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก รวมทั้งการพัฒนาอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม แนวคิดฉันทามติวอชิงตัน กล่าวคือการปฏิรูปกลไกตลาดและการแข่งขันกลับไม่โดดเด่นเท่าที่ควรในแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้นักวิชาการหลายท่านวิพากษ์ว่ายุทธศาสตร์ชาติมีมิติในการขยายรัฐ แต่กลับขาดมิติการลดรัฐที่ไม่จำเป็น นอกจากนี้ การปฏิรูปโครงสร้างอ่อน อันได้แก่ โครงสร้างสถาบันและกฎหมาย ก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีมิได้เน้นชัดในเรื่องนี้เท่าใดนัก</p>
<h2>บาปเก่าไทย และบุญใหม่ไทย</h2>
<p><strong>รศ.ดร.ชโยดม สรรพศรี</strong> ได้ฉายภาพประวัติศาสตร์การพัฒนาของประเทศไทยอย่างแหลมคม ช่วง พ.ศ. 2523 – 2533 เศรษฐกิจของไทยมีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 7 และสูงสุดถึงประมาณร้อยละ 10 ต่อปี แต่ต่อมาเริ่มถดถอยลงเรื่อย ๆ จนในปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 2 -3 เท่านั้น โดยสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตลดลง คือ การขาดแคลนการลงทุนในโครงการใหญ่ ๆ ในระยะหลัง ทำให้บุญเก่าของประเทศไทยเริ่มสิ้นไป<br />
บุญเก่าดังกล่าว คือ ในช่วง พ.ศ. 2527 ประเทศไทยได้มีการปรับค่าเงินบาท และค่าเงินเยนแข็งขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจำนวนมาก ตามด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยเพิ่มขึ้น แต่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้นได้มีอิทธิพลต่อโลกน้อยลง อันเป็นผลมาจากการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ ทำให้ไทยซึ่งขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ จึงขาดแคลนแรงงานที่ตอบโจทย์กระแสโลกในปัจจุบัน ส่งผลให้มีการลงทุนน้อยลง ความขาดแคลนดังกล่าวมีสาเหตุจากสัดส่วนของเยาวชนที่เลือกศึกษาด้านวิทยาศาสตร์น้อยกว่าเยาวชนที่เลือกศึกษาด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สภาวะเช่นนี้จัดได้ว่าเป็น “บาปเก่า” ของไทย<br />
นอกจากบาปเก่าเรื่องการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นปัจจัยภายในแล้ว เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก ได้แก่<br />
1) ความเจริญก้าวหน้าของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งเวียดนาม กัมพูชา และการเปิดประเทศของเมียนมาร์ ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในไทยมีจำนวนน้อยลง<br />
2) ไทยพึ่งพาการนำเข้าชิ้นส่วนมาก เพื่อนำมาผลิตและส่งออกต่อ ส่งผลให้การลงทุนไปกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมบางประเภทและเป็นการเพิ่มมูลค่าอย่างจำกัด<br />
3) อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากต่างประเทศ มีสัดส่วนร้อยละ 14 ของ GDP ทำให้ไทยพึ่งพารายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวสูงเกินไป<br />
4) นวัตกรรมและเทคโนโลยีของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างวดเร็ว ในขณะที่ไทยตามไม่ทัน<br />
นอกจากนั้น ไทยยังกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัย การกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาการทุจริต ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย<br />
<strong>รศ.ดร.ชโยดม</strong> วิเคราะห์บุญใหม่ของประเทศไทย โดยมองว่าสิ่งสำคัญที่ต้องผลักดันคือ การสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยทำได้ดี ได้แก่ การเกษตรและเกษตรแปรรูป อุตสาหกรรมบริการในด้านสุขภาพ อุตสาหกรรมดูแลผู้สูงอายุ การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนั้น</p>
<blockquote>
<h3>&#8220;ไทยยังต้องการการปฏิรูปโครงสร้างอ่อน กล่าวคือ การปรับปรุงโครงสร้างสถาบันทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ตลอดจนด้านกฎหมาย เพื่อให้เอื้อต่อการแสวงบุญใหม่&#8221;</h3>
</blockquote>
<p><strong>รศ.ดร.ชโยดม</strong> ได้ยกตัวอย่างการปฏิรูปโครงสร้างอ่อนในด้านกฎหมายที่สำคัญ คือการ “กิโยตินกฎหมาย” (Regulatory Guillotine) สอดคล้องกับมาตรา 77 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีแนวคิดว่าควรยกเลิกมาตรการ กฎหมาย หรือกฎระเบียบใด ๆ ที่เป็นอุปสรรค สร้างต้นทุน หรือเป็นภาระกับภาคธุรกิจ เช่น กระบวนการอนุญาต อนุมัติ ขึ้นทะเบียน จดทะเบียน สัมปทาน ประทานบัตร ฯลฯ โดยรัฐจะทำการศึกษาว่ากฎหมายหรือกระบวนการเหล่านี้ซ้ำซ้อนหรือไม่ เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากน้อยเพียงใด มีความจำเป็นหรือไม่ เพิ่มต้นทุนในการประกอบธุรกิจหรือไม่ รัฐมีทางเลือกอื่นหรือไม่ หรือมีค่าธรรมเนียมสูงเกินไปหรือไม่ และภายหลังจากที่พิจารณาแล้ว กฎหมายที่ถูกพิจารณาก็จะถูก “ยกเลิก-รวม-เปลี่ยน-คงไว้” ต่อไปด้วย<br />
<strong>รศ.ดร.ชโยดม</strong> มองว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ชาติที่ครบถ้วนพอควรแล้ว แต่ประเทศไทยยังขาดการบูรณาการข้ามหน่วยงาน จึงจำเป็นต้องประสานกลไกในภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถเป็นเครื่องมือที่ช่วยในด้านต่างๆ ทั้งในมิติของการปฏิรูปโครงสร้างอ่อน เช่น การลดขั้นตอน กระบวนการ และกฎระเบียบ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยยกระดับการแสวงหาบุญใหม่ด้วยการยกระดับเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรมและบริการต่างๆ ของประเทศ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/thailand-strategy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานเสวนา Singapore’s Strategy: บุญเก่า-บุญใหม่ของสิงคโปร์ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม</title>
		<link>https://ippd.or.th/singapore_strategy/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/singapore_strategy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Aug 2020 05:00:36 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3816</guid>

					<description><![CDATA[ลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เคยกล่าวไว้ว่า “ในโลก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เคยกล่าวไว้ว่า “ในโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และปลาเล็กกินกุ้ง สิงคโปร์ต้องเป็นกุ้งตัวเล็กที่มีพิษสง” จากคำพูดนี้มีข้อสังเกตที่น่าสนใจ 2 ประการ ประการแรก ได้แก่ แนวคิดการผูกสิงคโปร์เข้ากับโลก เมื่อย้อนดูตามประวัติศาสตร์จะพบว่า สิงคโปร์เป็นชาติที่ให้ความสนใจต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งในด้านภูมิศาสตร์การเมือง เทคโนโลยี และการค้า ทำให้สิงคโปร์สามารถประเมินได้ว่า ตนเองควรวางบทบาทใดในเวทีโลก ประการที่สอง คือ แนวคิดนี้เป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของสิงคโปร์ ที่เป็นประเทศขนาดเล็ก ดังนั้น สิงคโปร์จึงต้องวางแผนระยะยาวเพื่อการอยู่รอดของประเทศในอนาคต กลายเป็น “กุ้งตัวเล็กที่มีพิษสง” การกระทำเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากการวางแผนและลงทุนที่ยาวนาน ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ</p>
<p>ด้วยยุทธศาสตร์การวางแผนของสิงคโปร์ ที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและน่าสนใจ สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) จึงได้จัดงานเสวนาออนไลน์ ซีรีส์ “บุญใหม่” ในหัวข้อ <strong>“Singapore&#8217;s Strategy: บุญเก่า–บุญใหม่ของสิงคโปร์ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”</strong> ขึ้นเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 เพื่อศึกษายุทธศาสตร์การพัฒนาของสิงคโปร์ ที่แม้จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่กลับมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่น่าสนใจ และสามารถนำมาใช้เป็นแนวทาง หรือวิธีการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศไทย โดยการเสวนาซีรีส์นี้ จะเป็นฐานความรู้ ให้กับการสร้างยุทธศาสตร์ระดับชาติในอนาคต</p>
<p>สิงคโปร์เป็นประเทศที่วางรากฐานให้กับระบบสวัสดิการ สาธารณสุข และที่อยู่อาศัยเป็นอย่างมาก เมื่อนำมาผสานกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม สิงคโปร์จึงพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์เพื่อการแหวกว่ายไปในโลกอนาคตนั้น ไม่ได้เป็นการมองเพียงภาพใหญ่ หากแต่ยังให้ความสำคัญกับรายละเอียดอีกด้วย โดยในแต่ละกระทรวงของสิงคโปร์ จะมียุทธศาสตร์เฉพาะด้านของตนเอง เช่น ยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการพัฒนาเมือง ยุทธศาสตร์ดิจิทัล ซึ่งในการเสวนาครั้งนี้ ได้มองย้อนไปถึง<strong> 3 พื้นบุญเดิม ยุทธศาสตร์ 3 ด้าน 4 กรรมเก่าของสิงคโปร์ 3 ข้อคิดในการปรับตัวหลังโลกยุคโควิด-19</strong> เพื่อถอดบทเรียนจากสิงคโปร์สู่ไทย</p>
<h2><strong>3 พื้นบุญ</strong></h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/SNG-1860x1860-FB-Q-01-1024x1024.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร นักวิจัย สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา อาจารย์ด้านกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> ได้บรรยายถึงบุญเก่าของสิงคโปร์ว่า เป็นรากฐานที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าของสิงคโปร์ในทุกวันนี้ ซึ่งเป็นผลงานหลักของอดีตนายกรัฐมนตรี ลี กวนยู ที่ได้เน้นการสร้างพื้นบุญด้วยการศึกษา ด้วยการส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม การเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาอาชีวะชั้นเลิศแก่ช่างเทคนิคฝีมือดี เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาอุตสาหกรรม นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังจัดให้มีมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และจัดเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นการพัฒนาทุนมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ประการต่อมา สิงคโปร์ได้พัฒนาระบบสาธารณะสุขของตน เช่น ในปีค.ศ. 1984 สิงคโปร์ได้ออกกฎหมายบังคับหักเงินเดือนประชาชนทุกคนเข้ากองทุน Medisave เพื่อเป็นการออมเงินค่ารักษาพยาบาลแก่ประชาชนในอนาคต ขณะเดียวกัน ก็ยังได้ส่งเสริมให้มีการออมเพื่อสุขภาพแบบสมัครใจในกองทุน MediShild เพื่อเป็นหลักประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนอีกด้วย ประการสุดท้าย คือ การพัฒนาที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1960 เป็นต้นมา รัฐบาลสิงคโปร์ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยราคาถูกขึ้น ทำให้ร้อยละ 80 ของประชาชนสิงคโปร์สามารถมีที่อยู่อาศัยตามที่ภาครัฐได้พัฒนาไว้ให้ ซึ่งมีราคาถูกและมีคุณภาพดีอีกด้วย ปัจจัยเหล่านี้เป็นพื้นบุญสำคัญที่ทำให้สิงคโปร์สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<h2><strong>ยุทธศาสตร์ 3 ด้าน</strong></h2>
<p>นอกจากนี้ <strong>ดร.อาร์ม</strong> ยังได้กล่าวถึงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศของสิงคโปร์ ที่ทำให้ตนเองสามารถยืดหยัดได้บนเวทีโลก โดยอาจแบ่งการพิจารณาได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่ ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเมือง และยุทธศาสตร์ดิจิทัล</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/SNG-1860x1860-FB-Q-02-1024x1024.jpg" alt="" /></p>
<p>ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจถูกจัดทำขึ้นโดยกระทรวงเศรษฐกิจ โดยมีข้อคำนึงสำคัญ ได้แก่ ความอยู่รอดของประเทศ เนื่องจากสิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็ก และมีทรัพยากรจำกัด ดังนั้น ทางรอดของสิงคโปร์จึงทำให้ตนเองเชื่อมต่อกับโลก ไม่สามารถคิดถึงแต่เรื่องปัจจัยภายในของตนเองได้แต่เพียงอย่างเดียว บริบทและปัจจัยภายนอกประเทศ จึงเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลมากต่อการคิดยุทธศาสตร์ และกลยุทธ์ของสิงคโปร์</p>
<p>ตัวอย่างแผนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สำคัญของสิงคโปร์ เช่น Strategic Economic Plan 1991 ที่เน้นย้ำด้านการพัฒนาขั้นพื้นฐานของสิงคโปร์ คือ ทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการศึกษา และการมีหลักประกันที่ดี ในขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังได้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างเชิงสถาบัน กล่าวคือ การมีกฎหมายหรือกฎระเบียบที่ดี นอกจากนี้ ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม สิงคโปร์ได้พิจารณาว่าจุดเด่นของตน ได้แก่ การผลิต การประกอบ การแลกเปลี่ยน และการบริการ และเพื่อวัดผลอย่างมีประสิทธิภาพ สิงคโปร์ได้นำตนเองไปเปรียบเทียบกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อดูศักยภาพในการแข่งขันทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว แผนยุทธศาสตร์นี้ยังให้ความสำคัญ กับแนวคิดเรื่องการกระจายการลงทุนในอุตสาหกรรม (diversification) ซึ่งแนวคิดนี้ได้รับอิทธิพลมากจากปัญหาเศรษฐกิจใน ค.ศ. 1985-1986</p>
<p>จนกระทั่ง ค.ศ. 1995 สิงคโปร์ได้มียุทธศาสตร์ใหม่ คือ Singapore Unlimited โดยกล่าวถึงการยกระดับอุตสาหกรรม และการทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (international business hub) ภายใน ค.ศ. 2000 ด้วยการพัฒนาภาคบริการโดยเฉพาะ ทั้งด้านการเงิน การสื่อสาร และเทคโนโลยี นอกจากนี้ ยังมียุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนากิจการภายในประเทศด้วย เนื่องจากในขณะนั้นมีความกังวลว่า สิงคโปร์อาจพึ่งพาตลาดภายนอกมากเกินไป และรัฐบาลสิงคโปร์ควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย และจึงกลายเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ Local Enterprise 2000 ในท้ายที่สุด</p>
<p>ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ยังได้ออกแผน Regionalization 2000 อันสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของสิงคโปร์ ที่ต้องการจะเชื่อมตนเองเข้ากับโลก โดยในการยกระดับอุตสาหกรรมของตน สิงคโปร์วางแผนที่จะเป็นตลาดของอุตสาหกรรมยกระดับในภูมิภาคให้ได้ ในขณะที่แรงงานอุตสาหกรรมเข้มข้นในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเริ่มขาดความได้เปรียบในการแข่งขัน ก็จะย้ายการลงทุนไปในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน และทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน เทคโนโลยี และทรัพยากรมนุษย์ในท้ายที่สุด</p>
<p>ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุดท้ายของสิงคโปร์ที่จะกล่าวถึง คือ Remaking Singapore 2001 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุด และเป็นโลกที่เพิ่งผ่านพ้นกวิกฤตทางการเงินของเอเชีย อันมาพร้อมกับการผงาดขึ้นมาของจีน ดังนั้นในยุทธศาสตร์นี้ สิงคโปร์จึงให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ของประเทศ และชื่อเสียงของตนในระดับโลก เพื่อปรับตนให้เข้ากับโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วสิงคโปร์จึงได้มุ่งไปที่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ตนเองในเวทีโลก การตอบโจทย์ความหลากหลายในภาคอุตสาหกรรม การกระจายความเสี่ยง การพัฒนาผู้ประกอบการ การปรับโครงสร้างสถาบัน และกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อให้เอื้อต่อผู้ประกอบการ</p>
<p>เงื่อนไขที่สิงคโปร์มีทรัพยากรอยู่อย่างจำกัด ทำให้จำเป็นต้องพัฒนายุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเมือง เพื่อให้เกิดการบริหารอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากที่สุด สิงคโปร์จึงได้จัดทำ master plan เพื่อมองอนาคตในระยะกลาง และมีการปรับเปลี่ยนแผนทุก 5 ปี ทั้งยังมี concept plan ที่เป็นแผนในการวางอนาคตและการพัฒนาระยะยาวอีกด้วย ซึ่งทั้งสองแผนนี้มีไว้เพื่อพัฒนาเมือง และเป็นหลักประกันในด้านที่อยู่อาศัย และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชน</p>
<p>ถึงแม้ว่าการบริหารจัดการเมืองจะเป็นคนละเรื่องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่มีไว้เพื่อออกแบบการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ กระจายความเจริญไปในทุกพื้นที่ เพื่อไม่ให้เมืองเกิดความแออัดหรือกระจุกตัวจนเกินไป และมีการส่งเสริมการขนส่งสาธารณะ ในขณะเดียวกัน แผนนี้ยังช่วยให้สิงคโปร์คงไว้ซึ่งจิตวิญญาณของเมือง โดยจัดให้มีโซนอนุรักษ์ โซนอาคารเก่า เพื่อให้เมืองได้มีเรื่องราวและรากเหง้าต่อไป นอกจากนี้ ยังมุ่งให้สิงคโปร์กลายเป็นเมืองที่มีความสนุกด้วย ประชาชนสามารถเพลิดเพลินไปกับเมืองได้ ในประเด็นสุดท้าย แผนนี้ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นเมืองทดลองขนาดย่อม โดยมีพื้นที่ไว้ทดลองโครงการของเมืองต่าง ๆ ด้วย เช่น การทดลองจัดตั้งแผงโซลาร์ขนาดใหญ่ การทดลองระบบจัดการน้ำที่ยั่งยืน การทดลองใช้ระบบคมนาคมอัจฉริยะ ทำให้สิงคโปร์เป็นเมืองที่มีความหลากหลาย อันเป็นผลมาจากแผนพัฒนาเมือง ที่ยังคงไว้ซึ่งความแตกต่างในวัตถุประสงค์การใช้งานของแต่ละเขตเมือง</p>
<p>จากสองยุทธศาสตร์แรกคือ ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ด้านการบริหารจัดการเมือง จะเห็นได้ว่าสิงคโปร์ได้นำ 3 วิสัยทัศน์มาผูกเข้าไว้ด้วยกัน โดยวิสัยทัศน์แรกคือความเป็นเมือง ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาการกระจุกตัวและความแออัด และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี นำมาผูกกับวิสัยทัศน์ที่สองคือความเป็นชาติ โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้า และนำมาผสมกับวิสัยทัศน์สุดท้ายคือการปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลก</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/SNG-1200x628-article-01-1024x683.jpg" alt="" /></p>
<p>อย่างไรก็ดี การผงาดของจีนยังมาพร้อมกับอิทธิพลด้านเทคโนโลยี สิงคโปร์จึงจัดทำแผนยุทธศาสตร์ดิจิทัลขึ้นมา เพื่อรองรับกับโลกใหม่นี้ด้วย <strong>ดร.สันติธาร เสถียรไทย Group Chief Economist แห่ง Sea Group</strong> ได้กล่าวถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ด้านดิจิทัล 4 ประการ ได้แก่</p>
<ol>
<li>
<p>สิงคโปร์ต้องเป็นศูนย์กลางของบริษัทสตาร์ทอัพ โดยปัจจุบัน สิงคโปร์เองมีบริษัทสตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จ และมีเงินทุนถึงพันล้านดอลลาร์สหรัฐประมาณ 4 – 5 แห่ง</p>
</li>
<li>
<p>สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางด้าน FinTech (เทคโนโลยีทางการเงิน) ยุทธศาสตร์นี้เกิดจากการนำบุญเก่าและบุญใหม่มารวมกัน เมื่อสิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการค้าทางการเงินอยู่ก่อนแล้ว สิงคโปร์จึงยกระดับของตนเองให้เป็น Fintech Hub ของโลกด้วย ด้วยการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญเข้ามาทำงาน ทั้งยังให้ธนาคารประจำชาติสิงคโปร์ เป็นหัวหอกในการดำเนินการ ในขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็ได้ตั้งเป้าหมายให้ตนเป็นศูนย์กลางด้าน Green Finance เพื่อระดมทุนช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้ก็เป็นการนำบุญเก่าด้านสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการเงิน มาผสานกันด้วยเช่นกัน</p>
</li>
<li>
<p>สิงคโปร์ยังต้องการเป็นผู้นำด้านปัญญาประดิษฐ์และข้อมูล จึงได้พัฒนากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล จัดทำประมวลจริยธรรมว่าด้วยการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเหมาะสม เป็นธรรม เข้าใจง่ายสำหรับทุกคน ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเสริมความแข็งแกร่ง ทั้งในด้านระบบขนส่ง ด้านสาธารณะสุข และด้านการศึกษา</p>
</li>
<li>
<p>สิงคโปร์ต้องเป็นผู้นำดิจิทัล โดยสิงคโปร์จะนำดิจิทัลมาปรับใช้กับทุกด้านของสังคม เช่น ด้าน digital economy ซึ่งเปิดโอกาสให้ SME กับภาคส่วนต่าง ๆ ใช้ระบบดิจิทัลมากขึ้น หรือการสร้าง digital government อันรวมถึงการที่รัฐบาลนำแอปพลิเคชัน มาปรับใช้กับสถานการณ์โรคระบาด เพื่อต่อยอดออกไปเป็น digital society ให้ทุกคนในประเทศสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้ ไม่เว้นแม้แต่ผู้สูงอายุ โดยสิงคโปร์มีแผน Digital Readiness Blueprint เพื่อทำให้คนเข้าถึงดิจิทัลให้ได้มากที่สุด ไม่ใช่แต่เพียงในทางเศรษฐกิจ แต่รวมไปถึงในทางสังคมด้วย</p>
</li>
</ol>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/SNG-1860x1860-FB-Q-03-1024x1024.jpg" alt="" /></p>
<p>แม้สิงคโปร์จะมีออกแบบกลยุทธ์ที่แตกต่างกันไป แต่ยุทธศาสตร์เหล่านั้นต่างก็มีจุดร่วมที่คล้ายคลึงกันหลายประการ <strong>ประการแรก</strong> สิงคโปร์เน้นการเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคและโลก โดยคำนึงถึงการแข่งขันในด้านต่าง ๆ ของตน <strong>ประการที่สอง</strong> สิงคโปร์ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ ประชาชนต้องมีความพร้อมต่ออนาคตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ด้วยการพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อยู่เสมอ <strong>ประการที่สาม</strong> การพัฒนาของสิงโปร์จะเป็นการร่วมมือกันระหว่างรัฐและเอกชน ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ประการสุดท้าย ยุทธศาสตร์ของสิงคโปร์มีความยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น ใน ค.ศ. 2016 สิงคโปร์ได้ตั้งสภาเศรษฐกิจอนาคต (Committee for Future Economy) ที่ประมินผลว่านโยบายต่าง ๆ จะปฏิบัติได้จริงหรือไม่อย่างไร จนกระทั่งใน ค.ศ. 2020 มีเหตุการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 สิงคโปร์ได้มีการตั้งทีมพิเศษชื่อ Emerging Stronger Taskforce (EST) เพื่อประเมินใหม่ว่าสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว ยังใช้ได้ในโลกหลังจากนี้หรือไม่ จะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์ของสิงคโปร์ มีการมองการณ์ไกล และยืดหยุ่นตามสถานการณ์ได้ตลอดเวลา</p>
<h2><strong>4 กรรมเก่า</strong></h2>
<p>แม้สิงคโปร์จะประสบความสำเร็จกับการวางยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ และมีบุญเก่าที่เข้มแข็ง แต่สิงคโปร์เองก็มีกรรมเก่าติดตัวที่ต้องเร่งแก้ไข <strong>ดร.สันติธาร</strong> อธิบายว่า ปัญหาด้านขนาดของประเทศที่เล็ก ทำให้สิงคโปร์ต้องพิจารณา 2 มุมมอง ได้แก่ <strong>มุมมองสิงคโปร์สู่โลก</strong> เพื่อดูว่าตนจะต้องแข่งขันอย่างไรเพื่อให้ทัดเทียมโลก และ<strong>มุมมองโลกสู่สิงคโปร์</strong> กล่าวคือการสร้างสิงคโปร์ให้เป็นพื้นที่ในการลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งเป็นการพัฒนาอุตสาหกรรมของตน และสร้างงานให้กับคนสิงคโปร์ได้อีกด้วย ความเสียเปรียบอีกประการของสิงคโปร์ คือ <strong>ทรัพยากรมนุษย์ที่ไม่มีความยืดหยุ่น ไม่สามารถปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลง</strong> รัฐบาลจึงได้ผลักดันคนรุ่นใหม่ได้ทำงานในต่างประเทศ เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ทั้งยังมีปัญหาเรื่องความหลากหลายของคน เนื่องจากระบบการศึกษาทำให้เกิดการแบ่งคนในสังคมออกเป็นกลุ่มคนเก่ง และคนไม่เก่ง สิงคโปร์จึงได้พยายามแก้ปัญหานี้ ด้วยการยกเลิกการแบ่งสายการเรียน และให้มีการผสมผสานระหว่างคนหลาย ๆ กลุ่ม เนื่องจากรัฐมองเห็นว่า แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้ <strong>การประกอบอาชีพในสิงคโปร์เอง ก็ไม่ได้มีความหลากหลายเท่าที่ควร</strong> เนื่องจากคนส่วนใหญ่ต้องการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ รัฐบาลจึงต้องผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ ๆ  ให้เพิ่มมากขึ้น</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/SNG-1860x1860-FB-Q-04-1024x1024.jpg" alt="" /></p>
<h2><strong>3 ข้อคิดในการปรับตัวหลังโลกยุคโควิด-19 ข้อคิดในการปรับตัวหลังโลกยุคโควิด-19</strong></h2>
<p>แนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อาจเป็นปัจจัยทางบวกและทางลบให้กับสิงคโปร์ <strong>ดร.สันติธาร</strong> เห็นว่า สังคมโลกเข้าสู่ยุคดิจิทัลไวมากขึ้น รัฐบาลสิงคโปร์จึงได้อาศัยจังหวะจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพิ่มทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับ SMEs รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนอีกด้วย นอกจากนี้ ภายหลังจากโลกยุคโควิค-19 สถานการณ์ของโลกมีแนวโน้มที่จะเกิดความผันผวน และขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งในด้านการค้า และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น สิงคโปร์ซึ่งพึ่งพาการเชื่อมต่อกับโลก อาจจะต้องแสวงหากลยุทธ์ใหม่เพื่อความอยู่รอดของตน และเพื่อป้องกันปัญหาการว่างงานที่อาจเกิดขึ้น หลังมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ทดแทนแรงงาน สิงคโปร์จึงมีการตั้ง Job Task Force ขึ้น เพื่อให้คนในสิงคโปร์สามารถปรับตัวและหาทักษะใหม่ เพื่อเปลี่ยนจากการทำงานในอุตสาหกรรมเก่า ไปทำงานในอุตสาหกรรมใหม่แทนได้</p>
<h2><strong>ถอดบทเรียนสิงคโปร์มาสู่ไทย</strong></h2>
<p>บทเรียนที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้จากสิงคโปร์ ได้แก่ การมองยุทธศาสตร์อย่างยืดหยุ่น สามารถรองรับความเป็นไปได้ที่หลากหลายได้ในอนาคต ทั้งยังจำเป็นต้องประเมินถึงความเสี่ยง หรือโอกาสที่สามารถเกิดขึ้น สามารถประเมินผลการดำเนินการได้ นอกจากนี้กระบวนการสร้างยุทธศาสตร์นั้น ไม่สามารถเกิดจากคนเพียงคนเดียวได้ แต่ต้องมาจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อให้เกิดมุมมองที่กว้างและหลากหลายมากยิ่งขึ้น</p>
<p>ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้านทรัพยากรมากกว่าสิงคโปร์ ทั้งความมั่นคงทางอาหาร การทำการเกษตร ขนาดของประเทศ และจำนวนประชากร <strong>ดร.สันติธาร </strong>มีความเห็นว่า หากไทยต้องการขึ้นมาเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ควรจะต้องคิดถึงปัจจัยภายนอกควบคู่ไปกับการพัฒนาภายในด้วย รวมถึงการเปิดในทุกภาคส่วนของสังคม ให้เข้ามามีส่วนในการวางแผนยุทธศาสตร์ เพื่อตอบสนองกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป และจำเป็นต้องพึ่งพาความหลากหลาย เพื่อสร้างความอยู่รอดของประเทศต่อไป</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/singapore_strategy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานเสวนา South Korea’s Strategy: บุญเก่า-บุญใหม่ของเกาหลีใต้ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม</title>
		<link>https://ippd.or.th/south-korea-strategy/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/south-korea-strategy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 13 Jul 2020 08:30:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3715</guid>

					<description><![CDATA[เรียบเรียง: ปัณณธร เขื่อนแก้ว ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร “เก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรียบเรียง: ปัณณธร เขื่อนแก้ว<br />
ดร. อาร์ม ตั้งนิรันดร</h6>
<p><strong>“เกาหลีใต้”</strong> เป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จ ในการพัฒนายุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก โดยสะท้อนผ่านความสำเร็จในการวางยุทธศาสตร์ด้านอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ อันเห็นได้จากความเพียบพร้อมในระบบสาธารณูปโภค ความก้าวหน้าของสินค้าเทคโนโลยีในตลาดโลก นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีจุดเด่นในการนำวัฒนธรรมประจำชาติ มาเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศ และสร้างวัฒนธรรมนั้นให้กลายเป็นสินค้าส่งออก จุดเด่นทั้งหลายเหล่านี้ ส่งผลให้เกาหลีใต้เป็นอีกหนึ่งประเทศในทวีปเอเชียที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ ซีรีส์ <strong>“บุญใหม่”</strong> ในหัวข้อ <strong>“South Korea&#8217;s Strategy: บุญเก่า–บุญใหม่ของเกาหลีใต้ ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม”</strong> ขึ้นเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563 เพื่อศึกษาถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาของเกาหลีใต้ ประเทศที่มีระดับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพื่อนำมาศึกษาแนวทางหรือวิธีการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้แก่ประเทศไทย โดยการเสวนาในซีรีส์นี้ จะเป็นฐานความรู้ ให้กับการสร้างยุทธศาสตร์ระดับชาติให้กับประเทศไทยในอนาคต</p>
<p>ในด้านการพิจารณาอำนาจแข็งของเกาหลีใต้ <strong>อาจารย์แบ๊งค์ งามอรุณโชติ นักวิจัย สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) และ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT)</strong> ได้แบ่งนำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเชิงรุกของเกาหลีใต้ออกไปเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 3 บุญเก่า 4 กลยุทธ์การพัฒนา และ 5 บทเรียนประเทศไทย</p>
<p><strong>อาจารย์แบ๊งค์</strong> ได้กล่าวถึงความสำเร็จของประเทศเกาหลีใต้ แบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ช่วง คือ ช่วงเริ่มต้น อันเป็นการตั้งลำทางเศรษฐกิจ ในระหว่างปี ค.ศ. 1960-1970 รายได้ต่อหัวของประชากรในประเทศยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 250 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี) ต่อมา เป็นช่วงโจนทะยาน ในระหว่างปี ค.ศ. 1971-1985 รายได้ของประชากรในประเทศได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ และช่วงสมัยใหม่ คือ ในระหว่างปี ค.ศ. 1985-2010 เป็นต้นมา เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศร่ำรวย มีรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปีอยู่ที่ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยในปี ค.ศ. 2018 ประเทศไทยมีรายได้ต่อหัวต่อคนในประเทศเพียง 7,300 ดอลลาร์สหรัฐ</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/07/S-Korea-960x960-01-1024x1024.jpg" alt=""></p>
<p>เมื่อพิจารณาในเชิงโครงสร้างสินค้าอุตสาหกรรม ช่วงปี ค.ศ. 1960-1970 อุตสาหกรรมของเกาหลีใต้จะเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน สินค้าทางการเกษตร และอุตสาหกรรมเบา ถัดมา ในช่วงปี ค.ศ. 1971-1985 เกาหลีใต้เริ่มเปลี่ยนมาพัฒนาอุตสาหกรรมหนักซึ่งใช้ทุนสูงขึ้น อาทิ อุตสาหกรรมเหล็ก การต่อเรือหรือยานยนต์ และในช่วงปี ค.ศ. 1986-2010 เกาหลีใต้มุ่งการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีชั้นสูง เช่น โทรศัพท์มือถือหรือโทรทัศน์</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/07/S-Korea-960x960-02-1024x1024.jpg" alt=""></p>
<h2>3 บุญเก่า</h2>
<p>การปรับตัวของอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว ทว่าความมหัศจรรย์ของเกาหลีใต้ คือ สามารถปรับได้อย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าสนใจ เกาหลีใต้ใช้เวลาเพียง 26 ปีเท่านั้น ในการพัฒนาและยกระดับสังคม ในขณะที่ประเทศต่าง ๆ ในโลกส่วนใหญ่ต้องใช้เวลามากกว่าหนึ่งศตวรรษ ในการเปลี่ยนจากประเทศรายได้ปานกลางให้เป็นประเทศรายได้สูง เช่น อังกฤษใช้เวลากว่า 128 ปี ออสเตรเลียใช้เวลา 119 ปี ขณะที่สหรัฐอเมริกาใช้เวลา 93 ปี ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่น่าสนใจว่าปัจจัยใด ที่เอื้อให้เกาหลีใต้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว และมีข้อได้เปรียบอย่างไร เป็นที่มาของการศึกษาบุญเก่าของเกาหลีใต้ทั้ง 3 ข้อ ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>บุญเก่าแรก</strong> ประชากรของเกาหลีใต้มีการศึกษาและทักษะแรงงานที่สูง โดยในปี ค.ศ. 1994 เกาหลีใต้มีคุณภาพการศึกษาที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับประเทศที่มีระดับรายได้ใกล้เคียงกัน ซึ่งการที่มีระดับการศึกษาที่สูงนี้เอง ทำให้เกาหลีใต้ปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ทุนมนุษย์ และเทคโนโลยีเข้มข้นได้ไวขึ้น</p>
<p><strong>บุญเก่าที่สอง</strong> ความเท่าเทียมทางสินทรัพย์และรายได้ของเกาหลีที่เข้มข้น ในช่วงปี ค.ศ. 1960 เกาหลีใต้และไต้หวัน มีระดับความเท่าเทียมทางรายได้สินทรัพย์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกาหลีใต้ สามารถใช้มาตรการเร่งรัดอุตสาหกรรมโดยเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และใช้ทุนใหญ่นำการพัฒนาได้มากกว่าประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง</p>
<p><strong>บุญเก่าที่สาม</strong> รัฐบาลของเกาหลีใต้มีขีดความสามารถสูงและสัมพันธ์กับการพัฒนา จึงสามารถทำแผนอุตสาหกรรม และกำกับดูแลกลุ่มทุนให้ปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
<h2>4 กลยุทธ์การพัฒนา</h2>
<p>บุญเก่าทั้ง 3 แสดงผลลัพธ์ออกมาอย่างเต็มที่ เมื่อมีตัวกระตุ้นที่สำคัญ นั่นคือ การเคลื่อนไหวของกลุ่มแรงงาน ซึ่งเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1970 จนถึงปี 1980 โดยในอดีต เกาหลีใต้มีสภาพแรงงานที่เลวร้าย มีการขูดรีดผู้ใช้แรงงานอย่างโหดร้ายและรุนแรง บริษัทล้อมรั้วดังเช่นค่ายทหาร เพื่อให้แรงงานทำงานหนัก และมีสภาพเงื่อนไขการทำงานที่ย่ำแย่ จนกระทั่ง “จอน แท อิล” ผู้นำการประท้วงแรงงานเผาตนเองเพื่อเป็นการประท้วง ซึ่งการกระทำเช่นนั้น ได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์สำคัญในการต่อสู้ของแรงงานในปี ค.ศ. 1970 เป็นต้นมา และทำให้เกิดการปรับระดับของค่าจ้างอย่างรวดเร็ว ค่าจ้างหลังหักเงินเฟ้อของเกาหลีใต้ปรับเพิ่มสูงขึ้นถึงร้อยละ 276 ซึ่งการปรับตัวนี้ทำให้แรงงานมีรายได้สูงขึ้น สามารถนำเงินนั้นไปลงทุนในด้านการศึกษาให้แก่ตนเองและบุตร และในขณะเดียวกัน กลุ่มทุนก็ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะหันไปลงทุนในด้านเทคโนโลยีเพื่อลดจำนวนคนงาน ลดสัดส่วนแรงงานแต่ยังคงสัดส่วนกำไรไว้ เมื่อทั้งภาคแรงงานและกลุ่มทุนเริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอดแล้ว รัฐก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเอง และเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาด้วย อันจะเห็นได้จากกลยุทธ์ทั้ง 4 ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>กลยุทธ์แรก</strong> เกาหลีใต้เลือกสนับสนุนให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยี ซึ่งทำให้กลุ่มทุนสามารถลงทุนในการวิจัยและพัฒนาสินค้าที่มีราคาสูงได้ นอกจากนี้ รัฐยังสนับสนุนให้กลุ่มทุนใหญ่ลงทุนข้ามอุตสาหกรรม โดยแม้สินค้าบางอย่างจะมีวัฏจักร แต่ทว่าในช่วงที่สินค้าบางชนิดไม่สามารถทำกำไรได้ กลุ่มทุนก็สามารถนำกำไรจากสินค้าอื่นในขณะนั้นมาชดเชย เพื่อลดความเสียหายจากเศรษฐกิจที่ผันผวน และสามารถเติบโตต่อไปได้เมื่อผ่านพ้นเหตุการณ์นั้น อย่างไรก็ดี ข้อเสียของนโยบายนี้ก็คือ การเพิ่มขึ้นของความเหลื่อมล้ำในระยะยาว ถ้าลองนำกลุ่มทุนรายใหญ่ของเกาหลีใต้จำนวน 5 รายมารวมกัน ก็อาจจะมีเงินทุนที่คิดเป็นร้อยละ 10 ของผลิตภัณฑ์รวมในเกาหลีใต้ แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่สูงมาก</p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่สอง </strong>เน้นนโยบายการส่งออก การส่งออกของเกาหลีใต้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการปรับตัว ซึ่งมิได้คิดเพียงการส่งออกเฉพาะสินค้าที่ตนเองถนัด แต่ได้นำไปใช้วางแผนในระยะยาวถึงสินค้าที่สามารถส่งออกสินค้าได้ในอนาคตด้วย ทั้งนี้ นโยบายส่งเสริมการส่งออกมักถูกมองในฐานะการเพิ่มการแข่งขัน และกดดันให้เรียนรู้ของกลุ่มทุนใหญ่ในประเทศด้วย</p>
<p><strong>กลยุทธ์ที่สาม</strong> ยกระดับการทำอุตสาหกรรม รัฐได้สร้างห่วงโซ่การผลิตขึ้นในสินค้าเป้าหมายขึ้นมาด้วยตนเอง ในยุทธศาสตร์นี้รัฐจะพิจารณาว่าประเทศควรจะผลิตสินค้าใด ภายใต้เครื่องหมายการค้าใด แล้วจึงค่อยพิจารณาว่า บริษัทใดในเกาหลีใต้ จะมาอยู่ในตำแหน่งใดของห่วงโซ่การผลิตนี้ ซึ่งจากนโยบายนี้ มักจะมาควบคู่ไปกับการวางแผนการตลาด การลงทุนเพื่อสร้างมูลค่าของเครื่องหมายการค้าไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p><strong>กลยุทธ์สุดท้าย</strong> การเลือกพัฒนาที่ถูกจังหวะในเทคโนโลยีวงจรสั้น เพื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ เป็นการก้าวเพื่อไปเป็นผู้นำด้านตลาดเทคโนโลยีของโลก การแข่งขันไม่ได้จำกัดเพียงการค้าขายด้วยสินค้าเทคโนโลยีเก่า แต่ต้องสร้างเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแข่งด้วย โดยการพัฒนาให้ถูกจังหวะนั้นคือสิ่งที่สำคัญยิ่ง หากเข้าไปพัฒนารวดเร็วเกินไป กลุ่มทุนจะมีความเสี่ยงว่าเทคโนโลยีใหม่เหล่านั้น จะสามารถขายได้หรือไม่ แต่ถ้าหากเข้าไปพัฒนาช้าเกินไป เกาหลีใต้ก็จะถูกทิ้งห่างไปจากประเทศอื่น ๆ</p>
<h2>5 บทเรียนสำหรับประเทศไทย</h2>
<p>หากเราคิดจะนำกลยุทธ์เหล่านี้มาปรับใช้ตามเกาหลีใต้ ก็ควรจะต้องศึกษาข้อควรระวังด้วย เพราะหากรัฐใช้นโยบายที่ไม่สามารถชูคุณสมบัติด้านดีได้มากพอ หรือประเมินผลด้านเสียได้ไม่มีประสิทธิภาพพอ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อาจไม่เป็นไปตามหวัง การพัฒนาแบบเกาหลีใต้จะต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานขึ้นมาพร้อมกัน ถ้าหากทำได้ไม่ดี ผลลัพธ์ก็ไม่ได้สูง ก็จะเป็นการสิ้นเปลืองทรัพยากร และเพื่อที่จะพัฒนาให้ได้ดังเช่นเกาหลีใต้ รัฐจะต้องทำงานกับกลุ่มทุนใหญ่ อันอาจจะสร้างความเหลื่อมล้ำได้ง่าย จากข้อกังวลเหล่านี้ สามารถนำมาเรียบเรียงเป็น 5 บทเรียนสำหรับประเทศไทยได้ ดังต่อไปนี้</p>
<p><strong>บทเรียนแรก</strong> รัฐจะต้องมีขีดความสามารถสูง กล่าวคือ รัฐต้องมีข้อมูลที่ใกล้เคียงเอกชนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อให้รัฐสามารถสร้างมาตรการสนับสนุนได้ตรงเป้า โดยรัฐต้องดึงเอกชนเข้ามาร่วมมือ และมีอิสระมากพอที่จะกำกับและดูแลเอกชนได้ ประการถัดมา รัฐจะต้องมีประสิทธิภาพพอที่จะผลักดันนโยบายให้เป็นจริงได้ เพื่อสร้างให้เกิดความเชื่อมั่น ประการสุดท้าย คือ รัฐต้องรู้ว่าเมื่อใดที่ตนเองทำพลาด จะต้องปรับตัวให้ได้ไว หากรัฐรู้ตัวช้า และปรับตัวได้ช้า ความเสียหายมหาศาลก็จะตามมา</p>
<p><strong>อาจารย์แบ๊งค์</strong> แนะนำถึงการที่จะนำยุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้มาใช้ในบริบทสังคมไทยว่า ในปัจจุบัน ไทยได้รับการประเมินให้เป็นรัฐที่มีขีดความสามารถปานกลางเท่านั้น ดังนั้น หากไทยจะเพิ่มขีดความสามารถให้สูงขึ้นกว่าเดิม อาจจะต้องเริ่มต้นจากหน่วยงานในอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้นเสียก่อน ถ้าเป็นในกรณีนี้จะง่ายกว่าพัฒนาแบบตีวงกว้าง หรือการปฏิรูประบบราชการทันที ซึ่งจะใช้ระยะเวลานานและมีแรงเสียดทานมาก</p>
<p><strong>บทเรียนที่สอง</strong> รัฐจะต้องรู้วิธีการทำแผนอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ต้องทราบว่าจะต้องพัฒนาส่วนใดของอุตสาหกรรม รัฐประสงค์จะพัฒนาบางส่วนหรือพัฒนาทั้งหมด เพื่อให้เกิดความชัดเจน ทั้งนี้ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องรู้รายละเอียดของเทคโนโลยีต่าง ๆ เท่ากับภาคเอกชนด้วย</p>
<p><strong>บทเรียนที่สาม</strong> รัฐต้องมีนโยบายเพื่อเพิ่มทั้งอุปสงค์และอุปทาน แม้รัฐจะทำการสนับสนุนกลุ่มทุนให้สามารถปรับตัวตามโครงสร้างที่ใช้เทคโนโลยีได้สูงขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มคุณภาพทางด้านอุปทานแล้วก็ตาม แต่ถ้าหากแรงงานในประเทศยังคงมีค่าตอบแทนที่ต่ำ และไม่มีมาตรการคุ้มครองแรงงาน อุปสงค์ในประเทศก็จะมีกำลังซื้อที่ต่ำ ส่งผลให้การปรับตัวทางเทคโนโลยีเกิดขึ้นได้ยากเช่นกัน</p>
<p><strong>บทเรียนที่สี่</strong> การผสานกลยุทธ์ รัฐควรผสมนโยบายต่าง ๆ ให้ลงตัว โดยนโยบายของเกาหลีใต้ อาจเป็นตัวอย่างในการนำทุนใหญ่ไปแข่งขันในต่างประเทศ แต่อาจต้องใช้มาตรการอื่น ๆ เช่นกฎหมายแข่งขันทางการค้า เพื่อให้ทุนขนาดกลางและเล็กในประเทศสามารถลืมตาอ้าปากได้ และรัฐควรสนับสนุนเทคโนโลยีให้กับทุนขนาดเล็กและกลางไปพร้อม ๆ กัน</p>
<p><strong>บทเรียนที่ห้า</strong> หากรัฐประสงค์จะสร้างห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดดังเช่นเกาหลีใต้ใช้ ก็ควรเริ่มพัฒนาในสินค้าใหม่ ๆ ดังเช่นที่บราซิลหันไปเน้นผลิตเครื่องบินขนาดกลางและเล็ก ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก</p>
<p>สุดท้ายนี้ แม้กลยุทธ์เหล่านี้จะเคยทำให้เกาหลีใต้พัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าหลังจากปี ค.ศ. 2010 เกาหลีใต้เองก็คงมีความท้าทายใหม่ ๆ เข้ามาอยู่เรื่อย ๆ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การก้าวขึ้นมาของจีนในระบบเศรษฐกิจโลก และการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เป็นต้น</p>
<h2>“ส่งออกวัฒนธรรม” หนึ่งเป้าหมายใหญ่พัฒนาเกาหลีใต้</h2>
<p>ในด้านการพิจารณาด้านอำนาจละมุน (soft power) ของเกาหลีใต้ <strong>รองศาสตราจารย์ พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> กล่าวถึงความสำเร็จในการส่งออกวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ ที่กำลังได้รับความนิยมไปทั่วโลก การส่งออกและได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากทั่วโลกนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย หากแต่เกิดขึ้นจากการวิจัยและพัฒนามาอย่างยาวนาน เกิดจากความทะเยอทะยานของภาคเอกชนและการสนับสนุนของภาครัฐ จนทำให้เป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันสินค้าเชิงวัฒนธรรมของเกาหลีใต้ให้นิยมไปทั่วโลกได้</p>
<p>ขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนานั้น ทางภาคเอกชนได้ค้นหาคำตอบว่า สินค้าใดบ้างที่สามารถจำหน่ายได้ ท่าเต้นแบบใดจึงจะมีเอกลักษณ์ ในขณะที่ภาครัฐก็ช่วยสนับสนุนการวิจัยครั้งนี้ ด้วยการจัดตั้งสถาบันสร้างสรรค์เนื้อหาของเกาหลี (Korea Creative Content Agency) ขึ้น ในปี ค.ศ. 2009 กลยุทธ์ของเกาหลีใต้ในการผลักดันวัฒนธรรมเกาหลีมีทั้งหมด 3 ขั้นตอน ได้แก่</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/07/S-Korea-960x960-03-1024x1024.jpg" alt=""></p>
<p><strong>ขั้นตอนแรก</strong> การคัดสรรผู้มีความสามารถ <strong>ขั้นตอนต่อมา</strong> เป็นการสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มแฟนคลับ สังเกตได้จากการที่ศิลปินหรือค่ายเพลงนั้น จะมีช่องทางในการปล่อยสินค้าของตนในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้เข้าถึงแฟนคลับได้ง่ายขึ้น และ<strong>ขั้นตอนสุดท้าย</strong> คือ การปรับสินค้าวัฒนธรรมเหล่านี้ ให้กลมกลืนกับวัฒนธรรมของประเทศปลายทาง ซึ่งสะท้อนผ่านทางการแปลเพลง การประชาสัมพันธ์ให้ศิลปินพูดภาษาของชาตินั้น เพื่อให้มีฐานแฟนคลับในประเทศนั้น ๆ เพิ่มมากขึ้น</p>
<p>เมื่อวัฒนธรรมกลายเป็นสินค้าที่ส่งออกไปขายได้ ในท้ายที่สุด ความนิยมนี้ก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สินค้าอุตสาหกรรมขายได้ด้วยเช่นกัน</p>
<p>จากการศึกษายุทธศาสตร์ของเกาหลีใต้ทำให้เราได้เห็นว่า ทั้งสองอำนาจนี้ต่างหนุนนำซึ่งกันและกัน และความสำเร็จของเกาหลีใต้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากการร่วมมือกันอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน ในการร่วมกันวิจัยเชิงนโยบาย เพื่อร่วมกันสร้างกลยุทธ์ที่มีความเหมาะสมที่สุด เพื่อการพัฒนาประเทศของตนให้สำเร็จและยั่งยืน</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/south-korea-strategy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานเสวนาออนไลน์พิเศษ “ก้าวนำความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย “อนาคตศึกษา”</title>
		<link>https://ippd.or.th/future-study/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/future-study/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 08:00:56 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3650</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล เรียบเรียง: ชลิตา สุนันทาภรณ์  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
เรียบเรียง: ชลิตา สุนันทาภรณ์<br />
นพ. ดร.สรภพ เกียรติพงษ์สาร</h6>
<ul>
<li>ปัจจุบัน อนาคตศึกษาถูกนำมาใช้ในกลุ่มผู้ออกแบบนโยบาย (policy maker) ในหลาย ๆ ประเทศ ผ่านเครื่องมือหรือนวัตกรรมทางสังคมต่าง ๆ เช่น big data หรือ learning machine</li>
<li>อนาคตศึกษาโดดเด่นอย่างมากในประเทศฟินแลนด์และสิงคโปร์ แต่มีการนำมาใช้ที่ต่างกัน</li>
<li>สำหรับประเทศไทย อนาคตศึกษายังคงเป็นเรื่องใหม่ และจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมให้ประชาชนได้รับรู้ในวงกว้างต่อไป โดยท่านสามารถหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในหนังสือ “อนาคตศึกษา” ฉบับ e-Book ฟรีที่ <a href="https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication">https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication</a></li>
</ul>
<p>ในปัจจุบัน บริบทสังคมโลกได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังมีความไม่แน่นอนสูง เหตุการณ์ที่เห็นได้ชัดที่สุด คงหนีไม่พ้นการระบาดของ วิกฤตการณ์โควิด-19 ซึ่งได้พลิกสังคมโลกจากรูปแบบเดิม ไปสู่วิถีการดำเนินชีวิตแบบใหม่ ๆ เช่น ทุกคนในสังคมต่างตระหนักถึงการใส่หน้ากากอนามัย การปฏิบัติตามนโยบาย social distancing เป็นต้น เหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิดนั้น เกิดขึ้นโดยที่มนุษย์ไม่ทันได้ตั้งตัว<br />
ดังนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนในสังคม จำเป็นต้องทำความเข้าใจ ทั้งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่างเหตุการณ์ ปัจจัยต่าง ๆ การสร้างองค์ความรู้และเครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจ และจัดการกับอนาคต ผ่าน “อนาคตศึกษา” หรือ “อนาคตศาสตร์” ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่เข้ามามีบทบาทต่อการวางแผนอนาคต โดยเป็นการประกอบร่างของเนื้อหา ที่ครอบคลุมพื้นฐานหลากหลายวิชา เช่น ด้านปรัชญา ด้านวิธีการวิทยา กรอบแนวคิด และทฤษฎีที่อธิบายการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มาประสานรวมกันอย่างเป็นระบบ ทั้งยังเปิดโอกาสให้ศาสตร์ต่าง ๆ เข้ามาร่วมวิเคราะห์ เปิดกรอบแนวคิดแบบใหม่ ๆ ที่ใช้ทั้งความรู้เชิงตรรกะในการวิเคราะห์และจินตนาการ จนอาจกล่าวได้ว่า อนาคตศึกษาคือ การก้าวพ้นจากกรอบแนวคิดเดิม ๆ มีความเป็นพหุศาสตร์รวมทั้งผสมผสานศาสตร์จากแต่ละแขนง เข้ามารวมกันเป็นหนึ่ง<br />
ด้วยเหตุนี้ อนาคตศึกษาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน โดยเฉพาะต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เกี่ยวข้องกับการออกนโยบายสาธารณะในอนาคต เพื่อร่วมกันมองและหาคำตอบอนาคตด้วยกันว่า ต่อจากนี้ไปหลังยุคโรคระบาดโควิด-19 เราจะเดินไปในทิศทางใดร่วมกัน<br />
จากที่กล่าวมาข้างต้น ในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563 สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดงานเสวนาออนไลน์พิเศษ <strong>“ก้าวนำความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย “อนาคตศึกษา”</strong> เพื่อใช้เป็นเวทีในการสื่อสารข้อมูล และองค์ความรู้ด้าน <strong>“ศาสตร์ของการศึกษาและล่วงรู้อนาคต ภายใต้แนวคิดทฤษฎีต่างๆ ในหลากหลายมิติความรู้”</strong> พร้อมทั้งเปิดตัวหนังสือ <strong>“อนาคตศึกษา”</strong> ซึ่งเป็นผลผลิตของการรวบรวม และสังเคราะห์องค์ความรู้ จากโครงการวิจัย <strong>“ปริทัศน์สถานภาพความรู้ด้านอนาคตศึกษา”</strong> ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)</p>
<h2>อนาคตศึกษาคืออะไร?</h2>
<p><strong>รศ. ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ นักวิจัยจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> หัวหน้าโครงการวิจัย ได้บรรยายข้อมูลพื้นฐานของ “อนาคตศึกษา” ว่า เป็นศาสตร์ที่มุ่งสร้างทฤษฎี หลักการ และวิธีการในการทำความเข้าใจ และจัดการกับอนาคต กล่าวคือ การมองอนาคตนั้น เป็นเหมือนพื้นฐานที่มนุษย์มีอยู่ทั่วไป แต่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามวิวัฒนาการของสมอง ความรู้ และสภาพสังคม<br />
<img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-APIWAT-1-1024x1024.jpg" alt="" width="800" height="800"><br />
อย่างไรก็ดี อนาคตศึกษาเริ่มมีแนวคิดในการเป็นศาสตร์ที่ชัดเจนขึ้น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อมนุษย์จำเป็นต้องวางแผนอนาคตเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องระดมสมอง เพื่อให้เกิดการกระบวนการคิดในการมองอนาคตอย่างเป็นระบบ และต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจนในการวางแผน<br />
อนาคตศาสตร์ในยุคแรกที่เกิดขึ้นมา จึงเป็น<strong>อนาคตศาสตร์เชิงพยากรณ์</strong> และ<strong>เชิงประจักษ์นิยม</strong> ต่อจากนั้นได้มีการนำความรู้ดังกล่าวมาใช้ในด้านอื่น ๆ มากขึ้น เช่น เศรษฐกิจ สังคม เป็นต้น และมีพัฒนาการต่อมาเป็น<strong>อนาคตศาสตร์เชิงวิพากษ์</strong> ที่จะต้องมองมุมกว้างมากกว่านั้น จนอาจกล่าวได้ว่า อนาคตศึกษาจะต้องมองในมุมของสิ่งแวดล้อม โลก และมนุษยชาติให้มากขึ้น<br />
หลังจากนั้นกลุ่มผู้ศึกษาอนาคตศาสตร์ ต่างได้มีการถกเถียงกันว่า การมองอนาคตไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้เชี่ยวชาญ แต่ต้องเป็นเรื่องของทุกคน หรือเเป็นเพียงเฉพาะสังคมศาสตร์หรือไม่ อีกทั้งยังควรที่จะสามารถนำศาสตร์อื่น ๆ มาใช้ควบคู่กันไปด้วย ส่งผลให้ในปัจจุบัน หลาย ๆ ประเทศได้นำเครื่องมืออื่น ๆ มาใช้มากยิ่งขึ้น เช่น big data, machine learning หรือปัญญาประดิษฐ์</p>
<h2>ทำไมเราต้องศึกษาอนาคต?</h2>
<p><strong>รศ. ดร.ชนาธิป ผาริโน ผู้อำนวยการภารกิจอนาคตเชิงยุทธศาสตร์ และการริเริ่มงานวิจัยและนวัตกรรมที่สำคัญ สกสว.</strong> ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปในการจัดทำหนังสือ “อนาคตศึกษา” ว่า สกสว. ได้เล็งเห็นความสำคัญของอนาคตศึกษา ซึ่งเป็นศาสตร์ที่เข้ามามีบทบาทต่อโครงการวิจัยหลาย ๆ ชิ้น ซึ่งจะช่วยทำให้เห็นการพัฒนาในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะได้<br />
มากไปกว่านั้น <strong>รศ. ดร.ชนาธิป</strong> ยังเห็นว่าเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการส่งเสริมการศึกษาด้านอนาคตศาสตร์ต่อคนทั่วไปให้เพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ ทำให้ศาสตร์แขนงนี้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากปัจจุบันศาสตร์ดังกล่าว ยังจำกัดอยู่เพียงในวงวิชาการ รวมทั้งยังคาดหวังว่า งานวิจัยชิ้นนี้จะช่วยพัฒนา “ทุนมนุษย์” (Human Capital) ในศาสตร์นี้ ในปัจจุบัน ขณะนี้ก็ได้สื่อสารสู่สาธารณะผ่านหนังสือ “อนาคตศึกษา” รวมทั้ง มีการเปิดหลักสูตรการสอนในระดับอุดมศึกษา<br />
<img decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3688" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-1024x1024.jpg" alt="" width="800" height="800" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-1024x1024.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-300x300.jpg 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-150x150.jpg 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-768x768.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-1536x1536.jpg 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-2048x2048.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /><br />
สอดคล้องกับ <strong>ศ. ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ (PPSI)</strong> และหัวหน้าโครงการ “คนไทย 4.0” ได้อธิบายถึงความเกี่ยวข้องของโครงการและอนาคตศึกษาว่า โครงการวิจัยนี้เป็นโครงการที่เน้นเรื่องการบูรณาการ สร้างความแตกต่างหลากหลาย ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างนวัตกรรมของสังคม ตรงกับวิธีการของอนาคตศึกษา ที่ได้นำศาสตร์หลายแขนงมาผูกโยงกัน ทั้งยังได้นำวิธีการใหม่ ๆ เช่น big data และปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้งานด้วย<br />
<img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-MINGSUN-1-1024x1024.jpg" alt="" width="800" height="800"><br />
นอกจากนี้ ยังมีความเห็นว่า “อนาคต” เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งจะต้องสนับสนุนให้มีการเรียนรู้อนาคตศาสตร์เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจากประสบการณ์ตรง พบว่า คนต่างจังหวัดมีความสนใจในอนาคตของตน และพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากเทคโนโลยี การวางแผนอนาคตจำเป็นจะต้องใช้ข้อมูลให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้แผนและแนวทางในการพัฒนามีความแม่นยำ ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<h2>ฟินแลนด์และสิงคโปร์: ตัวอย่างประเทศโดดเด่นด้านอนาคตศาสตร์</h2>
<p><strong>รศ. ดร.อภิวัฒน์</strong> ยกตัวอย่างประเทศที่มีความโดดเด่นด้านอนาคตศาสตร์ อย่างฟินแลนด์ และสิงคโปร์ มาอธิบายเชิงเปรียบเทียบว่า ทั้งสองประเทศนั้น ภาครัฐต่างให้ความสำคัญกับการคาดการณ์และอนาคตศึกษา มีการจัดตั้งองค์กรเฉพาะทาง และนำผลผลิตไปใช้ ในการวางแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ<br />
สำหรับฟินแลนด์นั้น มีกระบวนการที่เน้นการตรวจสอบถ่วงดุล ผ่านหน่วยงานที่ทำงานด้านอนาคตศาสตร์ ที่มีบทบาททั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายวิชาการ รวมถึงภาคประชาสังคมด้วย ทั้งยังมีการตั้งสถาบันเฉพาะทาง เผื่อถ่วงดุลกันและกัน รวมถึงการสร้างชุมชนด้านอนาคตศึกษาขึ้นมาในหลายกลุ่ม จนอาจกล่าวได้ว่า ภาคประชาชนของฟินแลนด์นั้น มีบทบาทในอนาคตศึกษาสูง<br />
ตรงข้ามกับสิงคโปร์ที่การสร้างชุมชนผู้ศึกษาอนาคตศึกษา ยังจำกัดอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย และผู้ที่มีบทบาทหลักนั้น คือ นักวิชาการของสำนักนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นว่า เป็นการทำงานแบบเน้นการรวมศูนย์เป็นหลัก กล่าวคือ มีองค์กรที่จัดตั้งภายใต้รัฐบาล จึงทำให้นโยบายที่มาจากอนาคตศึกษา ต่อแผนยุทธศาสตร์หรือนโยบายสาธารณะต่าง ๆ เป็นในลักษณะบน-ล่าง (top-down)<br />
<strong>ดร. นพ.สรภพ เกียรติพงษ์สาร</strong>&nbsp;ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ซึ่งมีโอกาสได้เข้าร่วมพูดคุยกับผู้นำด้านอนาคตศึกษาจากหลายประเทศ ในการประชุมที่จัดขึ้นโดย the Centre for Strategic Futures สำนักนายกรัฐมนตรี ประเทศสิงคโปร์ &nbsp;พบว่า 3 หัวข้อหลักที่หารือกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) ความมั่นคง (security) และสังคม (society) โดยผู้นำด้านอนาคตศึกษาของแต่ละประเทศพบว่า ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นนั้น มาจากการที่กระบวนการคิดและการมองอนาคต ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน หรือแผนอนาคตที่ได้นำเสนอเป็นแผนระยะยาว จะทำอย่างไรให้เชื่อมกับการตัดสินใจในปัจจุบัน<br />
<img loading="lazy" decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-SORAPOP-1-1024x1024.jpg" alt="" width="800" height="800"><br />
นอกจากนี้<strong>&nbsp;</strong><strong>ดร. นพ.สรภพ</strong>&nbsp;ยังชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกว่า แท้จริงแล้วอนาคตศึกษายังเป็นเรื่องของแนวความคิด (mindset) และกระบวนการ (process) หมายความว่า การจะทำให้อนาคตศึกษาประสบความสำเร็จ จะต้องทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วม และไม่น่าจะเป็นเรื่องขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเท่านั้น<br />
อีกทั้ง&nbsp;<strong>ดร. นพ.สรภพ</strong><strong>&nbsp;</strong>ยังมองว่าอนาคตศึกษา ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะทางของผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่เป็นเรื่องสหศาสตร์อย่างแท้จริง เช่น ในการประชุมปิดงานเสวนาดังกล่าว ไม่ได้มีเพียงนักวิชาการเท่านั้น แต่ยังมีนักเขียนนิยายแนวไซไฟ (science fiction) เข้าร่วมประชุมด้วย ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างความคิดเชิงตรรกะและจินตนาการ โดยได้ทิ้งท้ายไว้ว่า หนังสือ “อนาคตศึกษา” ของ <strong>รศ. ดร.อภิวัฒน์</strong><strong>&nbsp;</strong>เล่มนี้จะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการทำงานด้านอนาคตศึกษา</p>
<h2>อนาคตศึกษาไทย อนาคตประเทศไทย?</h2>
<p>อย่างไรก็ดี เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย <strong>รศ. ดร.อภิวัฒน์</strong> เห็นว่า อนาคตศึกษาของไทยยังถือเป็นศาสตร์แขนงใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ยังวิเคราะห์อยู่ในระยะสั้น – กลาง (ประมาณ 5-10 ปี) และมีงานค่อนวิจัยค่อนข้างน้อย ที่วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง รวมถึงยังมีข้อจำกัดที่ยังจำเป็นต้องปรับปรุง เช่น เรื่องการนำทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอนาคตศึกษามาใช้เพิ่มเติม ส่งผลให้การนำผลลัพธ์ที่ได้รับจากงานวิจัยเชิงอนาคตศึกษา ก็ไม่ถูกนำไปใช้จริง เพราะไม่เชื่อใจและไม่มั่นใจในกระบวนการ<br />
สอดคล้องกับที่ <strong>ศ. ดร.มิ่งสรรพ์</strong> กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า การวางแผนอนาคตของชาติ ควรเป็นของเราทุกคน และคนรุ่นใหม่จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีบทบาทสำคัญในครั้งนี้<br />
“การวางแผนนโยบายของประเทศไทยเป็นเอกอนาคต หมายถึง เป็นอนาคตหนึ่งเดียว ที่มีคนกลุ่มเดียวมอง คำถามคือแล้วคนอื่นเห็นด้วยหรือเปล่า ตรงนี้เป็นปัญหาใหญ่ของการทำแผนนโยบายสาธารณะ ทั้งเรายังใช้แผนข้อมูลน้อย ดังนั้น คนรุ่นใหม่หรือนักวางแผนรุ่นใหม่ จะต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อนำข้อมูล และความรู้มาใช้ให้เพิ่มมากขึ้น”</p>
<blockquote><p>สำหรับท่านที่สนใจหาอ่านเกี่ยวกับ “อนาคตศึกษา” เพิ่มเติม ทางคณะนักวิจัย ได้จัดทำหนังสือ “อนาคตศึกษา” เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และข้อมูลถึงศาสตร์ด้านอนาคต ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดหนังสือ “อนาคตศึกษา” ฉบับ e-Book ได้ฟรีที่ <a href="https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication">https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication</a> และรายงานจาก Foresight Conference 2019: Society 4.0 ได้ที่ <a href="https://www.csf.gov.sg/files/media-centre/FC2019-external-report.pdf">https://www.csf.gov.sg/files/media-centre/FC2019-external-report.pdf</a></p></blockquote>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/future-study/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>A Brief Summary of &#8220;Utilizing Futures Studies in the Transforming World&#8221; Webinar</title>
		<link>https://ippd.or.th/futures-studies-webinar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/futures-studies-webinar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 26 Jun 2020 06:58:12 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[futures-studies]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6043</guid>

					<description><![CDATA[• Futures studies are being employed by policymakers in [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>• Futures studies are being employed by policymakers in many countries, through various tools or social innovations such as big data and machine learning.</p>
<p>• Futures studies is a very prominent field in Finland and Singapore, albeit in different ways.</p>
<p>• In Thailand, futures studies are a new field that needs to be widely publicized. More information can be accessed through the e-book &#8220;Futures Studies&#8221; linked here: <a href="https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication">https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication</a></p>
<p>Currently, the global community is facing highly uncertain changes. At the moment, the most apparent and pressing change of all is the COVID-19 global pandemic that has completely transformed society as we know it, accompanied by a new way of living that has people wearing face masks and carrying out social distancing. This is an example of an unexpected event that has caught society unaware.</p>
<p>Therefore, it is crucial that we, as a society, are prepared to deal with unexpected scenarios. As members of the global community, we all need to be able to understand the changes, make connections between factors, build knowledge and develop tools that can help us understand and manage the future through futures studies or futurology. The field of futures studies is a way to overcome the boundaries of traditional knowledge structures and engage in an interdisciplinary and holistic study. It utilizes different disciplines &#8211; philosophy, methodology, concepts, and theories of changes &#8211; to create a unified system based on logical knowledge and imagination.</p>
<p>For these reasons, futures studies are crucial for stakeholders and policymakers when forecasting the futures and designing the path forward for public policy after the COVID-19 pandemic.</p>
<p>On June 17, 2020, the Institute for Public Policy and Development (IPPD) and Thailand Science Research and Innovation (TSRI) hosted the special webinar &#8220;Utilizing Futures Studies in the Transforming World&#8221; to serve as a forum for discussion and knowledge exchange about futures studies. Futures studies are a way to foresee the futures through using various theories and interdisciplinary knowledge. Additionally, there is the launch of the &#8220;Futures Studies&#8221; book, which was synthesized from &#8220;A Review of the State of Knowledge in Futures Studies&#8221; research project that was supported by TSRI.</p>
<h2>What are Futures Studies?</h2>
<p>As the head of the research project, Assoc. Prof. Apiwat Ratanawaraha, Ph.D., from Faculty of Architecture, Chulalongkorn University, gave the overview of futures studies as a field that focuses on creating theories, principles, and methods of understanding and navigating the futures. Foresight is a basic tool that can develop and evolve with new knowledge and societal conditions.</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-APIWAT-1-scaled.jpg" alt="" /></p>
<h6 style="text-align: center;">Figure 1: The inequality to the recognized and access futures is the origin of many social problems. For a long time, social activists have been increasing access and encouraging everyone to imagine futures. The public&#8217;s involvement in the foresight process is crucial if we do not want a repeat of the predictable and limited forecasts done previously by forecasters and technocrats.</h6>
<h6 style="text-align: center;">ASSOC. PROF. APIWAT RATANAWARAHA (PH.D.), Department of Urban and Regional Planning, Faculty of Architecture, Chulalongkorn University</h6>
<p>Futures studies became a coherent study during World War 1, when military needed to strategize and plan futures to win against their enemies. The brainstorming processes created a way to systematically forecast the future through accurate data.</p>
<p>In its conception, futures studies was based on forecasts and empirical evidence. Soon, the knowledge from other fields such as economics and social sciences were also integrated into the processes. The discipline further evolved, by developing broader, critical methodologies that take into account the environment and the evolution of mankind.</p>
<p>Recently, it is increasingly debated among futurists argued that foresight should not be limited to expert opinions and it should involve the general public. Similarly, foresight should not simply be regarded as part of sociology, but should be adaptable to other disciplines as well. And as seen in many countries, foresight is now integrating in big data, machine learning and artificial intelligence into its process.</p>
<h2>Why do we need futures studies?</h2>
<p>Assoc. Prof. Chanathip Pharino, Ph.D., Director of Future Strategy and Initiative Program Division, TSRI, revealed that the &#8220;Futures Studies&#8221; book was written because TRSI realized the importance of futures studies. It is a discipline that can influence many research and development programs that guide the formulation of public policy.</p>
<p>More importantly, Assoc. Prof. Dr. Chanathip asserted that it was a necessity to make futures studies education more accessible to the general public. Nowadays, the methodology of futures studies is still limited to academic circles, and she hopes that the research will help develop &#8220;human capital&#8221; in this field of study. This is achieved to the publication of &#8220;Futures Studies&#8221; book and university course on the subject.</p>
<h6><img decoding="async" class="aligncenter" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-CHANATIP-1_0-scaled.jpg" alt="" /></h6>
<h6 style="text-align: center;">Figure 2: It is necessary to develop and promote futures studies to the general public to understand and access. Futures studies has been developed for a long time but it is still known in limited circles, thus it should be promoted to a wider audience. Our goals is to develop the science of futures studies and future research so it can be put to good use.</h6>
<h6 style="text-align: center;">Assoc. Prof. Dr. Chanathip Pharino, Director of Future Strategy and Initiative Program Division, TSRI</h6>
<p>Professor Mingsarn Kaosa-ard, Ph.D., the Director of Public Policy Studies Institute Foundation (PPSI) and project leader for &#8220;Khon Thai 4.0&#8221;, described the connection between the project and futures studies as a focus “on the integration and finding differences which foster innovation in society, which aligns with Futures studies approach of using many fields of studies together”. The project also employed new tools, such as big data and artificial intelligence.</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-MINGSUN-1-scaled.jpg" alt="" /></p>
<h6 style="text-align: center;">Figure 3: Our national strategy is based on one future, a singular future imagined by a small group of people. Would the public agree with the forecasted future? Alongside the lack of data support, this is a major issue of our public policy strategies. The new generation of policymakers must utilize the data and raise the awareness.</h6>
<h6 style="text-align: center;">Professor Mingsarn Kaosa-ard, Ph.D., the Director of Public Policy Studies Institute Foundation (PPSI)</h6>
<p>She believes that the public should be encouraged to be involved in forecasting the nation&#8217;s futures. From her experience, citizens from all provinces are interested in forecasting their futures and are prepared to face the technological changes. Future planning needs more data and information to guide and create accurate, comprehensive and effective developments.</p>
<h2>Finland and Singapore: Outstanding Users of Futures studies</h2>
<p>Assoc. Prof. Apiwat mentions Finland and Singapore as countries with outstanding futures studies expertise. In both countries, the governments place particular importance in forecasting and futures studies, and have established organizations charged with the objective of planning the national strategy.</p>
<p>Finland uses a process that emphasizes checks and balances through specialized organizations for futures studies. The organizations influence legislative, executive, academic, and social institutions. Specialized institutions counterbalance each other’s influences, while futures studies communities flourish. It can also be said that Finland&#8217;s public play an important role in the futures studies.</p>
<p>In contrast, Singapore’s community of futures studies is still limited to the academic circles, and the leading influences in the field are primarily governmental scholars. The field is centralized under government organizations. The centralized nature of the field creates top-down strategies and public policies.</p>
<p>At a conference organized by the Centre for Strategic Futures, the Prime minister’s Office, Singapore, Dr. Sorapop Kiatpongsan, Director of the Institute of Public Policy and Development (IPPD), had the opportunity to converse with leading thinkers of futures studies from other countries. The three main topics discussed were geopolitics, security, and society. The issues facing foresight as a discipline, as concluded by experts, are related to the idea that the public do not view futures studies as urgent, and so, it is not as valued. The task, therefore, is to make long-term future strategies relatable and connected to the decisions being made today.</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/BOOK-SORAPOP-1-scaled.jpg" alt="" /></p>
<h6 style="text-align: center;">Figure 4: Futures Studies is not only the concern of individual researchers in the field, it is a matter of interdisciplinary studies that focus on the mindset and process over the finished report. To successfully implement future-driven public policy, we need to encourage future-oriented thinking in stakeholders.</h6>
<h6 style="text-align: center;">Dr. Sorapop Kiatpongsan, Director of the Institute of Public Policy and Development (IPPD)</h6>
<h6 style="text-align: center;">Dr. Sorapop also pointed out that futures studies are a matter of mindset and processes. For futures studies to succeed, stakeholders must become involved as the field should not be limited to specialized organizations.</h6>
<p>Dr. Sorapop regards futures studies as an interdisciplinary field that should not be bound to the specialists in closed meetings.</p>
<h2>Thai futures studies and the future of Thailand</h2>
<p>When returning to the subject of Thailand, Assoc. Prof. Apiwat says that futures studies is still a young discipline in the country. Most of the analyses made focus on the short and mid-range predictions (5-10 years) and often lack analysis of structural changes. In turn, the results from Thai futures studies are underutilized as people do not trust in the process. To address these limitations, futures studies theories should also be introduced in the analyses to make results more reliable.</p>
<p>Professor Mingsarn concluded that futures planning should be open to everyone, especially the newer generation who should play an important role.</p>
<p>&#8220;Thailand&#8217;s policy making is based on one future, a singular future envisioned by a small group of people. The question is now whether others agree with this vision. This is a major issue for public policy, alongside the limited use of data. Thus, it is crucial for the newer generation of policymakers to play an important role in utilizing data and knowledge in futures studies.&#8221;</p>
<p>If you are interested in learning more about futures Studies, the researchers have published the book &#8220;Futures Studies&#8221; to disseminate knowledge and information about this field of study. The e-book can be downloaded for free at <a href="https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication">https://www.tsri.or.th/th/knowledge/publication</a>, while the report from the Foresight Conference 2019: Society 4.0 can be downloaded from <a href="https://www.csf.gov.sg/files/media-centre/FC2019-external-report.pdf">https://www.csf.gov.sg/files/media-centre/FC2019-external-report.pdf</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/futures-studies-webinar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปจากงานเสวนาออนไลน์ ‘New World Paradigm: ‘ไวรัส’ เปลี่ยนโลก ครั้งที่ 3’</title>
		<link>https://ippd.or.th/new-world-paradigm-3/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/new-world-paradigm-3/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 25 Jun 2020 10:14:12 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3632</guid>

					<description><![CDATA[เรียบเรียง: ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ /ชลิตา สุนันทาภรณ์ ปี 20 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรียบเรียง: ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ /ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p>ปี 2020 โควิด-19 คือปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อทุกมิติ เพราะมันได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตมนุษย์ ทั้งในระดับปัจเจกบุคคล สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เรื่องน่าเศร้าแต่กลับกลายเป็นความจริงที่หลีกหนีไม่ได้ เมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าโควิด-19 ยังกลายเป็นตัวขับเคลื่อนบางอย่าง ที่ทำให้มนุษยชาติจำเป็นต้องสู้ต่อไป ในยุคหลังวิกฤติโรคระบาดหลังจากนี้ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในประเทศไทย ที่ยืนพื้นด้วยอุตสาหการภาคบริการ และประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก</p>
<p>ทั้งหมดคือโจทย์หลักของ<strong>งานเสวนาออนไลน์ ภาคพิเศษ New World Paradigm Series#3 ในหัวข้อ ‘ไวรัสเปลี่ยนเทคโนโลยี’ ร่วมกับ FREAK Lab, รีคัลท์ (ประเทศไทย) และ Boonmee Lab</strong> ผ่านทางเฟซบุกไลฟ์ ของสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) หรือผ่านแอปพลิเคชัน ZOOM ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2563 เวลา 10:30–12:00 น. โดยท่านสามารถรับชมวิดีโอบันทึกงานเสวนาได้ <a href="https://www.facebook.com/ippd.or.th/videos/1964663540334117/?__tn__=kC-R&amp;eid=ARDvQO7Hdj-cWz7uCS1qyZmvVOxgxKI350hzkTpPAI7UlF-YtEFnngZ_D6exEl6v5PIwET37xYGHIcfO&amp;hc_ref=ARQCpob4FISLZMMou0tcogn-wj3GU_keyZ2dTd94MBYYHwQ9n_sZHzpCrx3k6J6LYGU&amp;fref=nf&amp;__xts__[0]=68.ARAcNGE2Xd3kc4J5utuKH6XMJivtl_aebkPm-pYPEK8zwziO4j3VhgggfE4ZKr85Xx-7b2U-ngkIbzC7qdnNfmI9cLcZpXGLcjf784_buf_eqKtTJbnWVhVBuzNH_QH7gpaxCyoiTFaZfHYS0s3nd6RdPm6AFooKMczs39kagNDADKNJSKzzG8xzlTcMBwruSWQclEtuHlQemG-7mLsdOL8Buq5xzr7xK5aNAR1enKSEine_wb7N_YxfrYRp9oiJAyZMmInWtqrwY0BdKY_bnwtaeqHzMQeT7dtdiURwIfCetR_LpsS_WMLNzeNbuwqA5Qjk9G-cVYrZY0m0adhFi9J_igsV&amp;__xts__[1]=68.ARDmEm5DtK0i1j9wch76XBoUjjjKKDfu6ottEYlVowsRLVdRyr6Arb00rvJmUT0G2wuqS3gXnApIHrOERWU3ohKtBz8yRnI0rRnynN04IwtRy1hNAS__j2XvXWtNsYJgVGzTgzqnYk_qkRpp5pJoOqBsM02BnR2NZXXo3jGQL_TDbzN8o3M-W4lw0E6xSqjoiT_2Koy7UABLszanI2mNd0Z_Zq5Nylgr0LWOwrFFK8w2FB3qPYuDOREaRHT6RtQ2Bxso_dT1hpZObqDp8kfQ70Hzaf7_C62qvBRmyjFAR5PLquphSEeP6hcpLp8eW7e7I2_CkQBtESkKFoOr-K2zBN18fTpK">ที่นี่</a></p>
<h2>ไวรัสเปลี่ยนภาคธุรกิจบริการ</h2>
<p><strong>คุณรพี สุวีรานนท์ หัวหน้า Data and Intelligence Lab สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD)</strong> บอกเล่าว่าธุรกิจภาคบริการนั้น ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งยังมีความไม่แน่นอนสูง ว่าต่อจากนี้ไป การระบาดที่ดูเหมือนจะเริ่มชะลอตัวจะกลับมาอีกไหม แต่ทุกวันนี้ภาคธุรกิจนั้น ได้รับผลกระทบเป็นที่เรียบร้อย ทั้งประชาชนทั่วไปอย่างเรา ๆ ยังต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันอีกด้วย เช่น จากที่สามารถนั่งทานอาหารนอกบ้านได้เป็นหมู่คณะ ก็ต้องมีการขยับนั่งแยกกัน หรือแม้แต่การเข้าวัดทำบุญ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นการทำผ่านวิดีโอคอลแทน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3642" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-RAPEE-1-1024x1024.jpg" alt="" width="800" height="800" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-RAPEE-1-1024x1024.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-RAPEE-1-300x300.jpg 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-RAPEE-1-150x150.jpg 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-RAPEE-1-768x768.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-RAPEE-1-1536x1536.jpg 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-RAPEE-1-2048x2048.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>กลายเป็นคำถามที่เราอาจต้องรีบแก้โจทย์กันในเร็ววัน ทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อธุรกิจบริการจะปรับตัว จากที่เดิมมีคนเคลื่อนตัวไปรับบริการ ไปสู่การส่งออกบริการได้อย่างไรบ้าง</p>
<p><strong>คุณรพี</strong> ได้ยกตัวอย่างภาคธุรกิจบริการอย่าง food delivery service ที่แต่เดิมเป็นที่นิยมอยู่แล้วในกลุ่มคนเมือง แต่เมื่อมีมาตรการ social distance เข้ามา คนออฟฟิศหันมาทำงานที่บ้านมากขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจดังกล่าว ทวีคูณความนิยมเพิ่มขึ้นไปอีก เช่นเดียวกับธุรกิจ shopping online ที่หลาย ๆ ห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้า ต่างก็ย้ายแพลทฟอร์มมาอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น</p>
<p>อย่างไรก็ดี <strong>คุณรพี</strong> ยังไม่เพียงแต่ยกตัวอย่าง ภาคธุรกิจบริการที่ปรับตัวเท่านั้น แต่รวมถึงการรวมตัวกัน ของกลุ่มทางสังคมก็ปรับตัวเองเช่นเดียวกัน เช่น การเกิดขึ้นของกลุ่มมหาวิทยาลัยต่าง ๆ บนเฟซบุ๊กเพื่อขายของ หรือการที่คนในหมู่บ้านใหญ่ ๆ หรือคอนโดมิเนียม หันมาสร้างกลุ่มไลน์เพื่อขายของ หรือทำธุรกิจประเภทอื่น ๆ</p>
<p>หรือแม้แต่ภาคธุรกิจบริการ อย่างการท่องเที่ยวและสันทนาการ ที่ได้รับผลกระทบร้ายแรงเช่นกัน ส่งผลให้จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อเอาตัวรอด โดยเริ่มเห็นกันมากขึ้นอย่างแพร่หลาย เช่น การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์หรือดูคอนเสิร์ตบนโลกออนไลน์แทน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า น่าจะเป็นการเปิดให้เห็นโอกาสมากขึ้นด้วย เพราะการย้ายแพลทฟอร์มมาอยู่บนอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงพื้นที่ แต่สามารถขายตั๋วได้เพิ่มมากขึ้น และเพิ่มลูกเล่นต่าง ๆ อย่าง AR (Augmented Reality) เข้ามาช่วยเสริมประสบการณ์ใหม่ ๆ ได้อีกด้วย เมื่อการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก การทำ virtual museum ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ในภาวะนี้ สิ่งสำคัญคือ การเดินดูงานศิลปะคนเดียว อาจทำให้เดินไม่ถูกเส้นทาง หรือเกิดความเบื่อหน่าย ก็แก้ด้วยการจัดให้มีไลฟ์ทัวร์</p>
<p>นอกจากที่ภาคธุรกิจบริการ ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 แล้ว ยังมีประชาชนบางกลุ่ม ได้รับผลกระทบโดยตรงอีกด้วย กล่าวคือ การไม่สามารถเข้าถึงภาคบริการนั้น ๆ ได้เลย หรือภาคบริการถูกจำกัด หรือลดการให้บริการลง เช่น รถขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ ที่ได้ปรับเที่ยวเดินทางลดลง ส่งผลให้ประชาชนที่บ้านไกล หรืออาศัยอยู่ในเส้นทางนั้น ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาได้ <strong>คุณรพี</strong>เสนอว่า ภาครัฐจำเป็นต้องคิดใหม่ เกี่ยวกับการปรับเส้นทางเดินรถให้เหมาะสม หากโควิด-19 ยังอยู่กับเราอย่างไม่รู้ว่าจะหายไปตอนไหน หรือการที่กลุ่มผู้สูงอายุ ไม่สามารถออกไปหาซื้อวัตถุดิบทำอาหารได้ด้วยตัวเอง ส่งผลให้เกิด รถสมาร์ทพุ่มพวงที่สามารถเรียกหาได้ทันที ยามที่จำเป็นต้องใช้บริการ ธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วที่จังหวัดขอนแก่น</p>
<h2>ไวรัสเปลี่ยนเกษตรกรรม</h2>
<p>เมื่อ 40% ของคนไทยอยู่ในแวดวงการเกษตร กล่าวคือ หากเราเดินทางออกจากกรุงเทพมหานคร เราก็จะเข้าสู่ฟาร์มแลนด์โดยทันที นอกจากนั้นประชาชนที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว ยังมีค่าเฉลี่ยรายได้ต่อเดือนต่ำ อยู่ที่ 5,000 บาท/เดือน (ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย) หากเทียบกับแรงงานขั้นต่ำซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 15,000 บาท/เดือน อย่างไรก็ตาม <strong>คุณอุกฤษ อุณหเลขกะ Co-Founder และ CEO จาก Ricult (ประเทศไทย)</strong> บอกว่า ปัญหาดังกล่าว ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่มีเกษตรกรรมเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ</p>
<p>อย่างไรก็ดี การที่ไวรัสโคโรน่า เข้ามาระบาดตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ภาคเกษตรกรรมเองก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แม้จะไม่ใช่ผลกระทบเชิงการผลิต หรือมาตรการ social distance แต่เป็นเรื่องของตลาด เมื่อตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถูกล็อคดาวน์เกือบทั้งหมด</p>
<p>นอกจากนั้นการที่โควิด-19 เกิดขึ้น ยังเป็นเหมือนการซ้ำเติมชาวเกษตรกรอีกด้วย เพราะปีนี้ภัยแล้งจะรุนแรงไม่ต่างกับปีที่แล้ว รวมถึงปัญหาเดิมที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว กล่าวคือ ค่าเฉลี่ยของรายได้ต่อครัวเรือนของเกษตรกร 60 &#8211; 70% ไม่ได้มาจากการทำเกษตร แต่มาจากการที่ลูกหลานส่งเงินมาให้ หรือจากการรับจ้างต่าง ๆ ระหว่างการรอหน้าฝน เพื่อทำการเกษตร กลายเป็นคำถามและโจทย์หลักที่รัฐบาลจำเป็นต้องแก้ไข</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3638" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-AUKRIT-1-1024x1024.jpg" alt="" width="800" height="800" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-AUKRIT-1-1024x1024.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-AUKRIT-1-300x300.jpg 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-AUKRIT-1-150x150.jpg 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-AUKRIT-1-768x768.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-AUKRIT-1-1536x1536.jpg 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-AUKRIT-1-2048x2048.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p><strong>คุณอุกฤษ</strong> ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วเกษตรกรชาวไทย พร้อมอยู่แล้วที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะการทำเกษตรกรรมแบบเดิม ๆ นั้น ไม่ช่วยให้พวกเขาอยู่ได้ ทั้งยังมองว่าในอีก 5 &#8211; 10 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีทางเกษตรหรือ agritech อาจมีบทบาทสำคัญในวงการเกษตรกรรมไทย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเซ็นเซอร์ หรือการนำ big data มาใช้ เพื่อวิเคราะห์และประเมินผลการเพาะปลูก ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p>“ทุกวันนี้ การเข้าถึงเทคโนโลยีหรือสมาร์ตโฟนของเกษตรกรนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ พวกเขาจำเป็นต้องปรับตัวในการทำเกษตรสมัยใหม่ จะเห็นว่า ภาคเกษตรเปิดกว้างในการเปลี่ยนแปลง เพราะพวกเขารู้สึกว่าทำเกษตรแบบเดิม คืออยู่ไม่ได้”</p>
<h2>ไวรัสเปลี่ยนเทคโนโลยี</h2>
<p>โควิด-19 สร้างผลกระทบไปทั่วโลก อาจเรียกได้ว่าเป็นผลมาจากโลกาภิวัฒน์ เมื่อเราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล หรือเดินทางไปที่ต่าง ๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว โรคระบาดก็แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วตามมาเช่นกัน <strong>คุณพัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิจัยจาก MIT Media Lab และ Co-Founder จาก FREAK Lab</strong> ประเทศไทย มองว่าโลกาภิวัฒน์ยังนำให้เราเปลี่ยนจากจุดปัญหา ไปสู่จุดแก้ไขกันได้ ผ่านการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้กันหลังจากนี้</p>
<p><strong>คุณพัทน์</strong> ยกตัวอย่างถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่าง touch screen ที่เกิดขึ้นเมื่อ 1970 ในช่วงเวลานั้นถูกนิยามว่าเป็นเทคโนโลยีที่หลุดโลกที่สุด แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีและนวัตกรรมดังกล่าว กลับเป็นที่แพร่หลาย และกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานให้กับหลาย ๆ เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างอื่นด้วย</p>
<p>สำหรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น หลังวิกฤตไวรัสโควิด-19 นั้น <strong>คุณพัทน์</strong> ชี้ให้เห็นถึงแนวทางในการนำ 3 เทคโนโลยีหลักเข้ามา ได้แก่</p>
<p><strong>1) เทคโนโลยีที่เราสวมใส่บนร่างกาย (wearable technology)</strong> ทำให้เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลได้ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การเดินทาง เป็นต้น และเมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มา ก็สามารถสร้างการพัฒนาที่จำเป็นของบุคคลได้ และในอนาคตการนำเทคโนโลยีชนิดนี้มาใช้ ก็สามารถนำมาคาดการณ์การเกิดโรคระบาดได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ ให้สามารถเก็บข้อมูลส่วนบุคคล มาวิเคราะห์อาการเจ็บป่วย เสมือนมีห้องแล็บเคลื่อนที่ และสามารถวินิจฉัยโรคได้ทันท่วงที</p>
<p><strong>2) เทคโนโลยีการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ (AI)</strong> นำไปสู่การสร้างแชทบอท (chatbot) ในทางสังคมศาสตร์ด้วย ตัวอย่างเช่น Buddha bot ซึ่งทำให้เห็นว่า เทคโนโลยีสามารถเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและศาสนาได้ด้วย นอกจากนี้ <strong>คุณพัทน์</strong> ยังได้จัดทำโปรเจ็ค COVID Bot ขึ้นมา เพื่อตอบสนองกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งปัจจุบัน ก็ได้เผยแพร่ไปกว่า 56 ประเทศทั่วโลก ซึ่งให้ทั้งคำแนะนำ และติดตามอาการของผู้ใช้งานอีกด้วย ผลการดำเนินการทำให้พบว่า การที่มีแชทบอทเข้ามาคุยกับผู้ใช้เรื่อย ๆ ทำให้คนมีความกังวลต่อโควิด-19น้อยลง มีสภาพจิตใจที่ดีขึ้น และหลังจากนั้นจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มแชทบอทในการหางาน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่เป็นผลพวงจากวิกฤตโควิด-19</p>
<p><strong>3) การเรียนออนไลน์</strong> จากวิกฤตโควิด-19 ทำให้เห็นว่า เพียงแค่มีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็สามารถทำให้เกิดการเรียนการสอนขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมีคอร์สออนไลน์เพิ่มขึ้นอีกด้วย ซึ่งทำให้เราสามารถเข้าถึงความรู้จากทั่วทุกมุมโลกได้ และในอนาคตก็จะเน้นความเป็นปัจเจก ของแต่ละบุคคลเพิ่มขึ้น กล่าวคือ จะทำให้ผู้สอนรับรู้ได้ว่า ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหามากเพียงใด มีสมาธิมากเพียงใด ทำให้การเรียนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการสร้างความน่าสนใจให้กับเนื้อหา เช่น การนำบุคคลที่มีชื่อเสียง ดารา หรือการ์ตูนมาใช้ในบทบาทที่มีประโยชน์มากขึ้น</p>
<h2>ประเทศไทยพร้อมหรือยัง กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กำลังจะเปลี่ยนไป</h2>
<p>ทุกประเทศทั่วโลก ต่างพยายามเป็นที่หนึ่งในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ทั้งยังได้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เข้ามาเป็นตัวช่วย หรือตัวกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในทุกมิติ ไม่ว่าเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม หรือสังคม โดยเฉพาะภาครัฐ ที่เริ่มหันมาปรับตัวมากขึ้น โดยสังเกตได้จาก “โครงการไทยชนะ” ที่มีการนำ QR code มาใช้ในการติดตาม (contract trancing) การระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ดี แม้เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในการทำงานของภาครัฐ แต่ก็ยังคงถูกตั้งคำถามในด้านข้อมูลความเป็นส่วนตัวต่าง ๆ ของผู้ใช้</p>
<p><strong>คุณรพี</strong>กล่าวกลับมาในประเด็นสังคมดิจิทัล ที่จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเรา และเครื่องมือต่าง ๆ มากขึ้น ที่ผ่านมา “สิ่งที่ทุกคนได้รับผลกระทบแน่ ๆ คือ contact tracing ที่รัฐได้นำมาใช้ เพื่อติดตามการระบาดของโควิด-19 แต่การเข้ารับบริการดังกล่าว มั่นใจได้แค่ไหนว่าแม่นยำ อีกด้านหนึ่งคือเรื่องของ data policy หรือการจัดการความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การที่ลงชื่อทุกวันถูกเก็บไปใช้จริงไหม หรือทำเป็นพิธีกรรมเฉย ๆ วิธีคิดอีกแบบหนึ่งคือ หน่วยงานกลางไม่ต้องเก็บข้อมูลของทุกคน แต่ให้แต่ละคน self-check แทนว่า ตัวเองผ่านพื้นที่แถวนั้นหรือไม่”</p>
<p>เช่นเดียวกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่อจากนี้ อย่างเทคโนโลยีที่เราสวมใส่บนร่างกาย ถ้าหากข้อมูลของผู้สวมใส่หลุดออกมาจะทำอย่างไร คุณพัทน์ อธิบายว่า ในอนาคตเทคโนโลยีดังกล่าวอาจสามารถป้องกันได้ โดยข้อมูลที่จะถูกส่งออกไปบนคลาวด์ จะเป็นข้อมูลที่ถูกกรองแล้ว และไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของคนนั้น ๆ ทำให้ข้อมูลที่หลุดออกไป เป็นเครื่องมือที่ประมวลผลแล้วในระดับหนึ่ง ไม่ใช่ข้อมูลดิบ ๆ</p>
<p>นอกจากนั้น <strong>คุณอุกฤษ</strong> ยังทิ้งท้ายว่า คนไทยเก่งมาก แต่สิ่งสำคัญคือการที่เราต้องตีโจทย์ของผู้ใช้ให้แตก ว่าจริง ๆ เขาต้องการอะไร และมีจุดมุ่งหมายในชีวิตอย่างไร</p>
<p>ซึ่งสอดคล้องกับที่ <strong>คุณพัทน์</strong> กล่าวทิ้งท้ายว่า เราต้องมองให้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ เพราะการที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยมาก ๆ ในวันนี้ จนกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีมูลค่ามหาศาล เราต้องมองไปไกลกว่าสิ่งที่คนยุคนั้นคิดได้</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3640" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-PUTT-2-1024x1024.jpg" alt="" width="800" height="800" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-PUTT-2-1024x1024.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-PUTT-2-300x300.jpg 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-PUTT-2-150x150.jpg 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-PUTT-2-768x768.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-PUTT-2-1536x1536.jpg 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/NWP3-PUTT-2-2048x2048.jpg 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/new-world-paradigm-3/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มองอนาคตผ่านเลนส์ของผู้รู้ (Experts’ Lens of Futures)</title>
		<link>https://ippd.or.th/delphiprocess/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/delphiprocess/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 11:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3499</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: ธนิตา พูนกุลพงษ์ พริมา สุวัณณาคาร ว่าน ฉันทวิลา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-right has-small-font-size">เรื่อง: ธนิตา พูนกุลพงษ์ <br>พริมา สุวัณณาคาร<br> ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ <br></p>



<ul><li>การมองอนาคต (foresight) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อให้นโยบายมีความสอดคล้องกับอนาคต (future fit) ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</li><li>กระบวนการเดลฟี เป็นหนึ่งในเครื่องมือการมองอนาคต ที่มักจะถูกนำมาใช้สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีหัวใจสำคัญ คือภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่มีความหลากหลาย</li></ul>



<p></p>



<p>ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เราอยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ที่ก่อให้เกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล และรวมไปถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่สั่นคลอนระบบเศรษฐกิจและสังคมโลกอย่างฉับพลัน ดังนั้น เมื่อวันนี้ โลกของเราหมุนเร็วขึ้น เราก็จำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับมือกับแรงเหวี่ยงที่จะตามมา</p>



<p>การเตรียมพร้อมกับแรงเหวี่ยง ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรการในเชิงรับแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้มาตรการเชิงรุก ผ่านการวางแผนที่รอบคอบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนในอนาคตด้วย ดังนั้น การวางแผนและออกแบบนโยบายสาธารณะด้วยการมองอนาคต (foresight) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับภาครัฐ โดยจำเป็นต้องพิจารณาแนวโน้มความเป็นไปได้ต่าง ๆ อันอาจส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องศึกษานัยสำคัญ ที่มีต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการกำหนดนโยบาย ทั้งนี้ นโยบายสาธารณะมีบทบาทสำคัญ ในการใช้เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาประเทศในภาพรวม ถ้าหากการกำหนดนโยบายสาธารณะ อิงอยู่กับเพียงเหตุการณ์ในอดีตแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ได้คำนึงถึงแนวโน้มต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นโยบายสาธารณะนั้นก็ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ใด ๆ ได้เลย เนื่องจากสถานการณ์ของโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="572" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-1024x572.png" alt="" class="wp-image-3501" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-1024x572.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-300x168.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-768x429.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3.png 1474w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>  </figcaption></figure></div>



<p class="has-text-align-center has-small-font-size"> รูปภาพ:  การใช้ Foresight ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ </p>



<p>การใช้ foresight ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ จะทำให้ภาครัฐสามารถคาดการณ์โอกาส และความท้าทายใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงสามารถสร้างนโยบายใหม่ ๆ จากโอกาสและความท้าทายดังกล่าว และสามารถทดสอบศักยภาพของนโยบายในการรับมือวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ foresight จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้ ทำให้ในปัจจุบัน foresight กลายเป็นแนวคิดที่สำคัญ สำหรับกำหนดนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับอนาคต (future fit) ในหลากหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ที่ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ โดยจัดตั้งหน่วยงานหลักด้าน foresight เป็นส่วนหนึ่งของสำนักนายกรัฐมนตรี และมีหน้าที่สำคัญในการวิเคราะห์สัญญาณแนวโน้มต่าง ๆ รวมไปถึงการประเมินความเสี่ยง และออกแบบทิศทางการกำหนดนโยบายสาธารณะ ด้วยวิธีการเหล่านี้เอง ส่งผลให้ประเทศสิงคโปร์จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีศักยภาพสูงในการเตรียมพร้อม และรับมือกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที<br></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เครื่องมือสำหรับการมองอนาคต</strong></h2>



<p> การมองอนาคต (foresight) แตกต่างจากการการทำนายหรือพยากรณ์ (forecast) ที่เป็นเพียงการคาดการณ์อนาคต โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน ในขณะที่ foresight เป็นการพิจารณาความเป็นไปได้ของอนาคตในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความคิดเชิงวิพากย์ และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการและชุดเครื่องมือที่หลากหลายกว่า เช่น การจำลองอนาคต (scenario planning) การออกแบบวิสัยทัศน์ (visioning) และกระบวนการเดลฟี (Delphi method) เป็นต้น หนึ่งในวิธีการของ foresight ที่ได้รับความนิยม คือ “กระบวนการเดลฟี” ซึ่งถูกใช้ในการพิจารณาและระบุแนวโน้ม ที่ไม่สามารถหาข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนมาสนับสนุนได้ ณ เวลานั้น ตัวอย่างเช่น แนวโน้มในการพัฒนาด้านเทคโนโลยี แนวโน้มในการนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคุณค่าด้านต่าง ๆ ในสังคม </p>



<p> กระบวนการเดลฟี (หรือบางครั้งถูกเรียกว่ากระบวนการเดลฟาย) ถูกพัฒนาขึ้นโดย Olaf Helmer และ Norman Dalkey นักวิจัยของสถาบัน RAND Corporation ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่สำคัญ ในการพัฒนาแนวคิดการคาดการณ์และการศึกษาอนาคต โดยกระบวนการนี้ ได้ถูกนำเสนอในบทความเรื่อง “An experimental application of the Delphi method to the use of experts” เมื่อปี 1962 ทำให้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศญี่ปุ่น เยอรมันนี เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป ในฐานะเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับประเทศ  </p>



<p> กระบวนการเดลฟี เป็นการรวมรวมความคิดเห็นของคณะผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการตอบคำถามในแบบสำรวจ อย่างน้อยสองรอบขึ้นไป โดยคำตอบในรอบแรกจะถูกวิเคราะห์ และส่งกลับให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน และผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน สามารถเปรียบเทียบคำตอบของตนเอง กับคำตอบของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นได้ หลังจากนั้น จึงให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจว่าจะยืนยันคำตอบเดิม หรือประสงค์จะเปลี่ยนแปลงคำตอบของตนในรอบถัดไป ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญได้ตอบคำถามมากกว่าหนึ่งรอบ ประกอบกับการได้พิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ ผลคำตอบของกระบวนการเดลฟี จึงถือว่าได้รับการไตร่ตรองมาดีแล้ว และเป็นที่ยอมรับได้ </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="442" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-1024x442.png" alt="" class="wp-image-3503" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-1024x442.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-300x130.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-768x332.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-1536x663.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2.png 1589w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p class="has-text-align-center has-small-font-size">   รูปภาพ: แผนภาพขั้นตอนการจัดทำกระบวนการเดลฟี  </p>



<p>ในปัจจุบัน สถาบัน RAND Corporation ได้พัฒนาเครื่องมือเดลฟีโดยใช้ชื่อว่า<a href="https://www.rand.org/pubs/tools/expertlens.html"> ExpertLens</a> ซึ่งมีฐานสำคัญมาจากกระบวนการเดลฟี ที่มีขั้นตอนย่อยทั้งสิ้น 4 ช่วง ประกอบด้วย รอบที่ 0 การสร้างแนวความคิด รอบที่ 1 การประเมินขั้นต้น รอบที่ 2 การสนทนาและให้เหตุผล และรอบที่ 3 การประเมินใหม่ </p>



<p>จุดเด่นของกระบวนการเดลฟี คือการระดมความคิดที่เน้นการทำซ้ำอย่างเป็นระบบ และให้ความสำคัญกับการไม่ระบุตัวตนของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และลดอิทธิพลของเสียงส่วนใหญ่ในระหว่างการตอบคำถาม ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็สามารถตอบคำถามได้ โดยไม่จำเป็นต้องประชุมร่วมกัน ทำให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ที่ใช้ในการประชุมได้</p>



<p> อย่างไรก็ดี ข้อกำจัดของกระบวนการเดลฟี คือการพึ่งพาองค์ความรู้ และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในเครือข่าย และผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านจำเป็นที่จะต้องตั้งใจให้ความคิดเห็นอย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อให้สามารถนำผลลัพธ์ไปใช้วางแผน และออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไป</p>



<p>ปัจจุบัน สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ภายใต้การนำของ Foresight &amp; Futures Lab (FFL) ได้ศึกษาและพัฒนากระบวนการเดลฟี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และกำลังสร้างภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา เพื่อให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา และออกแบบนโยบายสาธารณะ ที่สามารถใช้ในการพัฒนาระยะยาว และยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งภาคีเครือข่ายนี้ จะเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมอง และตกผลึกการมองภาพอนาคตร่วมกัน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายเดลฟี เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพลิกโฉม การกำหนดนโยบายสาธารณะของชาติ และช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศต่อไปในระยะยาว</p>



<p> เพื่อให้กระบวนการของเรา เป็นกระบวนการที่เปิดกว้าง และน้อมรับแนวความคิดใหม่ ๆ จากทุกท่าน Foresight and Futures Lab ขอเชิญทุกท่าน ร่วมเสนอชื่อผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวข้องกับ <strong>“แนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคตของประเทศไทย”</strong> เพื่อเข้าร่วมเครือข่ายเดลฟี (IPPD Delphi network) และมามีส่วนร่วมในการวาดภาพอนาคตของประเทศไทย ผ่านทาง <a href="https://forms.gle/gkCceKG4veHUYzZt6">แบบฟอร์มการเสนอชื่อ</a> จนถึง 28 มิถุนายน 2563 หากท่านใดมีคำถาม หรือต้องการติดต่อเราโดยตรง สามารถติดต่อเราได้ที่ <a href="mailto:ffl@ippd.or.th">ffl@ippd.or.th</a> </p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/delphiprocess/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
