<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>เหลื่อมล้ำ &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/tag/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Sat, 29 Aug 2020 10:17:32 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.6</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>เหลื่อมล้ำ &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>จริงหรือไม่ที่ประเทศไทยนั้นเหลื่อมล้ำ</title>
		<link>https://ippd.or.th/thailandoverlap/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/thailandoverlap/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 28 Nov 2019 15:09:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Surveys]]></category>
		<category><![CDATA[เหลื่อมล้ำ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=291</guid>

					<description><![CDATA[]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[</p>
<p>สงสัยหรือไม่ว่า ‘ปัญหาความเหลื่อมล้ำ’ ของไทยเป็นอย่างไร?&nbsp;</p>
<p>คุณภาพการศึกษาของไทยอยู่อันดับที่เท่าไหร่ของโลก?&nbsp;</p>
<p>และผู้แทนในรัฐสภามีสัดส่วนของเพศชายหญิงเป็นอย่างไร?&nbsp;</p>
<p>ปัญหาความเหลื่อมล้ำคือ หนึ่งในเป้าหมายที่องค์สหประชาชาติต้องการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้มีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้นให้ได้ภายในปี 2030&nbsp;</p>
<p><b>IPPD</b> จึงขอเป็นส่วนหนึ่งที่จะสร้างความเสมอภาคให้เกิดในสังคม ด้วยการนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น พร้อมนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาให้เกิดเป็นนโยบายเพื่อสร้างความเท่าเทียมในสังคมไทยต่อไปในอนาคต</p>
<p></p>
<figure><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/B3-1024x1024.png" alt="" width="750" height="750"></figure>
<p><b>คำถามจากควิซรอบที่ 1:</b> คุณคิดว่ารายได้ของคนไทยมีค่าความเหลื่อมล้ำอยู่ในช่วงที่เท่าไหร่ ระหว่างคะแนน 1-100? (1=ไม่เหลื่อมล้ำเลย ทุกคนมีรายได้เท่ากันหมด 100=มีคนๆเดียวถือครองรายได้ทั้งหมดของคนทั้งประเทศ)&nbsp;<br><b>คำตอบที่ถูกต้อง:</b> 42.1 (หรือ ข. 26-50) (คนตอบถูก 14.40%)<br><b>คำตอบที่คนตอบมากที่สุด:</b> ง.76-100 (คนตอบมากที่สุด 42.49%)</p>
<p>อีกหนึ่งปัจจัยที่มักถูกนิยมนำมาคำนวณเพื่อหาความเหลื่อมล้ำในสังคม ได้แก่ รายได้ สำหรับการวัดความเหลื่อมล้ำด้วยการประยุกต์ใช้ GINI Coefficient ดัชนีวัดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ ซึ่งให้ค่า 0 ทุกคนหมายถึงสังคมมีรายได้เท่าเทียมกัน และค่า 100 มีคนเพียงคนเดียวที่ได้รับรายได้ทั้งหมด&nbsp;</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จากการวัดล่าสุดเมื่อมิถุนายน 2018 ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประเทศไทยอยู่ที่ 42.1 ซึ่งถือว่ามีความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้อยู่ในระดับปานกลางเท่านั้น ซึ่งหมายความว่า การกระจายรายได้ของประเทศไทยโดยรวมถือว่ามีทิศทางที่ดีขึ้น&nbsp;</p>
<p>นอกจากนี้ สำหรับนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลได้มีการดำเนินการและออกมาตรการหลากหลาย เพื่อปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจให้มีความสมดุลมากขึ้น เช่น การปรับโครงสร้างราคา สินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มรายได้ และการจัดสรรที่ดินทำมากิน โดยมุ่งเน้นไปที่การยกระดับรายได้ของกลุ่มประชากรรายได้น้อยที่สุด</p>
<p>อีกด้านหนึ่งนั้น ทางภาครัฐยังได้ปรับปรุงระบบได้หันมาปรับปรุงระบบการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถจัดเก็บภาษีอย่างเป็นธรรม เช่น เพิ่มการจัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สิน โดยพิจารณาจากการจัดเก็บภาษีกำไรส่วนเกินทุน เป็นต้น&nbsp;</p>
<h6><b style="">ที่มา:&nbsp;</b></h6>
<h6><a href="https://bit.ly/2MmikTh" style="">https://bit.ly/2MmikTh</a>&nbsp;</h6>
<h6><a href="https://bit.ly/32NwUJe" style="">https://bit.ly/32NwUJe</a></h6>
<h6><br></h6>
<figure><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/B2-1-1024x1024.png" alt=""></figure>
<p><b style="">คำถามจากควิซรอบที่ 1:</b> คุณคิดว่า คุณภาพการศึกษาของเด็กไทย (มัธยมปลาย &#8211; มหาวิทยาลัย) อยู่ที่ช่วงอันดับเท่าไหร่ จาก 137 ประเทศทั่วโลก (อันดับ 1 = ดีที่สุด อันดับ 137 = แย่ที่สุด)<br><b style="">คำตอบที่ถูกต้อง:</b> 65 (ข. 36 &#8211; 70) (คนตอบถูก 17.57%)<br><b style="">คำตอบที่คนตอบมากที่สุด</b>: ค. 71 &#8211; 105 (คนตอบมากที่สุด 54.15%)</p>
<p>จากคำตอบที่ถูกต้อง คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยตั้งแต่ช่วงมัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยนั้นอยู่ในอันดับที่ 65 จากทั้งหมด 137 ประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม อันดับดังกล่าวถือว่าเป็นที่น่ากังวลเนื่องจากประเทศไทยไม่ติด 50 อันดับแรกในเชิงมาตรฐานคุณภาพการศึกษาที่ World Economic Forum ระบุถึงอัตราการแข่งขันด้านต่างๆของแต่ละประเทศไว้ใน 50 อันดับแรกได้แสดงถึงคุณภาพการศึกษาที่ดี และส่งผลถึงคุณภาพเศรษฐกิจและสังคมที่ดีขึ้นของประเทศนั้นๆด้วย&nbsp;</p>
<p>โดยหากเทียบกับประเทศที่ติดอันดับสามประเทศแรกในเรื่องคุณภาพการศึกษา ได้แก่ สิงคโปร์ ฟินแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ตามลำดับ ทั้งสามประเทศที่กล่าวมานั้น ล้วนแต่เป็นประเทศที่สามารถผลักดันให้การศึกษาเป็นปัจจัยหลักสำหรับการพัฒนาประเทศ กล่าวคือ มีคุณภาพในการจัดการระบบการศึกษาที่ดีตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย มุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรการศึกษาเฉพาะด้านให้กับผู้เรียน ตัวบุคลากรในการสอนเองก็มีความเพียบพร้อมในการถ่ายทอดความรู้ นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนรู้อย่างทั่วถึง เช่น การใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อประกอบการเรียน&nbsp;</p>
<p>ปัจจัยด้านคุณภาพการศึกษาที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังไม่มีการผลักดันในด้านการศึกษาได้มากพอ อย่างไรก็ตาม นโยบายภาครัฐโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยเรื่องการศึกษาในปัจจุบันตระหนักและพร้อมที่จะผลักดันให้คุณภาพการศึกษาไทยให้ดีขึ้น ซึ่งนโยบายเหล่านั้นคล้ายคลึงกับประเทศต้นๆเรื่องคุณภาพการศึกษา แต่ปัญหาปัจจุบันคือการที่นโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษายังคงไม่ส่งผลเท่าเทียมกันทั่วประเทศ โรงเรียนยังคงให้คุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกันในเชิงมาตรฐาน ซึ่งอาจมีปัจจัยที่บุคลากร สถานที่ และเทคโนโลยีที่ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ การตั้งมาตรฐานการศึกษาใหม่ให้ดียิ่งขึ้นจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ประเทศไทยควรให้ความสนใจและมุ่งพัฒนาต่อไป</p>
<p><b>ที่มา:&nbsp;</b></p>
<h6><a href="https://bit.ly/2jZK8Rg">https://bit.ly/2jZK8Rg</a></h6>
<h6><br></h6>
<figure><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/B4-1024x1024.png" alt=""></figure>
<p><b>คำถามควิซรอบที่ 2:</b> คุณคิดว่าถ้า ส.ส. ในรัฐบาลไทยมี 100 คน จะมี&nbsp; ส.ส.ชาย ประมาณกี่คน?&nbsp;<br></p>
<p><b style="">คำตอบที่ถูกต้อง:</b> ง. 84.2% (81-90) (คนตอบถูก 39.11%)<br><b style="">คำตอบที่คนตอบมากที่สุด</b>: ง. 84.2% (81-90) (คนตอบมากที่สุด 39.11%)</p>
<p>จะเห็นได้ว่า จากคำตอบที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมตอบเข้ามามากที่สุดนั้น ตรงกับข้อเท็จจริงของรายงานสหภาพรัฐสภา (Inter Parliament Union) ที่ชี้ว่า ผลการเลือกตั้งทั่วไปของไทยในปี 2019 ส.ส.ทั้งหมด 500 คน มีสัดส่วนส.ส.ชายทั้งสิ้น 419 คน (83.8%) และมีส.ส.หญิงเพียง 81 คน (16.2%) ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัดส่วนส.ส.หญิงสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการจัดตั้งสภาผู้แทนราษฎร<br></p>
<p>อย่างไรก็ดี จะเห็นได้ว่า สัดส่วนส.ส.หญิงในรัฐสภาไทยนั้น ถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของจำนวนส.ส.หญิงทั่วโลก อิงจากสหภาพรัฐสภาที่ระบุค่าเฉลี่ยไว้ที่ 24.3%</p>
<p>สำหรับประเทศไทยนั้น รัฐบาลได้มีแผนในการสนับสนุนความเท่าเทียมกันทางเพศ เช่น พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 ที่จะช่วยคุ้มครองการเลือกปฏิบัติทางเพศ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์การสหประชาชาติ ที่ต้องการสร้างความเท่าเทียมทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติต่อเพศ ภายในปี 2030 ด้วย</p>
<p><b>ที่มา:&nbsp;</b></p>
<p><a href="https://bit.ly/33AoTYj">https://bit.ly/33AoTYj</a>&nbsp;</p>
<p>]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/thailandoverlap/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
