<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>trust &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/tag/trust/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Tue, 03 Nov 2020 08:08:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.6</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>trust &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2563 หัวข้อ Building a Trust &#038; Data-Driven Society</title>
		<link>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2020 07:16:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[data-driven]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5898</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล / ชลิตา สุนันทาภรณ์ การออกแบบน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล / ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p>การออกแบบนโยบายสาธารณะ องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ คือข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องของประชาชน เพื่อช่วยทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในการจัดทำนโยบายสาธารณะสำเร็จตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น หากหน่วยงานของรัฐได้รับข้อมูลของประชาชนที่ครบถ้วน และมีจำนวนมากเพียงพอ ทำให้การวางแผนเพื่อนโยบายนั้น เป็นไปอย่างตรงเป้าและครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น</p>
<p>แต่หากมีคนเข้ามาขอสอบถามข้อมูลส่วนตัวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ &#8211; นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ คุณจะยอมให้ข้อมูลเหล่านี้หรือไม่? &#8211; คือข้อสงสัยที่สถาบันฯ ต้องการหาคำตอบ</p>
<p>การสร้างสังคมที่มีความไว้วางใจและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลไปพร้อมกัน จึงเป็นสังคมในฝันที่ทางสถาบันฯ ต้องการก้าวไปให้ถึง และนี่คือบทสรุปจากงานประชุมวิชาการประจำปี ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ ได้มีการบรรยายในหัวข้อ <strong>“Building a Trust and Data-Driven Society”</strong> โดย <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab</strong> และ<strong> ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ หัวหน้า Data and Intelligence Lab</strong> เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา</p>
<h2>Building a Trust Society: สรรสร้างความไว้ใจเพื่อการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดี</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1169.jpg" alt=""></p>
<p>สังคมที่มีการไว้วางใจกัน (trust) ย่อมเป็นหนึ่งในความปรารถนาของการพัฒนาที่ดี เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจกับภาครัฐ และยินดีมอบข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานของรัฐ ข้อมูลที่ได้จะกลายเป็นข้อมูลที่สำคัญ และเมื่อผนวกกับข้อมูลเดิมในส่วนอื่น ๆ ที่ภาครัฐมีอยู่แล้วในหลายมิติจะยิ่งส่งเสริมให้สังคมเป็นสังคมที่ดีขึ้น</p>
<p>“ในสังคมที่มีความไว้วางใจกันและสังคมของการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจกับหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนจะยินดีมอบข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลที่ถูกต้องนี้ไปใช้ ก่อให้เกิดนโยบายสาธารณะและการพัฒนาที่ดีตามมา” <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab</strong>กล่าว</p>
<p><strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> ได้บอกเล่าถึงงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ได้ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ศึกษาความไว้วางใจของประชาชน ในการให้ข้อมูลของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐ ผ่านการให้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ในการสำรวจสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2556 และการสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร พ.ศ. 2558 – 2559 ซึ่งการสำรวจดังกล่าว ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างทั่วประเทศ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ทั้ง 2 ชุดข้อมูล มีผู้ตอบแบบสำรวจให้หมายเลขบัตรประชาชนประมาณ 65% โดยผู้อยู่อาศัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น 2 ภาค ที่ให้ข้อมูลมากที่สุด นอกจากนี้ ข้อมูลจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดนั้นพบว่า ผู้ที่มีแนวโน้มในการให้ข้อมูลหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักส่วนใหญ่นั้น จะที่มีที่อยู่อาศัยในนอกเขตเทศบาล มีรายได้น้อย และอยู่ในกลุ่ม baby boomer (56-74 ปี) ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังมีข้อจำกัด ในการตรวจสอบความถูกต้องหมายเลขบัตรประชาชน ที่ได้รับจากแบบสำรวจ</p>
<p><strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> กล่าวว่านอกจากการศึกษาความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐ ผ่านหมายเลขบัตรประชาชน สถาบันฯ ยังได้ศึกษาการให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือ บัญชีอีเมล และบัญชี Line (LINE application) ผ่านการสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชากร พ.ศ. 2563 ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รวบรวมแบบสำรวจจากทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม &#8211; มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า จากจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 35,053 คน ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ให้ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์จำนวนมากที่สุดถึง 56.17% รองลงมา ได้แก่ บัญชีไลน์ (14.24%) และอีเมล (1.84%) ตามลำดับ</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> ระบุว่า ช่วงวัยส่วนใหญ่ที่ให้ทุกช่องทางการติดต่ออยู่ในช่วง Gen Z (อายุน้อยกว่า 19 ปี) โดยผู้ที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่จะให้อีเมล ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้น้อยมักจะให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือและบัญชีไลน์ นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบว่า ผู้ให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อส่วนใหญ่นั้น จะเป็นผู้ที่อยู่อาศัยในภาคใต้อีกด้วย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1173.jpg" alt=""></p>
<p>ไม่เพียงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากแบบสำรวจเท่านั้น สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่อยู่อีเมลที่ได้รับจากการสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชากร พ.ศ. 2563 โดยทำการทดสอบผ่าน Voice platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ผ่านการตอบแบบสำรวจ เรื่องการรับรู้ความเสี่ยง พบว่าจากจำนวนอีเมล 513 บัญชี สามารถส่งได้สำเร็จทั้งสิ้นเพียง 391 บัญชี ในขณะที่อีก 122 บัญชี นั้นเป็นอีเมลที่ไม่มีอยู่จริง ถือเป็นสัดส่วนกว่า 24% ของข้อมูลที่อยู่อีเมลที่ได้รับ</p>
<p>จากการศึกษาวิจัยเบื้องต้นในครั้งนี้สรุปได้ว่า จึงเกิดเป็นคำถามสำคัญว่า หน่วยงานภาครัฐจะมีมาตรการอย่างไรในการเสริมสร้างและเพิ่มความไว้วางใจของประชาชนในการให้ข้อมูลและเป็นโจทย์ใหญ่ที่สถาบันฯ จะทำการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p>“วิธีการสร้างความไว้วางใจในเรื่องของการให้ข้อมูลนั้นสามารถทำได้ด้วยการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูลนั้น ๆ การสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลของประชาชนจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และการดำเนินการเก็บข้อมูลที่โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้” <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> เสนอ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในการศึกษาครั้งนี้นั้น <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> กล่าวว่าสถาบันฯ ได้ทำการทดลองและศึกษาวิจัย จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือและบัญชีไลน์ เพื่อดูผลจากการตอบรับจากประชาชนต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่สถาบันฯ ได้รับจากการสำรวจในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานสถิติแห่งชาติ และนโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันฯ</p>
<h2>Building a Data-Driven Society: ขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1181.jpg" alt=""></p>
<p>นอกจากการศึกษาความไว้วางใจของประชาชน ในการให้ข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว การสร้างสังคมให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ทางสถาบันฯ ต้องการไปให้ถึง โดย <strong>ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ หัวหน้า Data and Intelligence Lab</strong> อธิบายว่า Data-Driven Society คือ สังคมที่ขับเคลื่อนจากไม่รู้เป็นรู้ด้วยข้อมูล รู้เร็ว ย่อกระบวนการจัดการข้อมูล เพื่อให้นักวิเคราะห์ทำงานได้นานขึ้น รู้กว้าง เปิดโอกาสในการวิเคราะห์ที่หลากหลายและกระจายโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลไปสู่ท้องถิ่น</p>
<p>อีกหนึ่งงานสำคัญของ <strong>Data and Intelligence Lab</strong> จึงเป็นการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือเพื่อแสดงผลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ในมิติต่าง ๆ เช่น ประชากร เศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะและผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ การทำให้สังคมเราเป็น data-driven ข้อมูลต้องเข้าถึงง่าย และควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสามารถนำข้อมูลเหล่านั้น ไปใช้ในการออกนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยเหตุนี้ ภายในงานดังกล่าว สถาบันฯ จึงได้เปิดตัว IPPD Data Map เครื่องมือที่ทาง Data &amp; Intelligence Lab พัฒนาขึ้นมา ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะช่วยทำให้ผู้ออกแบบนโยบายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถศึกษาความเชื่อมโยงและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชุดข้อมูลและระหว่างแต่ละพื้นที่ สร้างความรู้ความเข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในบริบทต่าง ๆ ได้อย่างบูรณาการมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังสามารถช่วยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่มีความสำคัญในการพัฒนา และนําไปสู่การออกแบบมาตรการหรือนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน</p>
<p><strong>ฐิติพงษ์</strong> ระบุว่า IPPD Data Map สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายมิติ โดยเครื่องมือดังกล่าวจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูลและความรู้เพิ่มมากขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1193.jpg" alt=""></p>
<p><strong>รู้เร็ว</strong> ระบบจัดการข้อมูลหลากหลายชุดให้พร้อมต่อการวิเคราะห์ ย่นเวลาการจัดการข้อมูลที่มักเป็นอุปสรรคในการทำงานด้านข้อมูล เพิ่มเวลาในการวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การออกนโยบายได้เร็วขึ้นและถี่ขึ้น ไปจนถึงการใช้ระบบนี้เพื่อวัดผลนโยบายในอนาคตด้วย</p>
<p><strong>รู้กว้าง</strong> ระบบถูกสร้างบน grid ที่มีหลากหลายขนาด ซึ่งช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายได้ เช่น ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์กับข้อมูลผารสำรวจความคิดเห็นในพื้นที่ขนาด 1 ตารางกิโลเมตร เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ให้ขยายไปสู่ท้องถิ่น</p>
<p><strong>รู้ลึก</strong> ระบบเปิดให้วิเคราะห์ข้อมูล 1-4 ชุดพร้อมกัน โดยสามารถกดดูได้ทั้งในรูปแบบ Grid และพื้นที่การปกครอง โดยมีแผนที่ Heatmap แสดงข้อมูลเบื้องต้น และสามารถเจาะลึกเพื่อเปิด Data visualization เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกบนเว็บไซต์ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์อื่นเพิ่มเติม</p>
<p>นอกจากนั้นแล้ว IPPD Data Map ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยน และสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรอื่น ๆ ทั้งระดับภาครัฐ เอกชน และประชาคมได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสืบสานเป้าประสงค์ของสถาบันฯ ในการสร้างสังคมที่ดีมีคุณภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p>“จากดัชนีเรื่อง Global Open Data Index ในปี 2015 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 42 จาก 122 แต่เราสามารถไปถึงเลขหลักเดียวได้ ถ้าเราปลดล็อคการใช้ข้อมูล การสร้างเครื่องมือเพื่อแปลงข้อมูลที่เคยเข้าถึงยากมาเป็นนโยบายสาธารณะก็เป็นวิธีหนึ่ง เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น คนที่มีข้อมูลก็อยากเปิด เพราะเขาเห็นว่ามีประโยชน์ ทั้งกับองค์กรและกับการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า” <strong>ฐิติพงษ์</strong> ทิ้งท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทความสรุปงานเสวนาออนไลน์ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Trust and Data &#8211; Driven Society”</title>
		<link>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Aug 2020 07:43:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[data-driven]]></category>
		<category><![CDATA[society]]></category>
		<category><![CDATA[trust]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3871</guid>

					<description><![CDATA[เรียบเรียง: รัสมิ์กร นพรุจกุล กระบวนการของการออกแบบนโยบ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรียบเรียง: รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<p>กระบวนการของการออกแบบนโยบายสาธารณะ ประกอบไปด้วย การกำหนดนโยบาย (policy formation) การนำนโยบายไปปฏิบัติ (policy implementation) การประเมินผลนโยบาย (policy evaluation) และการพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง และปรับปรุงเพื่อให้เหมาะสมกับทุกภาคส่วน (policy maintenance and policy successions)(Mari, Ducan &amp; John, 2009) ทุกขั้นตอนนั้นจำเป็นต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะช่วยให้การนำนโยบายไปปฏิบัติ บรรลุตามเป้าหมายของการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป โดยหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น คือความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐ</p>
<p>การให้ข้อมูลของประชาชนต่อองค์กรภาครัฐนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะองค์กรภาครัฐจะนำข้อมูลเหล่านั้น ไปใช้เพื่อการพัฒนาประเทศ แต่การที่ประชาชนจะให้ข้อมูลต่อภาครัฐหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการไว้วางใจของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐนั้น (Dillman et al., 2014) โดยเฉพาะการให้ข้อมูลส่วนบุคคล หนึ่งในข้อมูลที่สำคัญสำหรับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ที่เป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมเครือข่าย และการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผ่านระบบฐานสถิติข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ภายใต้สังกัดกระทรวงดิจิทัลเศรษฐกิจและสังคม ที่ถือเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนา และดูแลทางข้อมูลทางสถิติของประเทศไทย โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ร่วมกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้จัดงานเสวนาออนไลน์ ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Trust and Data – Driven Society”</strong> เพื่อใช้เป็นเวทีในการพูดคุย ถึงความไว้วางใจของประชาชนในการให้ข้อมูลต่อภาครัฐ รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือ เพื่อแสดงผลและวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมของไทยในรูปแบบของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนโยบายสาธารณะ บนพื้นฐานของข้อมูลหลากมิติ</p>
<p>การจัดงานเสวนาออนไลน์ในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก <strong>คุณวันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ</strong> กล่าวเปิดงาน โดยได้กล่าวถึงภาคีเครือข่ายระหว่างสำนักงานสถิติแห่งชาติกับสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันในการศึกษาวิจัยและพัฒนาฐานข้อมูล เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะและประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกันศึกษาพัฒนาเครื่องมือในการนำเสนอข้อมูล เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจได้ง่าย และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนอีกด้วย นอกจากนี้ <strong>คุณวันเพ็ญ</strong> ยังได้เล่าถึงบทบาทที่เปลี่ยนแปลงไปของสำนักงานสถิติแห่งชาติ หลังจากเกิดการระบาดของโควิด-19 อีกด้วย จนทำให้หน่วยงานของสำนักฯ จำเป็นต้องใช้วิธีการใหม่ ๆ เช่น การใช้แบบสำรวจออนไลน์ หรือการนำข้อมูลทะเบียนเข้ามาใช้ในการทำสำมะโน รวมไปถึงการบูรณาการฐานข้อมูล จัดทำแบบสำรวจเชิงลึก ซึ่งทำให้การทำงานเป็นไปอย่างทันท่วงที ตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน นำไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพ และตรงต่อความต้องการของประชาชน</p>
<p>จากนั้น <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong> ได้อธิบายถึงทฤษฎี Social Exchange ซึ่งได้ระบุถึง 3 ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการเข้าร่วมทำแบบสำรวจของประชาชน ได้แก่ ประโยชน์ที่จะได้รับ ต้นทุนที่จะเสียไป และความไว้วางใจ (Dillman et al., 2014) ซึ่งสถาบันฯ ได้หยิบประเด็นด้านความไว้วางใจของประชาชน ต่อการให้ของประชาชนต่อภาครัฐมาศึกษา ผ่านการให้ข้อมูลเลขบัตรประชาชนจากแบบสำรวจ 2 ชุด ได้แก่ แบบสำรวจสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2556 และแบบสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร พ.ศ. 2558 – 2559 ซึ่งเป็นการนำเก็บข้อมูลทั่วประเทศ พบว่า มีผู้ตอบแบบสำรวจให้หมายเลขบัตรประชาชนจากทั้ง 2 แบบสำรวจนั้น อยู่ที่ประมาณ 65% โดยผู้อยู่อาศัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น 2 ภาคที่ให้ข้อมูลมากที่สุด นอกจากนี้ ข้อมูลจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชิ้นนั้นพบว่า ผู้ที่มีแนวโน้มในการให้ข้อมูลส่วนใหญ่นั้น จะที่มีที่อยู่อาศัยนอกเขตเทศบาล มีรายได้น้อย ผู้ให้ข้อมูลหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่ม Baby Boomer (56 &#8211; 74 ปี) ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังมีข้อจำกัด ในการตรวจสอบความถูกต้อง ของหมายเลขบัตรประชาชนที่ได้รับจากแบบสำรวจ</p>
<p>ด้านการให้ข้อมูลติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ (หมายเลขโทรศัพท์มือถือ อีเมล และบัญชีไลน์ (LINE ID)) <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> เปิดเผยว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ จากแบบสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชาชน พ.ศ. 2563 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจให้หมายเลขโทรศัพท์จำนวนมากที่สุดถึง 56.17% รองลงมา ได้แก่ บัญชีไลน์ (14.24%) และอีเมล (1.84%) ทั้งนี้ การให้ช่องทางการติดต่อขึ้นอยู่กับรายได้อีกด้วย ผู้มีรายได้น้อยมักจะให้หมายเลขโทรศัพท์และ LINE ID ในขณะที่ผู้มีรายได้สูงส่วนใหญ่ จะให้อีเมลเป็นช่องทางการติดต่อ ทั้งยังพบว่าผู้ที่ให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่นั้น จะเป็นกลุ่มคน Gen Z (อายุต่ำกว่า 19 ปี) และอาศัยอยู่ทางภาคใต้</p>
<p>นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาการให้ความร่วมมือของประชาชน ในการให้ข้อมูลของประชาชน ผ่านทางอีเมลที่ได้รับจากแบบสำรวจข้างต้น ผ่านการสำรวจออนไลน์เรื่องการรับรู้ความเสี่ยง เพื่อศึกษาทัศนคติต่อความเสี่ยงด้านฝุ่นควันและมลภาวะ และไฟป่า จำนวน 513 บัญชี พบว่า อีเมลได้ที่รับนั้นกว่า 122 บัญชี (24%) เป็นอีเมลที่ไม่มีบัญชีอยู่จริง และมีเพียง 25 คน (6.4%) เท่านั้นที่ตอบกลับแบบสำรวจ จึงเป็นคำถามใหญ่ต่อองค์กรภาครัฐต่าง ๆ ว่า จะสร้างความไว้วางใจต่อประชาชนอย่างไร เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถนำมาใช้ในการออกแบบ และวางแผนนโยบายในอนาคตต่อไปได้</p>
<p>นอกจากนี้ สถาบันฯ ยังได้พัฒนาการนำเสนอข้อมูลสู่สาธารณะในรูปแบบต่าง ๆ เช่น dashboard หรือการเล่าเรื่องแบบ data story รวมไปถึง data map ที่สามารถนำเสนอข้อมูลในหลากหลายมิติ <strong>คุณรพี สุวีรานนท์ หัวหน้า Data and Intelligence Lab (DAI)</strong> สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา กล่าวถึงแผนงานที่ DAI lab ได้ดำเนินการอยู่ คือ data map ซึ่งเป็นเครื่องมือในการแสดงผลที่เพิ่มความเข้าใจให้กับประชาชน และกลุ่มผู้ออกแบบนโยบาย ยังสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา ออกแบบ วางแผน และการตัดสินใจด้านนโยบายได้ อย่างไรก็ตาม ยังคงพบปัญหาจากการใช้ data map เป็นเครื่องมือในการแสดงข้อมูล เช่น การเข้าถึงข้อมูล ที่ยังไม่มีความบูรณาการระหว่างองค์กรมากเพียงพอ หรือการสร้างความเข้าใจที่ในบางครั้ง ยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ รวมไปถึงการสร้างความเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มข้อมูล ซึ่งจะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงข้อมูลที่สามารถเข้าถึงได้ จากทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึง และทำความเข้าใจได้ด้วยตนเอง รวมถึงมีแอปพลิเคชันที่รองรับการแสดงแผนที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเปรียบเทียบข้อมูล และวิเคราะห์ผลได้ง่าย</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>คุณรพี</strong> ยังกล่าวถึงเป้าหมายการพัฒนา data map ของสถาบันฯ ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยการสร้างความเข้าใจประเด็นต่าง ๆ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมผ่านข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ซึ่งจะเพิ่มการถกเถียงกันด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ มากกว่าการใช้อารมณ์ ความเชื่อ หรือทัศนคติส่วนตัว นอกจากนี้ ยังสามารถนำชุดข้อมูลต่าง ๆ มาเปรียบเทียบ เพื่อดูความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นได้ด้วย มากไปกว่านั้น แผนภาพ data map ที่ออกมา ยังสามารถแสดงผลในทั้งในระดับตำบล อำเภอ จังหวัด ภูมิภาค และประเทศ ซึ่งในปัจจุบัน สถาบันฯ ได้พัฒนาข้อมูลเรื่องฝุ่น PM2.5 โดยนำปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาใช้ในการวิเคราะห์ด้วย เช่น การนำข้อมูลฝุ่นที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทย มาแสดงผลตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ปริมาณของฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ ช่วงก่อนและหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 หรือ PM2.5 กับอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นต้น ผลงานในอนาคตของ DAI lab จะพัฒนาชุดข้อมูลให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้ง สามารถเปรียบเทียบชุดข้อมูลได้เพิ่มมากขึ้น และดูข้อมูลตามช่วงเวลาได้อีกด้วย สามารถดูตัวอย่างผลงานของสถาบันฯ ใน data story “ฝุ่นมาจากไหน? เมื่อ Big Data พบ Small Particles” ได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/pm2-5/">https://ippd.or.th/pm2-5/</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
