<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>better-society &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/tag/better-society/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 03 Nov 2020 08:09:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.6</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>better-society &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการในประเด็นชวนคิดชวนคุย หัวข้อ  Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together</title>
		<link>https://ippd.or.th/better-society-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/better-society-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Oct 2020 05:40:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[better-society]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5840</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้จัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ในวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 1 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานของสถาบันฯ ที่ได้จัดทำขึ้นตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินการมา โดยเริ่มต้นด้วยการเปิดประเด็นชวนคิดชวนคุย โดย <strong>ดร. นพ. สรภพ เกียรติพงษ์สาร ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong> ในประเด็น <strong>Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together</strong> ด้วย 3 คำถาม ได้แก่ ความสุขของคนไทยเป็นอย่างไร? คนไทยมีความเปราะบางแค่ไหน? และคนไทยมีความหวังกับอนาคตมากเพียงใด?</p>
<p>การสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้นน่าอยู่ขึ้น เป็นสิ่งที่องค์กรต่าง ๆ และภาคประชาชนต่างมุ่งมั่นนอกจากความมุ่งมั่นแล้ว <strong>ดร. นพ. สรภพ</strong> ยังเชื่อว่าเราสามารถทำให้สังคมที่ดีขึ้นได้จริง โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันคิดและร่วมกันทำ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้ร่วมมือภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ไทยพีบีเอส (ThaiPBS) สำนักงานสถิติแห่งชาติ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เพื่อร่วมกันวิจัย พัฒนา และออกแบบนโยบายระยะยาวเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>
<p>สำหรับการออกแบบนโยบายที่ดีนั้น จำเป็นที่จะต้องมองภาพในระยะยาว เพื่อให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน ไม่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากนี้ ยังต้องเน้นให้คนเป็นเป้าหมายและเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาเท่านั้น และการออกแบบนโยบายจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงลึก มีหลักฐานที่หนักแน่น ผ่านการทดสอบและทดลองแล้ว</p>
<h2>“สยาม” ยังยิ้มได้หรือไม่?</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1012.jpg" alt=""></p>
<p>สถาบันฯ ได้แสวงหาตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับการนำมาใช้พัฒนาประเทศ และได้นำประเด็นเรื่อง <strong>“ความสุข-ความเสี่ยง”</strong> มาใช้ในการศึกษาวิจัย ข้อมูลจากรายงาน World Happiness Report ประจำปีพ.ศ. 2563 ที่ <strong>ดร. นพ. สรภพ</strong> ได้นำมาแสดง ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความสุขอยู่ในอันดับที่ 54 จาก 145 ประเทศ ซึ่งอยู่ในอันดับกลาง ๆ คล้ายคลึงกับคำพูดที่ว่า “ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง” เช่นเดียวกันกับเรื่องของความสุข คนไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะ “ติดกับดักความสุขปานกลาง” ด้วยเช่นกัน คนไทยไม่ได้มีเศร้ามาก แต่ก็ไม่ได้มีความสุขที่สุดเช่นกัน</p>
<p>เพื่อสำรวจความสุขของคนไทยทั้งประเทศ สถาบันฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการเก็บข้อมูลว่าความสุขของคนไทยเป็นอย่างไร โดยได้จัดทำในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม พ.ศ. 2563 โดยทำการสำรวจแบบสุ่มตัวอย่างจำนวน 46,600 คน ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างที่สามารถแสดงผลที่เป็นตัวแทนความเห็นของประชาชนไทยได้ แสดงให้เห็นมุมมองความสุขที่หลากหลายของคนไทย ทั้งในเรื่องปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสุขที่แตกต่างกันออกไป เช่น บ้างว่าเงินคือปัจจัยที่มีผลอันดับหนึ่ง บ้างว่าเป็นเรื่องของความรักในครอบครัว หรืออาจจะเป็นความมั่นคงในชีวิต การแสดงออกได้อย่างอิสระ ความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลให้การให้คำนิยามความสุขของคนไทยมีหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน <strong>ดร. นพ.สรภพ</strong> จึงได้ตั้งคำถามชวนคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า <strong>“แล้วสมการความสุขของคนไทยจะมีหน้าตาอย่างไร?”</strong></p>
<p>การศึกษาในครั้งนี้จึงได้นำเอาปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความสุขของคนไทยมาวิเคราะห์ ได้แก่ การเงิน สุขภาพ ครอบครัว และความมั่นคงในชีวิต จากผลการสำรวจครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคนไทยในจังหวัดต่าง ๆ ให้ความสุขไม่เหมือนกัน เช่น คนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ให้คุณค่าความสุขในด้านการเงิน และสุขภาพ มากกว่าครอบครัว และความมั่นคงในชีวิต แต่หากไปดูผลการสำรวจของประชากรในจังหวัดเชียงใหม่ จะพบว่าคนเชียงใหม่ให้น้ำหนักไปที่ครอบครัว และการเงิน ทางด้านคนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ให้ความสุขไปที่การเงิน ความมั่นคง และสุขภาพตามลำดับ คนที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ตมองว่าการเงิน ความมั่นคง และสุขภาพ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขของตนตามลำดับ</p>
<p>ผลจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ประชากรในแต่ละจังหวัดของไทยต่างให้น้ำหนักและความหมายของตัวแปรที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การออกแบบนโยบายจึงต้องดูความแตกต่างที่เกิดระหว่างพื้นที่ เพื่อตอบโจทย์สมการความสุขให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของประชากรในพื้นที่นั้น</p>
<h2>เมื่อความสุขมาพร้อมกับความเปราะบาง</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1045.jpg" alt=""></p>
<p>ในช่วงการเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 กลุ่มธนาคารโลกได้จัดทำรายงานเพื่อดูความเปราะบางทางเศรษฐกิจ พบว่า เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยนั้นไม่ได้มีมากนัก โดยในช่วงระยะเวลา 10 ปี (ค.ศ. 2010 – 2019) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของไทยนั้นเพิ่มขึ้นถึง 32.7% แต่ความสุขหรือความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทยกลับสวนทางกัน โดยลดลง -3.2% และในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รายงานว่า GDP ของประเทศไทยลดลง -12.2% ในขณะที่ IPPD และสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าความสุขของคนไทยลดลงถึง -21.0% แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจและความสุข ไม่ได้เดินไปด้วยกันเป็นเส้นตรง และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ ขึ้น ก็ทำให้เห็นว่าความสุขของคนไทยเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจของเราป่วยไข้</p>
<p>การวิเคราะห์ผลกระทบจากโควิดระดับครัวเรือน พบว่าครัวเรือนไทยร้อยละ 59.5 มีรายได้ลดลง (ร้อยละ 37.2 มีรายได้เท่าเดิม ร้อยละ 3.3 มีรายได้เพิ่มขึ้น) ในขณะที่ด้านรายจ่าย พบว่าครัวเรือนร้อยละ 51.2 มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 43.7 มีรายจ่ายเท่าเดิม และร้อยละ 5.1 มีรายจ่ายลดลง)</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>ดร. นพ.สรภพ</strong> ได้แสดงผลการจัดอันดับ การมองคุณภาพชีวิตในอีก 5 ปีของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกของ Gallop World Poll พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 90 จาก 145 ประเทศ เมื่อมองเฉพาะประเทศไทย จากผลการศึกษาของ IPPD และสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนไทย 11.4% มองว่าอนาคตของตนจะแย่ลง และมีคนไทย 23.9% ที่ประเมินว่า ชีวิตของตนเองจะดีขึ้นในอนาคต ถึงแม้ว่าตัวเลขที่บ่งชี้ถึงความหวังคนไทยจะไม่สูงนัก แต่การร่วมกันสร้างสังคมที่ดีขึ้นที่น่าอยู่ขึ้นโดยทุกภาคส่วนน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ความหวังของคนไทยกลับมามีแสงสว่างมากยิ่งขึ้น</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/better-society-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2563 หัวข้อ Building a Resilient Society</title>
		<link>https://ippd.or.th/resilient-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/resilient-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2020 04:25:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<category><![CDATA[resilient]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5821</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<p>คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า<br />
หากประเทศไทยจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง คุณจะรับมืออย่างไร?<br />
หากประเทศไทยกำลังจะมีฝุ่นควันและมลภาวะปกคลุม ในระยะเวลาที่ยาวนานและรุนแรงมากยิ่งขึ้น คุณจะต้องทำอย่างไร?</p>
<p>ด้วยบริบทของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ‘การสร้างสังคมที่พร้อมรับกับการปรับตัว’ จึงเป็นหนึ่งในประเด็นหลัก ที่สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้หยิบยกขึ้นมาพูดในงานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ โดย <strong>อาจารย์พิชชาภา จุฬา หัวหน้าโครงการวิจัย Beyond Growth</strong> ได้เป็นผู้บรรยายในประเด็น <strong>“Building a Resilient Society”</strong> เพื่อจุดประเด็นการสร้างสังคม ที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมไทย</p>
<h2>เมื่อไทยไม่พร้อมรับการปรับตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1062-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ได้นำผลจากการทำแบบสำรวจ ที่สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการสำรวจทัศนคติของคนไทยต่อความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ พบว่า หากพูดถึงเรื่องความเสี่ยงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ (62%) ยังคิดถึงเรื่องของผลกระทบจากความเสี่ยงเป็นอันดับแรก กล่าวคือ เป็นเรื่องของความเป็นความตาย การบาดเจ็บ ความอันตราย แต่ในทางตรงข้าม ความสามารถในการปรับตัว การเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง ยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยมองข้าม</p>
<p>ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ยาก ในการนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนา เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เป็นเพียงโอกาสที่จะเกิด จับต้องไม่ได้ คนส่วนใหญ่จึงยังมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากกว่า อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเสี่ยงอันเกิดจากปัจจัยกระทบทั้งภายนอกและภายใน อาทิ สภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองการปกครอง นั้นเป็นเรื่องสำคัญ การสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อความเสี่ยง จึงเป็นการสร้างพื้นฐานในการพัฒนาที่ดี ซึ่งจะสามารถสร้างนโยบาย ที่สามารถเพิ่มความสุขและลดความเสี่ยงได้ในเวลาเดียวกัน</p>
<p>โดยผลจากการสำรวจดังกล่าว พบว่า ทัศนคติต่อความเสี่ยงนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยตัวอย่างที่<strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ยกขึ้นมา ได้แก่ ประสบการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทัศนคติ เช่น คนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครมองว่า ตนเองต้องประสบกับน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง และอาจเป็นเพราะเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารและการสร้างความตระหนักต่าง ๆ ได้ มากกว่า จึงมองว่าภัยพิบัติด้านน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงสูงมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์กับน้ำท่วมบ่อยครั้งไม่ต่างกัน เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ แม้จะมีสัดส่วนประชากร ที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมมากที่สุดในประเทศ แต่กลับไม่ได้มองว่าพื้นที่ของตนนั้น มีความเสี่ยงสูงมากเท่ากับกรุงเทพมหานคร เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ งานวิจัยพบว่า ปัจจัยทางโครงสร้างสังคมอื่น ๆ ยังมีนัยสำคัญ ต่อทัศนคติของคนไทยต่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ที่แตกต่างกันออกไป อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ครัวเรือน และทัศนคติเป็นไปในทิศทางบวก กล่าวคือ ยิ่งมีรายได้ครัวเรือนสูง ทัศนคติต่อความเสี่ยงด้านภัยน้ำท่วมก็สูงตามไปด้วย เช่น กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยสูงที่สุดในประเทศ มองว่าตนเองมีความเสี่ยง ที่จะต้องเผชิญกับน้ำท่วมมากที่สุดเช่นกัน เช่นเดียวกับทัศนคติในประเด็นด้านฝุ่นควันและมลภาวะ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกภัยพิบัติที่จะมีความสัมพันธ์เช่นนี้ เช่น ด้านภัยแล้ง ผู้มีรายได้น้อย กลับมองประเด็นความเสี่ยงนี้มากกว่าผู้ที่มีรายได้สูง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นว่า กลุ่มประชากรตามโครงสร้างสังคมที่แตกต่างกันไป อาจมีความตระหนักและความกังวลต่อความเสี่ยง ที่เฉพาะเจาะจงกับวิถีการใช้ชีวิตของตนเอง การพัฒนาจึงควรเข้าใจว่าความเสี่ยงชนิดใดมีแนวโน้มกระทบกับความเป็นอยู่ของคนไทยในกลุ่มที่แตกต่างกันออกไป</p>
<p>นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม และทัศนคติของคนในจังหวัดยังมีนัยสำคัญทางสถิติที่น่าสนใจ กล่าวคือ กลุ่มจังหวัดภาคอีสาน อาทิ นครราชสีมา อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด บึงกาฬ ต่างเป็นจังหวัดที่มีประสบการณ์ต่อน้ำท่วมสูง และรุนแรงต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2554 แต่กลับประเมินความเสี่ยงที่ต้องประสบกับน้ำท่วมในอนาคต อยู่ในค่าระดับปานกลางเท่านั้น กลุ่มจังหวัดเหล่านี้ ควรได้รับการจับตามอง เพราะความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ กำลังสวนทางกับความตระหนักในการรับรู้ความเสี่ยง ของคนในจังหวัด เป็นต้น</p>
<h2>อย่าปล่อยให้ความซ้ำซากกลายเป็นเรื่องชาชิน</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1139-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ยังได้นำเสนอข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 – 2562 จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ. หรือ GISTDA) พบว่า มีความถี่และช่วงเวลาที่ประสบภัยแตกต่างกันไปในแต่ละปี ความรุนแรงในแต่ละครั้งนั้นก็มีความไม่แน่นอน รวมไปถึงพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเชิงกายภาพนั้น ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยรูปแบบการเกิดของน้ำท่วม ย้ายไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากยิ่งขึ้น การเก็บข้อมูลในระยะยาวเช่นนี้ จะทำให้เห็นถึงรูปแบบและความสัมพันธ์ของความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเตรียมพร้อมได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>ทางด้านการจัดการความเสี่ยงในปัจจุบัน สถาบันฯ ได้นำการประเมินมูลค่าความเสียหายทางตรง (direct cost) มาพิจารณาร่วมกับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม พบว่า ยังคงมีปัญหาด้านการเก็บข้อมูลอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น ในปี พ.ศ. 2554 บางจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมมาก กลับไม่มีข้อมูลการประเมินมูลค่าความเสียหาย และเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2559 ข้อมูลด้านการจัดการน้ำท่วมกลับยิ่งแย่ลงไป เนื่องจากมีข้อมูลการประเมินความเสียหายที่ลดลง</p>
<p><strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ยังได้พูดถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น ของปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมอีกด้วย เนื่องจากการพัฒนาที่ดินในปัจจุบัน สร้างความล่อแหลมต่อภัย (exposure) เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมอยู่มาก โดยในภาคกลางและกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ซ้อนทับกับพื้นที่เมือง (ตัวเมืองและย่านการค้า พื้นที่ชุมชน) ถึงร้อยละ 17.5 แต่แผนผังเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือความเสี่ยง กลับมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังพบว่าทัศนคติต่อภัยพิบัติน้ำท่วม ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี นครราชสีมา มีทัศนคติต่อการเกิดน้ำท่วม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศ ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เหล่านี้ เป็นเมืองรองที่กำลังเติบโต ยังคงมีการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และสวนทางกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แม้ความเสี่ยงเหล่านี้จะมากขึ้น แต่หากสามารถปรับตัวและรับมือ ด้วยการวางแผนและหาแนวทางจัดการที่เหมาะสม</p>
<p>เพื่ออุดช่องว่างจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยการปรับเปลี่ยนความคิด และมุมมองการพัฒนา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงในพื้นที่ตั้งแต่วันนี้ และไม่ปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ เป็นเพียงความชาชินที่เกิดขึ้นในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/resilient-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
