<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>society &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/tag/society/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Wed, 23 Sep 2020 06:10:52 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.6</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>society &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>Towards a resilient society: An assessment of disaster readiness in 5 ASEAN cities</title>
		<link>https://ippd.or.th/resilient-society/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/resilient-society/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Sep 2020 05:51:48 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Foresight & Futures Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Reports]]></category>
		<category><![CDATA[resilient]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3694</guid>

					<description><![CDATA[เมืองในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเปราะบางต่อภัยพิ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>เมืองในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความเปราะบางต่อภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นอย่างมาก ทั้งที่เกิดจากภาวะโลกร้อนและการกระทำของมนุษย์โดยตรง ภัยพิบัติเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและความมีชีวิตชีวาของเมือง ซึ่งเป็นหัวใจของการพัฒนาและการเติบโตของประเทศ ในขณะเดียวกัน เมื่อการขยายตัวของเมืองเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและขาดความยั่งยืน ความเสี่ยงและปัญหาเหล่านี้ได้ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลางและส่วนภูมิภาคสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติ และลดความรุนแรงจากผลกระทบได้ ผ่านทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดระบบการบริหารงานในยามฉุกเฉิน การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางวิศวกรรม การปรับรูปแบบของสิ่งปลูกสร้าง หรือกระทั่งการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น ระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า เป็นต้น</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ร่วมกับ The Economist Intelligence Unit (EIU) จัดทำรายงานเพื่อศึกษาความพร้อม และการรับมือกับภัยพิบัติใน 5 เมืองหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ กรุงเทพฯ นครโฮจิมินห์ จาการ์ตา กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ รายงานนี้เป็นผลจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญในเมืองต่าง ๆ โดยให้คะแนนตามดัชนีความพร้อม ในการรับมือต่อภัยพิบัติในระดับเมือง ค่าของคะแนนประเมินเมืองออกเป็น 4 ระดับด้วยกันตามศักยภาพและนโยบายสาธารณะ ที่เกี่ยวข้องกับการรับมือต่อภัยพิบัติ คือ มีความพร้อมในระดับเจือจาง (nascent) ระดับกำลังพัฒนา (emerging) ระดับพัฒนาแล้ว (developed) และระดับสุกงอม (mature)</p>
<p>ท่านสามารถดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ <a href="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/Asean-resilience_V3.1_20200624-1.pdf" title="ที่นี่">ที่นี่</a></p>
<p>Cities in Southeast Asia are very vulnerable to disasters, as resulted from global warming and human activities. These disasters affect the economic sustainability and urban livelihoods, which are the heart of the country&#8217;s development and growth. At the same time, when the expansion of the city occurs quickly and unsustainably, these risks and problems can escalate. Central and regional governments can play key roles in adapting to these risks and reducing the magnitudes of the impacts, which may include enforcing laws and regulations, putting systems for disaster risk management, improving infrastructures, rehabilitating built environments, or even deploying new technologies such as advance notification systems among others.</p>
<p>The Institute for Public Policy and Development (IPPD), in partnership with The Economist Intelligence Unit (EIU), reports on disaster preparedness and response in 5 major ASEAN cities: Bangkok, Ho Chi Minh City, Jakarta, Kuala Lumpur and Singapore. This report is the result of expert evaluations, which get translated into a disaster preparedness scorecard at the city level. The scores on the scorecard divide cities into 4 levels according to the effectiveness and public policies related to each city’s disaster response namely: nascent, emerging, developed, and mature.</p>
<p>You can download the full report <a href="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/Asean-resilience_V3.1_20200624-1.pdf" title="here">here</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/resilient-society/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทความสรุปงานเสวนาออนไลน์ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Trust and Data &#8211; Driven Society”</title>
		<link>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2020 07:43:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[data-driven]]></category>
		<category><![CDATA[society]]></category>
		<category><![CDATA[trust]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3871</guid>

					<description><![CDATA[เรียบเรียง: รัสมิ์กร นพรุจกุล กระบวนการของการออกแบบนโยบ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรียบเรียง: รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<p>กระบวนการของการออกแบบนโยบายสาธารณะ ประกอบไปด้วย การกำหนดนโยบาย (policy formation) การนำนโยบายไปปฏิบัติ (policy implementation) การประเมินผลนโยบาย (policy evaluation) และการพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับทุกภาคส่วน (policy maintenance and policy successions)(Mari, Ducan &amp; John, 2009) ทุกขั้นตอนนั้นจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะช่วยให้การนำนโยบายไปปฏิบัติ บรรลุตามเป้าหมายของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น คือความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐ</p>
<p>การให้ข้อมูลของประชาชนต่อองค์กรภาครัฐนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะองค์กรภาครัฐจะนำข้อมูลเหล่านั้น ไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ แต่การที่ประชาชนจะให้ข้อมูลต่อภาครัฐหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการไว้วางใจของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐนั้น (Dillman et al., 2014) โดยเฉพาะการให้ข้อมูลส่วนบุคคล หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่เป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมเครือข่าย และการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผ่านระบบฐานสถิติข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ที่ถือเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนา และดูแลทางข้อมูลทางสถิติของประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Trust and Data – Driven Society”</strong> เพื่อใช้เป็นเวทีในการพูดคุย ถึงความไว้วางใจของประชาชนในการให้ข้อมูลต่อภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ เพื่อแสดงผลและวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมของไทยในรูปแบบของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายสาธารณะ บนพื้นฐานของข้อมูลหลากมิติ</p>
<p>การจัดงานเสวนาออนไลน์ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก <strong>คุณวันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ</strong> กล่าวเปิดงาน โดยได้กล่าวถึงภาคีเครือข่ายระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติกับสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันในการศึกษาวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูล เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันศึกษาพัฒนาเครื่องมือในการนำเสนอข้อมูล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนอีกด้วย นอกจากนี้ <strong>คุณวันเพ็ญ</strong> ยังได้เล่าถึงบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของสำนักงานสถิติแห่งชาติ หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 อีกด้วย จนทำให้หน่วยงานของสำนักฯ จำเป็นต้องใช้วิธีการใหม่ ๆ เช่น การใช้แบบสำรวจออนไลน์ หรือการนำข้อมูลทะเบียนเข้ามาใช้ในการทำสำมะโน รวมไปถึงการบูรณาการฐานข้อมูล จัดทำแบบสำรวจเชิงลึก ซึ่งทำให้การทำงานเป็นไปอย่างทันท่วงที ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน นำไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และตรงต่อความต้องการของประชาชน</p>
<p>จากนั้น <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong> ได้อธิบายถึงทฤษฎี Social Exchange ซึ่งได้ระบุถึง 3 ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเข้าร่วมทำแบบสำรวจของประชาชน ได้แก่ ประโยชน์ที่จะได้รับ ต้นทุนที่จะเสียไป และความไว้วางใจ (Dillman et al., 2014) ซึ่งสถาบันฯ ได้หยิบประเด็นด้านความไว้วางใจของประชาชน ต่อการให้ของประชาชนต่อภาครัฐมาศึกษา ผ่านการให้ข้อมูลเลขบัตรประชาชนจากแบบสำรวจ 2 ชุด ได้แก่ แบบสำรวจสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2556 และแบบสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร พ.ศ. 2558 – 2559 ซึ่งเป็นการนำเก็บข้อมูลทั่วประเทศ พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจให้หมายเลขบัตรประชาชนจากทั้ง 2 แบบสำรวจนั้น อยู่ที่ประมาณ 65% โดยผู้อยู่อาศัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น 2 ภาคที่ให้ข้อมูลมากที่สุด นอกจากนี้ ข้อมูลจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชิ้นนั้นพบว่า ผู้ที่มีแนวโน้มในการให้ข้อมูลส่วนใหญ่นั้น จะที่มีที่อยู่อาศัยนอกเขตเทศบาล มีรายได้น้อย ผู้ให้ข้อมูลหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม Baby Boomer (56 &#8211; 74 ปี) ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังมีข้อจำกัด ในการตรวจสอบความถูกต้อง ของหมายเลขบัตรประชาชนที่ได้รับจากแบบสำรวจ</p>
<p>ด้านการให้ข้อมูลติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (หมายเลขโทรศัพท์มือถือ อีเมล และบัญชีไลน์ (LINE ID)) <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> เปิดเผยว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ จากแบบสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชาชน พ.ศ. 2563 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจให้หมายเลขโทรศัพท์จำนวนมากที่สุดถึง 56.17% รองลงมา ได้แก่ บัญชีไลน์ (14.24%) และอีเมล (1.84%) ทั้งนี้ การให้ช่องทางการติดต่อขึ้นอยู่กับรายได้อีกด้วย ผู้มีรายได้น้อยมักจะให้หมายเลขโทรศัพท์และ LINE ID ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงส่วนใหญ่ จะให้อีเมลเป็นช่องทางการติดต่อ ทั้งยังพบว่าผู้ที่ให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่นั้น จะเป็นกลุ่มคน Gen Z (อายุต่ำกว่า 19 ปี) และอาศัยอยู่ทางภาคใต้</p>
<p>นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาการให้ความร่วมมือของประชาชน ในการให้ข้อมูลของประชาชน ผ่านทางอีเมลที่ได้รับจากแบบสำรวจข้างต้น ผ่านการสำรวจออนไลน์เรื่องการรับรู้ความเสี่ยง เพื่อศึกษาทัศนคติต่อความเสี่ยงด้านฝุ่นควันและมลภาวะ และไฟป่า จำนวน 513 บัญชี พบว่า อีเมลได้ที่รับนั้นกว่า 122 บัญชี (24%) เป็นอีเมลที่ไม่มีบัญชีอยู่จริง และมีเพียง 25 คน (6.4%) เท่านั้นที่ตอบกลับแบบสำรวจ จึงเป็นคำถามใหญ่ต่อองค์กรภาครัฐต่าง ๆ ว่า จะสร้างความไว้วางใจต่อประชาชนอย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถนำมาใช้ในการออกแบบ และวางแผนนโยบายในอนาคตต่อไปได้</p>
<p>นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้พัฒนาการนำเสนอข้อมูลสู่สาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ เช่น dashboard หรือการเล่าเรื่องแบบ data story รวมไปถึง data map ที่สามารถนำเสนอข้อมูลในหลากหลายมิติ <strong>คุณรพี สุวีรานนท์ หัวหน้า Data and Intelligence Lab (DAI)</strong> สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา กล่าวถึงแผนงานที่ DAI lab ได้ดำเนินการอยู่ คือ data map ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแสดงผลที่เพิ่มความเข้าใจให้กับประชาชน และกลุ่มผู้ออกแบบนโยบาย ยังสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ วางแผน และการตัดสินใจด้านนโยบายได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงพบปัญหาจากการใช้ data map เป็นเครื่องมือในการแสดงข้อมูล เช่น การเข้าถึงข้อมูล ที่ยังไม่มีความบูรณาการระหว่างองค์กรมากเพียงพอ หรือการสร้างความเข้าใจที่ในบางครั้ง ยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงการสร้างความเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มข้อมูล ซึ่งจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ จากทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึง และทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง รวมถึงมีแอปพลิเคชันที่รองรับการแสดงแผนที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเปรียบเทียบข้อมูล และวิเคราะห์ผลได้ง่าย</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>คุณรพี</strong> ยังกล่าวถึงเป้าหมายการพัฒนา data map ของสถาบันฯ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการสร้างความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมผ่านข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ซึ่งจะเพิ่มการถกเถียงกันด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ มากกว่าการใช้อารมณ์ ความเชื่อ หรือทัศนคติส่วนตัว นอกจากนี้ ยังสามารถนำชุดข้อมูลต่าง ๆ มาเปรียบเทียบ เพื่อดูความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วย มากไปกว่านั้น แผนภาพ data map ที่ออกมา ยังสามารถแสดงผลในทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน สถาบันฯ ได้พัฒนาข้อมูลเรื่องฝุ่น PM2.5 โดยนำปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวิเคราะห์ด้วย เช่น การนำข้อมูลฝุ่นที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย มาแสดงผลตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ปริมาณของฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ PM2.5 กับอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นต้น ผลงานในอนาคตของ DAI lab จะพัฒนาชุดข้อมูลให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง สามารถเปรียบเทียบชุดข้อมูลได้เพิ่มมากขึ้น และดูข้อมูลตามช่วงเวลาได้อีกด้วย สามารถดูตัวอย่างผลงานของสถาบันฯ ใน data story “ฝุ่นมาจากไหน? เมื่อ Big Data พบ Small Particles” ได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/pm2-5/">https://ippd.or.th/pm2-5/</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
