<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Articles &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/category/articles/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 18 Jan 2021 10:56:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.6</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>Articles &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>&#8216;Data Story and How to Craft Them&#8217;  เรียนรู้แนวทางการเล่าเรื่องราวข้อมูล สำหรับการสื่อสารนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</title>
		<link>https://ippd.or.th/data-story-and-how-to-craft-them/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/data-story-and-how-to-craft-them/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2021 10:23:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[data story]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6199</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: อภิวรรณ ดวงภุมเมศ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ภูริพันธุ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: อภิวรรณ ดวงภุมเมศ<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ภูริพันธุ์ รุจิขจร, รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<ul>
<li>การแปรข้อมูลเป็นภาพ (data visualization) หรือ การนำข้อมูลมาเล่าเป็นเรื่องราว (data story) เป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนานำมาใช้ เพื่อสื่อสารให้ผู้อ่านได้เข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อน ภายในเวลาสั้น ๆ</li>
<li>รูปแบบการนำเสนอ data story สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ รูปแบบที่ผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อนเอง และ รูปแบบที่ผู้อ่านเป็นผู้ขับเคลื่อนเอง ผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่อง 3 โครงสร้าง ได้แก่ โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Martini Glass, แบบ Interactive slideshow และแบบ Drill-Down story</li>
<li>ปัจจุบัน data story เป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสาร ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการเล่าเรื่องผ่านข้อมูลขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงผู้อ่านได้ง่าย</li>
</ul>
<p>การแปรข้อมูลเป็นภาพ (data visualization) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเล่าประเด็นสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเล่าเรื่องราวในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า เรื่องราวข้อมูล (data story) ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จาก data visualization ในการเล่าประเด็นสำคัญ ที่แฝงอยู่ในข้อมูล (Edward Segel และ Jeffrey Heer, 2553)</p>
<p>ตัวอย่างการใช้ประโยชน์จาก data story ได้ถูกนำไปใช้เพื่อสื่อสารประเด็นที่ท้าทายหลาย ๆ อย่าง เช่น ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ อย่างปัญหาโรคระบาด COVID-19 บทความ “Why outbreaks like coronavirus spread exponentially, and how to “flatten the curve” โดย The Washington Post พยายามศึกษาการเลือกใช้เครื่องมือเชิงนโยบาย เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ด้วยการสร้างแบบจำลองรูปแบบการแพร่เชื้อของ COVID-19</p>
<h6 style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6253" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Videotogif-2.gif" alt="" width="1022" height="550" /><br />
ตัวอย่าง data story เรื่อง <a title="“Why outbreaks like coronavirus spread exponentially, and how to “flatten the curve”" href="https://www.washingtonpost.com/graphics/2020/world/corona-simulator/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">“Why outbreaks like coronavirus spread exponentially, and how to “flatten the curve”</a> โดย The Washington Post</h6>
<p>แบบจำลองดังกล่าว เมื่อแสดงผ่านภาพเคลื่อนไหวที่เรียบง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจการทำงานของผลกระทบจากเครือข่าย (network effects) และตระหนักว่าพฤติกรรมของผู้อ่าน สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ในด้านประสิทธิภาพของการสื่อสาร เรื่องราวข้อมูลเรื่องนี้ ได้รับการเข้าชมสูงสุดตั้งแต่ The Washington Post ทำข่าวออนไลน์มา (Eleanor Gibson, 2563)</p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจหรือองค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก data story มาต่อยอดการสื่อสาร เพื่อให้เข้าถึงผู้อ่าน และนำเสนอมุมมองจากข้อมูลที่น่าสนใจมากขึ้น มาทำความรู้จักแนวทางการเล่าเรื่องราวข้อมูล จากงานวิจัย Narrative Visualization: Telling Stories with Data โดยศาตราจารย์ Edward Segel จาก Reed College และศาสตราจารย์ Jeffrey Heer จาก University of Washington ในบทความนี้กัน</p>
<h2>แนวทางการเล่าเรื่องราวข้อมูล (data story)</h2>
<p>จากการศึกษาและวิเคราะห์ data story ศาตราจารย์ Edward Segel และศาสตราจารย์ Jeffrey Heer จำแนกแนวทางการเล่า data story ได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ รูปแบบที่ผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อน (author-driven approach) และรูปแบบที่ผู้อ่านเป็นผู้ขับเคลื่อน (reader-driven approach)</p>
<ul>
<li>รูปแบบที่ผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อน: มักนำเสนอเรื่องราวเป็นลำดับเส้นตรง ประกอบด้วยข้อความ หรือสิ่งที่ผู้เขียนจะสื่อค่อนข้างมาก และผู้อ่านสามารถดูแผนภาพ แต่ไม่สามารถค้นหาหรือโต้ตอบอื่น ๆ กับแผนภาพได้</li>
<li>รูปแบบที่ผู้อ่านเป็นผู้ขับเคลื่อน: การนำเสนอรูปแบบนี้จะไม่นำเสนอเรื่องราวเป็นเส้นตรง ไม่มีข้อความหรือสิ่งที่ผู้เขียนจะสื่อเพิ่มเติมจากแผนภาพ และผู้อ่านสามารถดูหรือค้นหาข้อมูลจากแผนภาพ ในจุดที่ตนเองสนใจได้อย่างอิสระ</li>
</ul>
<h2>เราจะผสมผสานแนวทางการเล่าเรื่องเหล่านี้ ให้เหมาะสมได้อย่างไร?</h2>
<p>งานวิจัยดังกล่าวได้นำรูปแบบการเล่าเรื่องทั้ง 2 รูปแบบมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน แต่พอจะจัดกลุ่มได้เป็น 3 โครงสร้างการเล่าเรื่อง ได้แก่ โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Martini Glass, แบบ Interactive slideshow และแบบ Drill-Down story</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Datastory-628-02-scaled.jpg" alt="" /></p>
<h3>1. โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Martini Glass</h3>
<p>เริ่มต้นโดยการเล่าเรื่องแบบผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อน เช่น การเปิดด้วยการตั้งคำถามหรือข้อสังเกต แล้วพาผู้อ่านไปบนเส้นทางที่ผู้เขียนวางไว้ คล้ายกับส่วนก้านของแก้วมาร์ตินี ช่วงท้ายเปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถสำรวจข้อมูลจากแผนภาพ คล้ายกับส่วนปากของแก้วมาร์ตินี่ที่เปิดกว้าง</p>
<h6 style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6257" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Jul-20-2563-19-00-37-1.9mb.gif" alt="" width="560" height="354" /><br />
ตัวอย่าง data story แบบ Martini Glass เกี่ยวกับ<a title="การเปลี่ยนแปลง เขตเลือกตั้งของประเทศสิงคโปร์" href="https://www.straitstimes.com/multimedia/graphics/2020/06/singapore-general-election-ge2020-constituency-changes" target="_blank" rel="noopener noreferrer">การเปลี่ยนแปลง เขตเลือกตั้งของประเทศสิงคโปร์</a><br />
โดย The Straits Times</h6>
<h3>2. โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Interactive slideshow</h3>
<p>เป็นการเล่าเรื่องตามลำดับ คล้ายสไลด์โชว์ ที่มีลำดับการนำเสนอชัดเจน แต่เปิดโอกาสให้ผู้อ่าน สามารถสำรวจข้อมูลจากแผนภาพในแต่ละส่วนได้ การเล่าเรื่องแบบ Interactive slideshow เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสำรวจแผนภาพได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอจนท้ายเรื่อง เหมือนกับการเล่าเรื่องแบบแก้วมาร์ตินี่</p>
<h6 style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6251" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Flood1.gif" alt="" width="596" height="530" /><br />
ตัวอย่าง data story แบบ Interactive slideshow เรื่อง<br />
<a href="https://pudding.cool/projects/flooding/visuals/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">“How is flooding affecting your community?”</a> โดย The Pudding</h6>
<h3>3. โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Drill-Down story</h3>
<h6 style="text-align: center;">เป็นการเล่าเรื่องที่นำเสนอแผนภาพหลัก ผู้อ่านสามารถสำรวจแผนภาพ หรือค้นหาข้อมูลจากแผนภาพในจุดที่ตนเองสนใจ แล้วผู้เขียนจะค่อย ๆ เผยรายละเอียดหรือแนวคิดเบื้องหลัง โดยวิธีนี้มีจุดเน้นอยู่ที่ เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสำรวจข้อมูลจากแผนภาพ</h6>
<h6 style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6255" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/bearmarkets-1.6.gif" alt="" width="780" height="698" /><br />
ตัวอย่าง data story แบบ Drill-Down story<br />
เรื่อง <a title="“How This Bear Market Compares”" href="https://archive.nytimes.com/www.nytimes.com/interactive/2008/10/11/business/20081011_BEAR_MARKETS.html" target="_blank" rel="noopener noreferrer">“How This Bear Market Compares”</a> โดย The New York Times</h6>
<p>บทความชุด Data Stories and How to Craft Them นี้ พยายามถ่ายทอดกรอบแนวคิด ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา data story รวมทั้งการใช้ประโยชน์จาก data visualization ให้บุคลากรในองค์กรที่สนใจ เพื่อพัฒนาการสื่อสารด้วยข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับการจัดทำ data story หรือการใช้ประโยชน์จาก data visualization มาสนับสนุนการสื่อสาร การวิเคราะห์ และการตัดสินใจเชิงนโยบายสาธารณะ สามารถติดตามผลงาน data story หรือเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่ <a title="data story ของสถาบันฯ" href="https://ippd.or.th/category/data-story/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">data story ของสถาบันฯ</a> และ Facebook ของสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6242 aligncenter" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03.png" alt="" width="2334" height="1168" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03.png 2334w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-300x150.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-1024x512.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-768x384.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-1536x769.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-2048x1025.png 2048w" sizes="(max-width: 2334px) 100vw, 2334px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/data-story-and-how-to-craft-them/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จริงเหรอ? ใครๆ ก็ไม่รักถุงพลาสติกถุงหูหิ้ว: ผลการศึกษาแบบสำรวจพฤติกรรมถุงพลาสติกหูหิ้วจากการสำรวจออนไลน์ โดย IPPD Voice และ Social Listening</title>
		<link>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Dec 2020 03:00:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<category><![CDATA[plastic-project]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6169</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง:&#160;ชลิตา สุนันทาภรณ์ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตต [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง:&nbsp;ชลิตา สุนันทาภรณ์<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>IPPD จัดทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกหูหิ้วผ่านแบบสำรวจ 2 วิธี ได้แก่ IPPD Voice การสำรวจบนแพลทฟอร์มออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว โดยจากการสำรวจทั้งหมดพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว พร้อมเสนอให้ภาครัฐดำเนินการอย่างอื่นด้วย เช่น การให้ความรู้ในการแยกขยะ หรือการปรับปรุงระบบจัดการขยะให้ดีขึ้น</li>
<li>Social Listening เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้นำมาศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกหูหิ้ว โดยสถาบันฯ ได้ทำการศึกษาร่วมกับ Wisesight พบว่ามีข้อความเชิงเห็นด้วยกับมาตรการ 41% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการ 25% และเป็นกลาง 34% (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Social Listening ได้ที่ บทความ <a title="'เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย Social Listening'" href="https://ippd.or.th/social-listening/">&#8216;เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย Social Listening&#8217;</a>)</li>
</ul>
<p>นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินนโยบายงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วในห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ เพื่อลดปัญหาถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นวิกฤติต่อการจัดการขยะพลาสติกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ก็เกิดความคิดเห็นออกมาหลากหลายเสียง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงยังมีผู้ได้รับผลกระทบตามรายทางที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคอย่างประชาชนที่ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกทั้งก่อนและหลัง โดยได้มีการทำแบบสำรวจออกมาในสองวิธี ได้แก่ การสำรวจบน IPPD Voice ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มการสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ระหว่างวันที่ 10 &#8211; 22 เมษายน พ.ศ. 2563 และ การสำรวจแบบตัวต่อตัว (Face to Face survey) นอกจากนี้สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาการรับฟังความเห็นประชาชนที่มีต่อการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ด้วยระบบ Social Listening ผ่านเครื่องมือการรับฟังเสียงประชาชนบนโซเชียลมีเดีย (Social Listening) อีกด้วย</p>
<p>และนี่คือ ผลสรุปจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติก ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ของทางสถาบันฯ เพื่อนำเสนอทางเลือกการแก้ไขปัญหาถุงพลาสติกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง มองภาพรวมของระบบนิเวศบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างครบวงจร</p>
<h2>จริงหรือไม่ คนไทยไม่เห็นด้วยต่อมาตรการฯ?: สรุปรายงานการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติก ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ในรูปแบบออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-01.png" alt=""></p>
<p>จากการสำรวจทั้งสองวิธีพบว่า ประชาชนผู้เข้าร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมดนั้นให้ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันกล่าวคือ ประชาชนส่วนมากจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดนั้นรับทราบถึงการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว น่าสนใจกว่านั้นยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จากแบบสำรวจ รู้สึกเห็นด้วยกับมาตรการนี้ (58.91%) รองลงมา คือ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยมากที่สุด (22.74%) และ ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (17.11%) ตามลำดับ</p>
<p>ขณะที่ ส่วนใหญ่แล้วประชาชนเห็นด้วยกับมาตรการการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว ถึง ร้อยละ 81.65 รู้สึกเห็นด้วยกับมาตรการนี้ 58.91% ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ส่วนใหญ่รู้สึกเห็นด้วยมากที่สุดกับมาตรการนี้ (59.29%) รองลงมา คือ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วย (23.18%) และ ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (9.19%) ตามลำดับ</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ประชาชนทั้งสองกลุ่มยังเสนอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อจัดการกับถุงพลาสติกที่คล้ายคลึ งด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ ควรใช้มาตรการการจัดการ พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น หลอดพลาสติก ห่อขนมพลาสติก และควรให้ความรู้เรื่องการแยกขยะกับผู้บริโภคมาใช้ในการจัดการปัญหาถุงพลาสติกในประเทศไทย ขณะด้านผู้ตอบแบบสำรวจแบบตัวต่อตัวเสนอให้ควรใช้วัสดุอื่นทดแทนถุงพลาสติกหูหิ้ว/ถุงก๊อปแก๊ป รวมถึงภาครัฐควรมีการปรับปรุงระบบการจัดการขยะมาใช้ในการจัดการปัญหาถุงพลาสติกในประเทศไทย</p>
<h2>เปรียบเทียบก่อน vs หลังพฤติกรรม “พก” และ “รับ” ถุงพลาสติกของผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-02-1.png" alt=""></p>
<p>พฤติกรรมการพกถุงผ้าหรือถุงใช้ซ้ำเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่ทางสถาบันฯ ศึกษาสืบเนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวสามารถสะท้อนถึงจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความถี่ในการสร้างจำนวนขยะพลาสติกครั้งเดียวทิ้งได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี จากข้อคำถามก่อนมาตรการขอความร่วมมือ จาการทำแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจทั้งออนไลน์และแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว มีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน กล่าวคือ “ไม่พกเลย” (0 ครั้ง) มากที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากมีมาตรการขอความร่วมมือออกมา กลับพบว่าพฤติกรรมในการพกถุงของผู้ตอบแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดมีการพลิกกันอย่างสุดขั้วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ “พกทุกครั้ง” (10 ครั้ง) มากที่สุด</p>
<p>จากข้อคำถามดังกล่าว สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ประชาชนที่ร่วมตอบแบบสำรวจนั้น มีการปฏิบัติตามมาตรการขอความร่วมมือของภาครัฐอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจกลับอยู่ที่ว่าข้อคำถามดังกล่าวยังไม่สามารถชี้ชัดได้อย่างฟันธงว่าการที่ผู้ตอบแบบสอบถามพกถุงใช้ซ้ำหรือถุงผ้านั้น สามารถช่วยสร้างหรือเพิ่มจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-03-1.png" alt=""></p>
<p>เมื่อสอบถามถึงแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว ต่อพฤติกรรมการรับถุงพลาสติกช่วงก่อนมีการขอความร่วมมือ พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีพฤติกรรม “รับทุกครั้ง” (10 ครั้ง) ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรม “รับเป็นประจำ” (1 &#8211; 3 ครั้ง) ในทางกลับกัน เมื่อสอบถามถึงหลังการขอความร่วมมือพบว่า โดยส่วนมากแล้วผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์มีพฤติกรรม “ไม่รับเลย” (0 ครั้ง) เช่นเดียวกับผู้ตอบแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว ที่ตอบว่า “ไม่รับเลย” มากที่สุดเช่นเดียวกัน</p>
<p>จากข้อคำถามดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ว่า หลังมีมาตรการขอความร่วมมือเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนมากมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ คำนึงถึงและเลือกที่จะไม่รับถุงพลาสติกเพื่อลดปัญหาการใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้งที่มีการแจกในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทั่วไปกันมากขึ้น นอกจากนี้ในคำถามชุดนี้ยังสะท้อนให้เห็นอีกด้วยว่า การรับหรือไม่รับถุงพลาสติกอาจแสดงให้เห็นว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจอาจไม่ได้มีการพกถุงผ้าหรือพกถุงใช้ซ้ำติดตัวไปด้วยก็ได้ แต่พวกเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่รับถุง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการดังกล่าว</p>
<h2>สำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นชาวเน็ตผ่าน social listening</h2>
<p>ความคิดเห็นจากโซเชียลมีเดียจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายสาธารณะได้ เครื่องมืออย่าง “social listening” กระบวนการติดตามการสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อ คำหลักหรือคีย์เวิร์ด และวลีที่เฉพาะเจาะจงบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) จึงมีความน่าสนใจในการนำมาใช้ในการเก็บความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างทันท่วงที และสามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้อีกด้วย</p>
<p>สถาบันฯ จึงได้ศึกษาพฤติกรรมและความคิดเห็นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อนโยบายงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วของรัฐบาลที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยเก็บข้อมูลทั้งก่อนและหลังการประกาศนโยบาย (1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 – 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563) จำนวนกว่า 117,977 ข้อความจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อนำไปศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อนโยบายฯ ของรัฐบาล พบว่า ประเด็นส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องจะอยู่ในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กเป็นหลัก รองลงมาได้แก่ ทวิตเตอร์ และอื่น ๆ เช่น สำนักข่าว การโฆษณาจากร้านค้า สื่อด้านสิ่งแวดล้อม และดาราหรือศิลปิน เป็นต้น</p>
<p>ผลการศึกษาในครั้งนี้ยังทำให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เก็บข้อมูลมาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น โพสต์ที่ได้รับความนิยมบนเฟซบุ๊ก จะเป็นโพสต์จากร้านสะดวกซื้อในการรณรงค์การงดแจกถุงพลาสติก แตกต่างจากโพสต์ที่ได้รับความนิยมบนทวิตเตอร์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นการโพสต์ของบุคคลทั่วไป มีความหลากหลายทางความคิดเห็นมากกว่าเฟซบุ๊ก และโพสต์ที่มีผู้เข้ามามีส่วนร่วม (engagement) มากที่สุด เป็นโพสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับงานวิธีการงดแจกถุงพลาสติกอย่างฉับพลัน</p>
<p>น่าสนใจกว่านั้น เมื่อนำข้อความมาเปรียบกันตามช่วงเวลา จะเห็นได้ว่าจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วกลายเป็นประเด็นได้ที่รับการพูดถึงมากที่สุดในช่วงวันที่ 1 &#8211; 7 มกราคม พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นสัปดาห์แรกหลังการออกนโยบาย อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 พบว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจตั้งแต่ก่อนการออกนโยบาย และกลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ยังให้ความสนใจนโยบายอย่างต่อเนื่องไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ก่อนที่แนวโน้มของการพูดคุยถึงนโยบายนี้จะลดลง โดยมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อมาตรการสูงมากกว่าความคิดเห็นเชิงลบเล็กน้อย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-04.png" alt=""></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลและการทำแบบสำรวจทั้งหมดในครั้งนี้มีระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้ความคิดเห็นและทัศนคติที่ได้รับจากประชาชนยังเป็นระยะของการตื่นตัวอยู่เท่านั้น จำเป็นที่จะต้องติดตามผลของการดำเนินนโยบายดังกล่าวในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นถึงมุมมองของประชาชนต่อนโยบาย และสามารถนำไปใช้ในการออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้</p>
<p>โดยท่านสามารถหาอ่านข้อสรุปเกี่ยวกับผลการศึกษาพฤติกรรมถุงพลาสติกหูหิ้วจากงานเสวนาออนไลน์ ซีรีส์ “ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?” ในหัวข้อ “คนไทยรักษ์โลกแค่ไหน? พลาสติก ไวรัส หรือใครที่ทำร้ายโลก?” ได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/plastic-online-seminar/">https://ippd.or.th/plastic-online-seminar/</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย ‘Social Listening’</title>
		<link>https://ippd.or.th/social-listening/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/social-listening/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2020 05:17:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[social-listening]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6158</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานนท์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>วิธีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening นั้น เป็นการเก็บข้อมูลแบบทุติยภูมิ (secondary data) ในการเก็บความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ ผ่านการระบุคำหลัก ทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงการสนทนาที่หลากหลาย เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ถูกจำกัดด้วยข้อคำถามในแบบสอบถาม และการสนทนามีวันที่และเวลากำกับแน่ชัด (timestamp)</li>
<li>ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณา เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนานโยบาย ให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้น การใช้เครื่องมืออย่าง social listening จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายสามารถมองเห็นทิศทาง และแนวโน้มของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี</li>
</ul>
<p><span style="font-size: inherit;">หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับการเก็บรวบรวมข้อมูล (data collection) จากการทำแบบสำรวจ (survey) กันผ่านบทความ </span><a style="font-size: inherit;" title="“Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำสำรวจ”" href="https://ippd.or.th/online-survey/">“Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำสำรวจ”</a><span style="font-size: inherit;"> ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว (face-to-face survey) การทำแบบสำรวจทางไปรษณีย์ (mail survey) การทำสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) และการทำสำรวจผ่านเว็บไซต์ (web survey) ซึ่งถือเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลและความคิดเห็นจากประชาชนได้โดยตรง เพื่อนำไปใช้ประกอบการสร้างนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมกับประชาชน</span></p>
<p>นอกเหนือจากการจัดทำแบบสำรวจแล้ว ยังมีวิธีการเก็บข้อมูลอีกหนึ่งรูปแบบซึ่งไม่ได้ใช้การสอบถามจากประชาชนโดยตรง แต่ใช้วิธีการอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำสำรวจ (non-survey) เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน (engage with community activities) การสังเกต (observation) หรือการฟังเสียงสังคม (social listening) เป็นต้น ซึ่งต่างก็เป็นวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อประเด็นเชิงนามธรรม ที่ไม่สามารถใช้การทำแบบสำรวจเพื่อแสดงความคิดเห็นได้ยาก เช่น อคติทางเพศ การเลือกปฏิบัติ ความอยุติธรรม (J-PAL, n.d.) ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน เพื่อสังเกตดูจำนวนการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ในประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอคติทางเพศ เป็นต้น</p>
<p>เมื่อสังคมในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้การใช้งานโซเชียลมีเดียแพร่หลายไปในกลุ่มคนช่วงวัยต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น จากรายงาน Digital 2020 ประจำเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2020 ซึ่งจัดทำโดย We are social และ Hootsuite พบว่า ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 3.96 พันล้านคนใช้โซเชียลมีเดีย และจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.​ 2019 กว่า 346 ล้านบัญชี (+8.2%) โดยแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานสูงที่สุดในโลก ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) วอตส์แอปป์ (WhatsApp) ตามลำดับ สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้น รายงาน Digital 2020: Thailand ประจำปี ค.ศ.​ 2020 พบว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 52 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2019 ประมาณ 1 ล้านบัญชี (+2%) เช่นเดียวกันกับจำนวนบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่มีสูงกว่า 52 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านบัญชี (+4.7%) ระหว่างเดือนเมษายน ค.ศ. 2019 จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 โดยแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) และไลน์ (LINE)</p>
<h2>Social Listening กับการเก็บข้อมูลผ่านโลกออนไลน์</h2>
<p>จากจำนวนการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้พูดคุย ถกเถียง และแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากการใช้ ‘แฮชแท็ก’ (hashtag, #) ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จะเกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจอยู่ในช่วงเวลาขณะนั้น ดังนั้น ‘การรับฟังเสียงสังคม’ หรือ social listening จึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจ ในการนำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นของประชาชน​ โดยเป็นกระบวนการติดตามการสนทนาที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ คำหลัก วลี แบรนด์ หรืออุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงบนสื่อสังคมออนไลน์จากคำหลัก (keyword) ที่ผู้วิจัยกำหนด โดยเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้แก่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ และเว็บไซต์ต่าง ๆ (Wisesight, 2020)</p>
<p>ในช่วงแรกของการนำเครื่องมือการรับฟังเสียงสังคมมาใช้นั้น ยังจำกัดอยู่ในแวดวงธุรกิจ เพื่อใช้ในการวางแผนการตลาด ดูความนิยมของแบรนด์สินค้า และนำความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รู้เท่าทันคู่แข่ง สามารถปรับจุดอ่อนของตนเองให้เป็นจุดแข็งได้ ต่อมา การใช้งานเครื่องมือนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้งานในภาคเอกชนอีกต่อไป แต่ได้ถูกนำมาใช้ในระบบการทำงานของภาครัฐ เพื่อดูความคิดเห็นและความพึงพอใจของประชาชน ที่มีต่อนโยบายของภาครัฐ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนานโยบายสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการพูดคุยกับนักการเมือง หน่วยงานภาครัฐ หรือแม้กระทั่งตัวแทนของรัฐบาลได้โดยตรง (Hootsuite, 2020)</p>
<p>วิธีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening นั้น เป็นการเก็บข้อมูลแบบทุติยภูมิ (secondary data) ในการเก็บความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ ผ่านการระบุคำหลัก ลงไปในระบบ ของการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงการสนทนาที่หลากหลาย เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ถูกจำกัดด้วยข้อคำถามในแบบสอบถาม และการสนทนามีวันที่และเวลากำกับแน่ชัด (timestamp) จึงรับรู้ได้ว่าเป็นประเด็นใด เกิดขึ้นเมื่อไหร่ (real-time) (Wisesight, 2020) อย่างไรก็ตาม หลังจากการประมวลผล จะต้องมีการทำความสะอาดข้อมูล (data cleansing) เพื่อจัดการข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากชุดข้อมูล ได้แก่การโฆษณาแฝง การใช้คำหลัก ที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกัน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ทำการศึกษาวิจัย เช่น การสั่งสินค้าสินค้าเกาหลีล่วงหน้า (pre-order) หรือ การส่งฟรี EMS เป็นต้น รวมทั้งการใช้คำภาษาไทยบนโซเชียลมีเดีย และกรณีการสะกดผิดด้วยความตั้งใจและความไม่ตั้งใจเกิดขึ้นมาก เช่น คำว่า ‘เทพ’ ไม่ได้หมายถึง ‘เทวดา’ ตามการบัญญัติคำของราชบัณฑิตยสถาน แต่หมายถึง ‘เก่ง’ ทั้งยังสามารถใช้คำว่า ‘เมพ’ แทนได้ ซึ่งถือเป็นภาษาวิบัติที่นิยมใช้งานกันทั่วไปในอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นผู้ทำการวิจัยจึงจะใช้ ‘N-Gram’ ซึ่งเป็นวิธีจัดกลุ่มคำ และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของคำหลัก ที่นำมาศึกษาได้อีกด้วย</p>
<p>หลังจากนั้น จึงคัดแยกประเด็นของแต่ละข้อความที่เกิดขึ้นว่า ข้อความนั้นเป็นเป็นประเด็นใด มีความคิดเห็นเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลาง รวมถึงคัดแยกว่า มีข้อแนะนำจากประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ (Wisesight, 2020) แล้วจึงทำการวิเคราะห์และทำการแสดงผลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่สามารถดึงดูดผู้อ่านได้</p>
<h2>social listening ดีอย่างไร? แล้วมีจุดอ่อนตรงไหน?</h2>
<p>จากสัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ทำให้การเก็บข้อมูลผ่าน social listening มีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่นั้น ได้แสดงความคิดเห็นผ่านการใช้บัญชีโซเชียลมีเดียของตนในหลากหลายแพลตฟอร์ม จึงทำให้กลายเป็นเวทีในการพูดคุยที่ไร้เขตจำกัดของคำถาม เปิดกว้างให้ผู้ใช้งานได้แสดงความคิดเห็น การเก็บข้อมูลด้วย social listening ยังสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถย้อนดูข้อมูลความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องในอดีตได้อีกด้วย นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้ ยังใช้จำนวนเงินไม่มากในการพัฒนาระบบ และไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานจำนวนมากในการจัดเก็บข้อมูล</p>
<p>ในแง่ของงานวิจัยเชิงสังคม ได้มีการนำข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์มาใช้ในการคาดการณ์พฤติกรรมมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น การหาสัญญาณของผู้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เช่น โรคซึมเศร้า หรือสัญญาณที่จะฆ่าตัวตาย รวมถึงการระรานทางไซเบอร์ (cyberbullying) อีกด้วย (Wisesight, 2020) ทางด้านการจัดทำนโยบายสาธารณะนั้น ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณา เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนานโยบาย ให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้น การใช้เครื่องมืออย่าง social listening จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายสามารถมองเห็นทิศทาง และแนวโน้มของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เห็นว่า ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อนโยบายของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มีข้อเสนอแนะอย่างไร ที่ภาครัฐจะสามารถนำไปประยุกต์ และปรับใช้ในการจัดทำนโยบายอื่น ๆ หรือที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบ social listening ก็ยังคงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดีของการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งไม่สามารถแสดงภาพตัวอย่างของประชากรทั้งหมดได้ เนื่องจากยังคงมีผู้คนจำนวนมาก ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ การจัดเก็บข้อมูลความคิดเห็นของประชาชนด้วยระบบนี้ เป็นการใช้วิธีสังเกตการณ์ (observation) แม้จะทำให้ได้รับข้อมูลที่มีความเป็นธรรมชาติ แต่ก็มีอคติที่เกิดขึ้นได้จากผู้ใช้งาน รวมถึงข้อมูลที่ได้รับมา อาจจะไม่พบข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องการอีกด้วย มากไปกว่านั้น การวิเคราะห์ข้อมูลผ่านตัวอักษรนั้น ทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่แท้จริงของเจ้าของคำสนทนา (Wisesight, 2020)</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้ทดลองนำระบบ social listening มาใช้ในการศึกษาวิจัย โครงการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายและมาตรการการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวัน (มุ่งเน้นประเด็นถุงพลาสติก) หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการ ในการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการนำเอาระบบ social listening เข้ามาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ และเว็บไซต์ต่าง ๆ จำนวนมากกว่าหนึ่งแสนข้อความ แสดงให้เห็นถึงความคิดด้านบวกและลบ รวมถึงข้อเสนอแนะจากประชาชน (สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/">บทความจริงหรอ? ใคร ๆ ก็ไม่รักพลาสติก</a>)</p>
<p>หลังจากการนำเครื่องมือ social listening เข้ามาใช้ในการฟังเสียงแล้ว สถาบันฯ ได้นำข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย มาศึกษาวิจัย เพื่อออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชน และสามารถนำไปทดสอบ และทดลองในพื้นที่ ก่อนนำไปใช้เป็นนโยบายต่อไปในอนาคต</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/social-listening/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำแบบสำรวจ</title>
		<link>https://ippd.or.th/online-survey/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/online-survey/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2020 03:59:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[online-survey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6146</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: กานต์ ศุภจารุกิตติ์ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: กานต์ ศุภจารุกิตติ์<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>แบบสำรวจเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้ผู้ออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะสามารถนำความคิดเห็นนั้นไปใช้เป็นการผลิตนโยบาย การสร้างแบบสำรวจเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนในประเทศของตน</li>
<li>แบบสำรวจกับความพร้อมของสังคมออนไลน์ในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ส่งผลให้การทำแบบสำรวจมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ใช้วิธีการยื่นแบบสำรวจเมื่อเจอประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เปลี่ยนเป็นการใช้แบบสำรวจในสังคมออนไลน์ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย รวดเร็ว และมีความแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สังคมออนไลน์ของไทยมีความพร้อมหรือไม่ในการทำแบบสำรวจ จำเป็นต้องมองให้รอบด้านถึงปัจจัยความพร้อม อาทิ ข้อดีข้อเสียของแบบสำรวจ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น และเทรนด์ในช่วงนั้น ๆ เป็นต้น</li>
</ul>
<h2>ที่มา ความสำคัญ และประโยชน์ของการทำแบบสำรวจ</h2>
<p>การทำแบบสำรวจเกิดขึ้นได้อย่างไร ? นับตั้งแต่มีการปฏิวัติฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้น ทำให้ผู้นำเริ่มอยากเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนว่าคิดอย่างไรมากขึ้น (Rhodes, 2018) เพื่อที่ผู้นำจะได้คาดการณ์การเลือกตั้งและปฏิบัติตามนโยบายที่ได้รับความคิดเห็นจากประชาชน ในเวลาต่อมาจากการสร้างแบบสำรวจกลายเป็นโพลที่แสดงถึงแนวโน้มต่างๆของเหตุการณ์บ้านเมือง จากโพลกลายเป็นข่าวสารถึงความเป็นไปได้ในด้านนโยบายและการบริหารประเทศที่ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์ถึงแนวโน้มต่างๆด้านเหตุการณ์ของเมืองเช่นกัน</p>
<p>มากไปกว่านั้น ด้วยสังคมโลกที่มีการเติบโตตลอดเวลาตามเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำแบบสำรวจ การสร้างโพล ได้เกิดขึ้นบนแพลทฟอร์มออนไลน์ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และยังทำให้การแสดงความคิดเห็นได้รับจากกลุ่มคนทุกช่วงวัยในเวลาที่รวดเร็วกว่าการทำแบบสำรวจแบบออฟไลน์</p>
<h2>ข้อดี ข้อเสียของการทำแบบสำรวจ</h2>
<p>การทำแบบสำรวจมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ?<br />
การทำแบบสำรวจเป็นประโยชน์หรือให้โทษอย่างไรกับประชาชนและการถามความคิดเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ?</p>
<p>ข้อดีของการทำแบบสำรวจ มีหลากหลายอย่าง เช่น การรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่น้อย หรือในกรณีของการทำแบบสำรวจออนไลน์ก็จะลดค่าใช้จ่ายในการสร้างและเผยแพร่แบบสำรวจลงไปอีก (DeFranzo, 2020) นอกจากเรื่องการลงทุนและค่าใช้จ่ายแล้ว การทำแบบสำรวจทำให้มีการสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบแบบสำรวจ เช่น ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ กับผู้ทำแบบสำรวจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทำให้ผู้ออกแบบแบบสำรวจเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนมากยิ่งขึ้นผ่านการทำแบบสำรวจได้</p>
<p>ในส่วนของข้อเสียของการทำแบบสำรวจก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การทำแบบสำรวจจะไม่ค่อยยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับการรับฟังความคิดเห็นประชาชนแบบอื่น เพราะแบบสำรวจจะไม่สามารถแก้ไขขณะรวบรวมข้อมูล เพราะอาจทำให้ข้อมูลบิดเบือนได้ (DeFranzo, 2020) การตั้งคำถามอาจเป็นข้อเสียหรือจุดอ่อนได้เพราะ การตั้งคำถามจำเป็นต้องมีความเป็นกลางและสามารถดึงดูดกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ให้มาทำแบบสำรวจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เวลามากในการคัดกรองและคำถามที่จัดทำอาจมีความไม่เป็นกลางได้</p>
<h2>ความน่าเชื่อถือของการทำและใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจ</h2>
<p>ความน่าเชื่อถือในแบบสำรวจสามารถวัดได้อย่างไร ?<br />
ผู้ออกแบบแบบสำรวจต้องทำอย่างไรถึงจะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยตัวอย่างคำถามที่เหมาะสม ?</p>
<p>คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการถามความคิดเห็นของประชาชนมีความละเอียดอ่อนและอาจเกิดการบิดเบือนข้อมูลขึ้นได้ จากงานวิจัยเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากแบบสำรวจ (Charoenruk &amp; Kulvanich, 2018) พบว่า ความน่าเชื่อถือสามารถนำมาพิจารณาได้จากหลากหลายปัจจัย เช่น กรอบตัวอย่างที่เลือกสามารถสะท้อนความคิดเห็นของประชากรได้แค่ไหน, วิธีการเลือกตัวอย่างใช้วิธีอะไร, เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่, วิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามเหมาะสมหรือไม่, การถ่วงน้ำหนักควรทำอย่างไร, การแปรผลและการสรุปผลมีความแม่นยำหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p>เริ่มจากกรอบตัวอย่างหรือบัญชีรายชื่อกลุ่มประชากรเป้าหมายมีความครอบคลุมหรือไม่ การวัดกรอบตัวอย่างในปัจจุบันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแบบสำรวจนั้น ๆ เช่น การทำแบบสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) ที่ประชากรในกรอบตัวอย่างในปัจจุบันเปลี่ยนจากโทรศัพท์บ้านเป็นโทรศัพท์มือถือ ทำให้การรวบรวมข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนและไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่อยากให้ทำแบบสำรวจ อีกกรณีหนึ่งคือแบบสำรวจบนเว็ปไซต์ (web survey) ซึ่งกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มไม่มีอีเมลสำหรับใช้ติดต่อ ทำให้ผู้ออกแบบแบบสำรวจไม่สามารถส่งแบบสำรวจผ่านระบบออนไลน์ไปหาได้ ทำให้เกิดความไม่ครอบคลุมเช่นกัน จากกรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาของความไม่ครอบคลุมของประชากรตามกรอบตัวอย่าง จำเป็นต้องแก้ไขเฉพาะทางเป็นกรณีไป</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งคือ วิธีการเลือกตัวอย่าง ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การเลือกตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย, แบบเป็นระบบ, แบบชั้นภูมิ และ แบบกลุ่ม โดยวิธีต่าง ๆ อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป โดยข้อเสียหลักคืออาจไม่ได้ความคิดเห็นที่ครอบคลุมจากประชาชนทุกกลุ่ม การออกแบบแบบสำรวจที่มีความน่าเชื่อถือจึงต้องคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียของวิธีการต่าง ๆ และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด</p>
<p>เครื่องมือในการออกแบบแบบสำรวจ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเครื่องมือควรพิจารณาว่าผู้ทำแบบสำรวจสามารถเข้าใจเนื้อหาและให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ถึงจะเป็นแบบสำรวจที่ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ</p>
<p>ด้านเก็บข้อมูลภาคสนาม ทั้งในรูปแบบการเก็บข้อมูลโดยมีผู้สัมภาษณ์ (ตัวต่อตัว และโทรศัพท์) และ การเก็บข้อมูลแบบไม่มีผู้สัมภาษณ์ (ไปรษณีย์ และออนไลน์) จำเป็นต้องระวังว่าการเก็บข้อมูลจะไม่เกิดความเอนเอียง (bias) ไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง</p>
<p>ในส่วนการแปรผลและสรุปผล ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย จำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการแปรผลและสรุปผลข้อมูลชนิดต่าง ๆ เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด</p>
<h2>ความ ‘พร้อม’ ในการทำแบบสำรวจของคนไทย วัดอย่างไร</h2>
<p>การออกแบบแบบสำรวจของไทยในปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) ได้มีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเก็บข้อมูลโดยมีผู้สัมภาษณ์ และ ไม่มีผู้สัมภาษณ์</p>
<p>จากคำถามว่าความ ‘พร้อม’ ในการทำแบบสำรวจของคนไทยนั้นจะสามารถวัดได้หรือไม่ แล้วถ้าวัดได้ จะวัดอย่างไร? ถ้าหากวัดตามจำนวนของประชาชนที่ทำแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว สำนักงานสถิติแห่งชาติได้รวบรวมสถิติการเข้าถึงและทำแบบสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในปี พ.ศ. 2563 (ข้อมูลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2020) โดยกำหนดปัจจัยที่เหมาะสมกับแบบสำรวจอย่างชัดเจน เช่น อายุ เพศ การศึกษา และ พื้นที่ เป็นต้น หลังจากที่กำหนดปัจจัยถูกกำหนดแล้ว แบบสำรวจก็จะถูกนำส่งให้ประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศได้ทำแบบสอบถามและออกความคิดเห็น จากวิธีการข้างต้น จะสังเกตได้ว่า ประเทศไทยมีความ ‘พร้อม’ ในการจัดทำแบบสำรวจที่เป็นระบบ อย่างไรก็ดี ความ ‘พร้อม’ ของคนไทยในการทำแบบสำรวจยังมีขีดจำกัดที่ยังต้องใช้เวลาพัฒนาต่อไป เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ของข้อมูลความคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<h2>แล้วคนไทย ‘พร้อม’ ที่จะทำแบบสำรวจมากน้อยเพียงใด ?</h2>
<p>ความ ‘พร้อม’ ของคนไทยในการทำแบบสำรวจหากวัดจาก ข้อดี ข้อเสียของแบบสำรวจ จะพบว่าคนไทยมีความพร้อมที่จะทำแบบสำรวจเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นของตนในประเด็นต่าง ๆ และมุ่งหวังที่จะให้ประเด็นนั้น ๆ ถูกนำไปต่อยอดในนโยบาย หรือ แผนงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
<p>หากความ ‘พร้อม’ ของคนไทยวัดจากความน่าเชื่อถือของข้อมูล จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างของการวัดว่าข้อมูลนั้นจะน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งคนไทยพร้อมที่จะออกแบบและทำแบบสำรวจที่มีประสิทธิภาพด้านข้อมูล อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะพร้อมในการทำแบบสำรวจ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะการจะทำให้แบบสอบถามมีรอยรั่วน้อยที่สุดนั้นเป็นเรื่องยาก ความพร้อมของคนไทยจึงจำเป็นต้องพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาและอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้นด้วย</p>
<h2>มีสิ่งใดที่ควรเสริมสร้างให้คนไทยพร้อมต่อการทำแบบสำรวจมากขึ้น</h2>
<p>การทำให้คนไทย ‘พร้อม’ ต่อการทำแบบสำรวจมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน คือการพัฒนาแบบสำรวจให้ก้าวทันยุคสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาตลอดเวลา คนไทยจำเป็นต้องจับเทรนด์ให้ทัน และตรงประเด็น เพื่อให้แบบสำรวจนั้นมีประสิทธิภาพและเป็นกระบอกเสียงสำหรับความคิดเห็นของประชาชนบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา เป็นห้องปฏิบัติที่วิจัย ศึกษา และพัฒนานโยบายสาธารณะบนพื้นฐานของข้อมูล และหลักฐาน โดยมุ่งหวังที่จะให้คนไทยพร้อมกับการทำแบบสำรวจเพื่อแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและง่ายต่อการทำ อย่างไรก็ดีทางสถาบันได้ศึกษาและวิจัยการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางอื่นนอกเหนือจากการทำแบบสำรวจด้วยเช่นกัน อย่าลืมติดตามวิธีการรวบรวมความคิดเห็นของสถาบันฯ ผ่านช่องทาง website และ <a title="Facebook" href="https://www.facebook.com/ippd.or.th">Facebook</a> ของสถาบันนะครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/online-survey/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สภาพัฒน์ยุคใหม่ ปรับองค์กร ฟังเสียงสะท้อนคนรุ่นใหม่ พร้อมตอบโจทย์การพัฒนาไทย</title>
		<link>https://ippd.or.th/nesdc_ippd/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/nesdc_ippd/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 07:39:21 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5451</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: วิทวัส พุคคะบุตรเรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานนท์ก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h6 class="has-text-align-right wp-block-heading">เขียน: วิทวัส พุคคะบุตร<br>เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานนท์<br>กานต์ ศุภจารุกิตติ์</h6>



<p>เป็นเวลากว่า 70 ปีแล้วที่ <strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong>ปฏิบัติหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำนโยบาย ติดตามและคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง โอกาส และปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเสนอความเห็น และให้คำแนะนำแก่รัฐบาล เพื่อให้ประเทศพัฒนาไปข้างหน้า และเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบต่าง ๆ ที่ อาจเกิดขึ้นได้</p>



<p>ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป <strong>คุณดนุชา พิชยนันท์</strong> <strong>จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong> รับผิดชอบและขับเคลื่อน ให้บทบาทหน้าที่ดังกล่าวของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทย</p>



<p><strong>คุณดนุชา</strong>ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่า</p>



<p>“ปัญหาการระบาดของโรค COVID-19 สร้างผลกระทบต่าง ๆ แก่ประชาชนอย่างมาก ขณะเดียวกันในอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะประสบกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ อีกมากมายจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ เนื่องจากสภาพัฒน์ เป็นที่คาดหวังของสังคมในการช่วยนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการวางทิศทาง การทำงานของสภาพัฒน์ในอนาคต จึงเป็นสิ่งสำคัญ”</p>



<p>บทบาทหน้าที่ และทิศทางการทำงานของ<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong> ภายใต้วิสัยทัศน์ของ<strong>คุณดนุชา</strong> สามารถแบ่งได้เป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่:</p>



<ol><li>การจัดวิธีการทำงานแบบใหม่ภายในองค์กร</li><li>การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์การพัฒนาระยะยาว ด้วยการวิจัยจากสถาบันนโนบายสาธารณะและการพัฒนาที่เป็นคลังสมองของประเทศ</li><li>การร่วมงานกับภาคธุรกิจและเอกชน</li><li>การสื่อสารนโยบายสาธารณะให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และมีส่วนร่วมมากขึ้น</li></ol>



<h2 class="wp-block-heading">การจัดวิธีการทำงานของสภาพัฒน์ ยุคใหม่</h2>



<p>การทำงานของ<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong>ยุคใหม่ เริ่มต้นด้วยการจัดวิธีการทำงานในรูปแบบ ‘Matrix Organization’ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>



<p>“ระบบราชการในองค์กรของเราถูกกำหนดมาแล้วโดยกฎกระทรวง โดยแบ่งเป็นกองหรือสำนักต่าง ๆ ที่รับผิดชอบภารกิจของสายงานนั้น เช่น สายเศรษฐกิจ สายการลงทุนภาครัฐ สายสังคม และสายสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากในอนาคตแต่ละประเด็นจะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น และมีมิติให้ต้องพิจารณาในหลายระดับ เรื่องเศรษฐกิจต้องดำเนินการควบคู่ไปกับเรื่องของสังคม การลงทุน และสิ่งแวดล้อมด้วย หากทำงานตามโครงสร้างส่วนราชการโดยให้สายงานที่รับผิดชอบทำงานแต่เพียงใน ฝ่ายตัวเอง หรือพิจารณาเพียงแค่มุมเดียว ก็คงจะทำให้การตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน และประเทศไม่ทันท่วงที”</p>



<p>“การจัดวิธีการทำงานด้วยระบบ Matrix Organization เป็นการดึงบุคลากรจากกองหรือสำนักต่าง ๆ มารวมกัน เป็นทีมเพื่อปฏิบัติภารกิจเฉพาะเรื่อง เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้น ทั้งจากฝั่งนโยบายและประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถติดตามคาดการณ์แนวโน้มปัญหาต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อวิเคราะห์ออกมาเป็นนโยบาย เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี”</p>



<p>วิธีการทำงานดังกล่าวกระทำไปพร้อมกับ การสร้างองค์กรให้มี ‘บรรยากาศแห่งการเรียนรู้’</p>



<p>“การทำงานในรูปแบบนี้ ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเป็นทีม หรือ cohesion มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการ  รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันจนได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ และทำให้เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ๆ หรือ young blood ของ<strong>สภาพัฒน์</strong> ได้มีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น เกิดการเรียนรู้และเปิดโลกทัศน์ของพวกเขา ในการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำนโยบาย และการมองปัญหาหลายมิติและครบถ้วนมากขึ้น”</p>



<p>การปฏิบัติงานตามแนวคิดข้างต้น ต้องกระทำภายใต้หลักการทำงานอย่าง ‘มีประสิทธิภาพ’ สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วยความรวดเร็ว เที่ยงตรง ถูกต้องบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน และหลัก ‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ หรือ accountability เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน </p>



<h2 class="wp-block-heading">การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์การพัฒนาระยะยาว ด้วยการวิจัยจากสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาที่เป็นคลังสมองของประเทศ</h2>



<p>บทบาทหนึ่งที่<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong> ได้รับการคาดหวังคือการทำวิจัยประเด็นการพัฒนาต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายมิติ ซึ่งต้องใช้ความรู้จากหลากหลายสาขา เพื่อออกแบบแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน และสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลง <strong>‘สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา’ (Institute of Public Policy and Development) </strong>จึงได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น ‘คลังสมอง’ (Think Tank) ของประเทศ และเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของ<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ </strong>และดำเนินงานปฏิบัติภารกิจวิจัยเชิงลึก เพื่อนำไปสู่นโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>



<p>“ที่ผ่านมาเป็นช่วงเรียนรู้ของสถาบันฯ ซึ่งผลงานก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ ก็มีการทำงานวิจัยเรื่องภัยพิบัติและเรื่องความสุขในอนาคตสำหรับประชาชน อีกทั้งวิจัยปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ซึ่งกำลังดำเนินการกันอยู่ตอนนี้”</p>



<p>“การทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก จะทำให้สถาบันฯ ของเราสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่องค์กรเหล่านี้มีเพื่อเปิดมุมมองและได้รับข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งตัวอย่างความสำเร็จและล้มเหลวที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ นำไปสู่การสร้างนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมกับประเทศของเราได้ และรู้กลไกในการผลักดันให้นโยบายเหล่านั้น สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>



<p><strong>คุณดนุชา</strong>กล่าวต่อว่า แนวทางการทำงานของ<strong>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong>จะดำเนินไปในลักษณะของการสร้างเครือข่ายกับองค์กร ที่มีลักษณะเป็นคลังสมององค์กรอื่นๆ ในไทยด้วย เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อแลกเปลี่ยน มุมมองหรือทำการวิจัยร่วมกันในอนาคต รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารโลก (World Bank) อีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-5459" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-684x1024.jpg 684w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-768x1149.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-1027x1536.jpg 1027w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2.jpg 1080w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">การร่วมงานกับภาคธุรกิจและเอกชน</h2>



<p><strong>คุณดนุชา</strong>ได้ให้ความเห็น เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน สำหรับยุคนี้นั้นเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน</p>



<p>“<strong>สภาพัฒน์ </strong>ไม่สามารถทำงานเพียงคนเดียวได้ เพราะผู้ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศจริงๆ คือภาคเอกชน” <strong>คุณดนุชา</strong>กล่าว “<strong>สภาพัฒน์ </strong>ซึ่งเป็นส่วนราชการมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเฉพาะการทำนโยบาย การพัฒนา และการจัดกฎระเบียบต่างๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นบุคลากรของเราต้องเรียนรู้ด้วยว่า ภาคธุรกิจเอกชนมีความต้องการทางด้านทักษะแรงงานอย่างไรบ้าง โลกธุรกิจในอนาคตจะมีการปรับตัวไปในทิศทางใด และกฎระเบียบที่มีอยู่แล้วต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป</p>



<p>คุณดนุชาตั้งใจว่า “จะทำงานประสานกับภาคเอกชน เพื่อช่วยกันนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-5461" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-684x1024.jpg 684w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-768x1149.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-1027x1536.jpg 1027w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3.jpg 1080w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">การสื่อสารนโยบายสาธารณะให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และมีส่วนร่วมมากขึ้น</h2>



<p>ในการกำหนดนโยบายสาธารณะต่าง ๆ นั้น การสื่อสารให้ประชาชน โดยเฉพาะ ‘คนรุ่นใหม่’ เข้าถึงและเข้าใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน แต่ในช่วงที่ผ่านมาการเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับทราบนั้นกลับทำผ่าน การอธิบายเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องยากแก่ การเข้าใจ <strong>คุณดนุชา</strong>จึงต้องการปรับวิธีการสื่อสารใหม่ให้ย่อยง่าย และเป็นมิตรมากขึ้น</p>



<p>“เราจะสร้างวิธีการสื่อสารและกระจายความรู้ผ่านคลิปวิดีโอ อินโฟกราฟิก การจัดสัมมนาหรือเวิร์กช็อปที่ไม่ใช่การให้ คนมานั่งรวมกันในห้องใดห้องหนึ่ง แต่ทำผ่านเทคโนโลยีปัจจุบันที่สะดวกสบายมากขึ้น เช่น แอปพลิเคชั่น ZOOM เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้ามารับฟังข้อมูลที่ย่อยให้เข้าถึงได้ง่ายแล้วว่าทำไมต้องมีนโยบายสาธารณะเรื่องนี้ จะช่วยให้เกิดประโยชน์แก่พวกเขาอย่างไร และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกับคนทำงานด้วย”</p>



<p>วิธีการสื่อสารในรูปแบบดังกล่าว จะช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนทั่วไป ที่แต่เดิมมองว่านโยบายสาธารณะเป็นเรื่องไกลตัว ขณะเดียวกันก็เป็นการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่พบเห็น หรือประสบปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยตรง รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ ความสนใจต่อประเด็นสังคมมากขึ้น</p>



<p>“ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ต้องการการแก้ไข คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ <strong>สภาพัฒน์ </strong>และ<strong>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong>จะเข้ามารับฟังปัญหา และทิศทางของประเทศไทยที่คนรุ่นใหม่อยากเห็นในวันข้างหน้า เพื่อนำมาประกอบการทำงาน วิเคราะห์ วิจัย เพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะในอนาคต ซึ่งเรากำลังจะจัดทำช่องทางต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อรับฟังเสียงของทุกคนและร่วมกันแก้ปัญหาให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไป”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-5463" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-684x1024.jpg 684w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-768x1149.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4.jpg 1019w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure>



<p><br></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="256" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-1024x256.jpg" alt="" class="wp-image-5486" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-1024x256.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-300x75.jpg 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-768x192.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/nesdc_ippd/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘นโยบายสาธารณะ’: เรื่องใหญ่ ที่ใกล้ตัว</title>
		<link>https://ippd.or.th/survey-non-survey/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/survey-non-survey/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Sep 2020 07:30:00 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3113</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์ น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์</h6>
<p>นโยบายสาธารณะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเราทุกคน สังเกตได้จากทุก ๆ นโยบายที่ถูกส่งออกมา ล้วนส่งผลกระทบกับประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือนโยบายขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา</p>
<h2>นโยบายสาธารณะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จริงหรือ?</h2>
<p>นโยบายสาธารณะ คือ สิ่งที่ภาครัฐดำเนินการออกมา เพื่อใช้แก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ขั้นตอนและการออกแบบนโยบายสาธารณะ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลมองเห็นทิศทาง ทั้งยังสามารถตั้งเป้าหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ จนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้</p>
<p>ตามทฤษฎีแล้ว แนวทางในการบริหารจัดการ และการกำหนดนโยบายสาธารณะ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท โดยประเภทแรกจะถูกกำหนดโดยภาครัฐ ข้าราชการ และนักวิชาการ ตามแบบฉบับการบริหารแบบบนลงล่าง (top-down) และอีกประเภทหนึ่งที่ประชาชาชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) จะเป็นผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้ด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่าการบริหารแบบล่างขึ้นบน (bottom-up) โดยประชาชนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นผู้ออกแบบนโยบายสาธารณะได้ (ประทุมทิพย์ ทองเจริญ, 2555) ในฐานะที่ประชาชนเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น จะดีเเค่ไหน หากประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสาธารณะด้วย</p>
<p>วิธีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนในปัจจุบัน ได้แบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ ได้แก่ จากการทำแบบสำรวจ (survey) และจากช่องทางอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำแบบสำรวจ (non-survey) เช่น การฟังเสียงภาคประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ (social listening) หรือการมีพื้นที่สาธารณะในการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้ ต่างก็เป็นวิธีการที่สำคัญซึ่งจะทำให้เห็นถึง ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และยังเปรียบเสมือนเวทีให้กับประชาชนได้ร่วมอภิปราย ถกเถียงประเด็นปัญหาต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้ได้รับฟังมุมมองให้รอบด้านขึ้น เพื่อสร้างให้เกิดข้อสรุป ก่อนที่จะนำมาจัดทำเป็นนโยบายสาธารณะต่อไป</p>
<h2>Survey: เก็บข้อมูลหลากหลาย ตรงตามเป้าหมายผู้ถาม</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3115" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-1024x682.png" alt="" width="800" height="533" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-1024x682.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-300x200.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-768x512.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1.png 1201w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>วิธีเก็บรวบรวมความคิดเห็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง คงจะเป็น ‘การทำแบบสำรวจ’ (survey) เพราะสามารถเก็บข้อมูลที่ต้องการได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การสำรวจแบบตัวต่อตัว (face to face survey) การสำรวจทางไปรษณีย์ (mail survey) การสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) และการทำสำรวจผ่านเว็บไซต์ (web survey) โดยในส่วนของการสำรวจแบบตัวต่อตัว และการสำรวจทางโทรศัพท์นั้น จะมีผู้สัมภาษณ์ที่สามารถให้คำอธิบายเพิ่มเติม ต่อผู้ถูกสัมภาษณ์ เมื่อมีข้อสงสัย (interviewer-administered mode) เเต่ข้อเสียของการเก็บข้อมูลประเภทนี้คือ ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลค่อนข้างสูง และการสำรวจแบบตัวต่อตัว มักจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลที่ค่อนข้างนาน ในส่วนของการสำรวจทางไปรษณีย์และการสำรวจผ่านทางเว็บไซต์นั้น ผู้ตอบแบบสอบถามจะต้องทำแบบสำรวจโดยตัวเอง (self-administered survey) โดยไม่มีผู้สัมภาษณ์คอยให้ความช่วยเหลือในการตอบคำถาม (Dillman et al., 2014)</p>
<p>ปัจจุบันการสื่อสารมีความก้าวหน้ามากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย จากรายงานของ Digital 2020 ซึ่งจัดทำโดย We Are Social และ Hootsuite พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 75% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 59% นอกจากนี้ การใช้งานอินเทอร์เน็ตในแต่ละวันของคนไทย โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 9.01 ชั่วโมง สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก (Simon Kemp, 2020) จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ ‘การทำแบบสำรวจผ่านเว็บไซต์’ กลายมาเป็นตัวเลือกสำคัญในการเก็บข้อมูลในประเทศไทย และเมื่อรวมกับข้อดีที่ผู้จัดทำแบบสำรวจ สามารถออกแบบแบบสำรวจได้ตามความต้องการ โดยใช้งบประมาณไม่มากนัก สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ภายในกรอบระยะเวลาการทำวิจัยที่จำกัด ทั้งยังสามารถเผยแพร่แบบสอบถาม ให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงได้ง่าย ในส่วนของผู้สนใจตอบแบบสำรวจ ก็สามารถเข้ามาตอบได้ทุกที่และทุกเวลาที่สะดวก และที่สำคัญไปกว่านั้น การทำสำรวจผ่านเว็บไซต์ ยังสามารถลดปัญหาการเกิดอคติของผู้สัมภาษณ์ ที่มักจะเกิดขึ้นผ่านการใช้วิธีสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว มากไปกว่านั้น ในการทำแบบสำรวจออนไลน์ยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เข้าร่วม เพื่อใช้ในการแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐได้อีกด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การทำสำรวจผ่านทางเว็บไซต์ในประเทศไทยก็ยังมีข้อจำกัด สำหรับผู้ตอบแบบสำรวจที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ จึงทำให้ได้ผลสำรวจที่ถือได้ว่าไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรทั้งหมด และการสำรวจออนไลน์มักจะได้รับอัตราการตอบกลับที่ต่ำ ดังนั้นจึงอาจจำเป็นที่จะต้องทำการสำรวจด้วยวิธีการอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น การสำรวจแบบตัวต่อตัว การสำรวจแบบใช้โทรศัพท์ เพื่อให้ได้รับความคิดเห็น จากตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร และมักจะได้รับอัตราการตอบกลับที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ เรื่องการเก็บรักษาความปลอดภัยของข้อมูล จากผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่ส่งผลต่อการตอบแบบสำรวจออนไลน์อย่างมาก หากผู้จัดทำแบบสำรวจออนไลน์ มีการกำหนดนโยบายในการเก็บรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ชัดเจน จะทำให้ผู้ตอบแบบสำรวจมีความมั่นใจ และมีแนวโน้มที่อัตราตอบกลับ (response rate) ที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบัน สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการทำแบบสำรวจออนไลน์บนเว็บไซต์ ผ่านทางเว็บไซต์ของสถาบันฯ&nbsp; เพื่อใช้ในการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ต ต่อประเด็นต่าง ๆ เช่น การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายการงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว ที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยได้ออกแบบให้มีวิธีการตอบแบบสำรวจที่ง่าย เหมาะสมกับทุกเพศ ทุกวัย ผู้ที่สนใจสามารถทำแบบสำรวจได้ทั้งคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ในอนาคต สถาบันฯ ได้มีแผนในการจัดทำแบบสำรวจในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม โดยวางแผนที่จะนำข้อมูลที่ได้รับจากการสำรวจผ่านแพลตฟอร์มนี้ ไปประกอบกับการสำรวจในแบบอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่กระบวนการออกแบบนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมต่อไป</span></p>
<h2>สะท้อนเสียง ผ่านตัวอักษรบนโลกออนไลน์</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3117" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-1024x682.png" alt="" width="800" height="533" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-1024x682.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-300x200.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-768x512.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy.png 1201w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ปัจจุบันโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นพื้นที่ในการสื่อสารรูปแบบใหม่ ภายในระยะเวลาอันสั้น บ้างใช้ในการถกเถียง บ้างใช้ในการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ว่าจะเป็นในมุมมองด้านใด โซเชียลมีเดียก็ยังสะท้อนความรู้สึก และความต้องการที่แท้จริงของประชาชนออกมาได้ส่วนหนึ่งด้วย ภาคธุรกิจจึงได้มีการออกแบบเครื่องมือที่เรียกว่า social listening เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ออนไลน์ต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เป็นต้น โดยในช่วงแรก ภาคธุรกิจมักจะนำมาใช้ศึกษาการทำตลาดออนไลน์ โดยการดูผลตอบรับจากผู้ใช้ แล้วนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน ให้ตอบรับกับเสียงสะท้อนที่ได้รับมา (Sasin I., n.d.)</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบันได้มีการนำเครื่องมือ social listening มาใช้ในการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน ต่อนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นข้อมูลเชิงลึก มีข้อดี คือ ความรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเครื่องมือนี้ยังสามารถเก็บความคิดเห็นย้อนหลัง ในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้อีกด้วย เช่น การจัดการถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทย ที่สถาบันฯ ได้ทำการศึกษา สามารถย้อนกลับไปดูข้อความได้ ทั้งก่อนและหลังการประกาศขอความร่วมมือ งดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว (1 มกราคม 2563) ได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากที่ได้รับจากโซเชียลมีเดีย อาจจะไม่สามารถสะท้อนความคิดเห็นของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตออกมาทั้งหมด แต่ก็สามารถแสดงความเห็นต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้เป็นอย่างดี โดยเป็นความรู้สึกนึกคิด ณ ช่วงเวลานั้นของผู้ใช้งานออนไลน์จริง ๆ ดังนั้นการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening จึงเป็นการเก็บข้อมูลเชิงสังเกต (observation) บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ถูกพูดถึงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ จึงอาจทำให้บางประเด็นที่ไม่ได้มีการพูดถึงตกหล่นไป หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ไม่ได้พูดถึงกันจนเป็นเรื่องปกติ หรือบางประเด็น อาจจะไม่ได้มีการพูดถึงในเชิงลึกอย่างที่ต้องการ ดังนั้น การเก็บข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย จะต้องมีการระมัดระวังในข้อจำกัดที่กล่าวไว้ข้างต้น</p>
<h2>จะเป็นอย่างไร … ถ้าไทยมีเวทีไฮด์ปาร์คบนพื้นที่สาธารณะออนไลน์</h2>
<p>ไม่เพียงข้อมูลที่ได้รับจากการรวบรวมผ่านเครื่องมืออย่าง social listening เท่านั้น แต่ในปัจจุบันยังมีการสร้างพื้นที่สาธารณะออนไลน์ (public opinion platform) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมได้อย่างเปิดกว้าง มีการถกเถียงระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยผลสรุปที่ได้รับ จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายสาธารณะ ตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการ ‘vTaiwan’ ของประเทศไต้หวัน ที่ได้พัฒนาพื้นที่สาธารณะออนไลน์ เพื่อถกประเด็นต่าง ๆ โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชน และทางภาครัฐจะได้นำข้อมูลที่ได้รับจากพื้นที่สาธารณะออนไลน์นี้ ไปใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ หรือกฎหมายที่เหมาะสมต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3123" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-1024x588.png" alt="" width="800" height="459" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-1024x588.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-300x172.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-768x441.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-1536x882.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-2048x1176.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h6 style="text-align: center;">ที่มา: https://info.vtaiwan.tw/</h6>
<p>ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ที่ใช้ในการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ทางสังคม เช่น www.arguman.org ซึ่งใช้เป็นในการถกเถียง โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบแผนภาพมาใช้ ผู้ที่เห็นด้วยสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ในขณะที่ผู้คัดค้านเอง ก็สามารถโต้แย้งด้วยเหตุผลได้ด้วยเช่นกัน แผนภาพที่เกิดขึ้นจากการถกเถียง จะช่วยอธิบาย และช่วยหาบทสรุปให้กับหัวข้อต่าง ๆ ที่ถกเถียงกันอยู่ได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ สำหรับใช้ในประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ เป็นเพื่อการระดมความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสาธารณะให้กับทุก ๆ คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3119" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-1024x572.png" alt="" width="800" height="447" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-1024x572.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-300x168.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-768x429.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-1536x858.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-2048x1144.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h6 style="text-align: center;">ที่มา: www.arguman.org</h6>
<p>ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ www.arguman.org ได้จากที่นี่ เร็ว ๆ นี้</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/survey-non-survey/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?: ทำไมขยะพลาสติกในทะเลถึงสำคัญกับเรา?</title>
		<link>https://ippd.or.th/why-plastic-bags-are-so-bad/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/why-plastic-bags-are-so-bad/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 27 Aug 2020 16:36:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5064</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: บุษบา คงปัญญากุล / พันธกานต์ นิมมานเหมินท์เรียบ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[

<h6 class="is-layout-flow wp-block-group-is-layout-flow" style="text-align: right;">เรื่อง: บุษบา คงปัญญากุล / พันธกานต์ นิมมานเหมินท์<br />เรียบเรียง: อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล / ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>


<p><strong>TAKEAWAYS:</strong></p>


<ul><li>สามในสี่ของขยะทะเล คือขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งขว้าง และไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม จึงทำให้ตกค้างอยู่ในธรรมชาติ</li><li>แพขยะทะเลที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ได้แก่ “แพขยะขนาดใหญ่แห่งแปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch)” และพบว่ามีขนาดเท่ากับ 3 เท่าของพื้นที่ประเทศไทย </li><li>ชวนดู data storytelling หัวข้อ “ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? ตอน การจัดการถุงพลาสติก?” จัดทำโดย IPPD (<a href="https://data.ippd.or.th/plastic-story/">https://data.ippd.or.th/plastic-story/</a>)</li></ul>


<div style="height:100px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>


<hr class="wp-block-separator"/>


<div style="height:100px" aria-hidden="true" class="wp-block-spacer"></div>


<p>ขยะพลาสติกกลายเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ที่ทั่วโลกให้การจับตามองอยู่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา </p>


<p>จากข่าวที่ปรากฎให้เห็นตามสื่อบ่อยครั้ง ทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ขยะพลาสติกสร้างผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ และระบบนิเวศมาโดยตลอด ประเทศไทยของเราถือเป็นตัวเต็งที่ปล่อยขยะพลาสติกจำนวนมากสู่สิ่งแวดล้อม เห็นได้จากการที่ประเทศไทยเคยติด 1 ใน 10 อันดับของประเทศที่ติดขยะลงทะเลมากที่สุด ในปี พ.ศ. 2558 (Science, 2558)</p>


<p>ปัญหาขยะพลาสติกจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ ที่สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาให้ความสนใจ และกำลังศึกษาข้อมูลของบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อหาทางและนำเสนอทางเลือก ให้กับการออกแบบนโยบายสาธารณะ สำหรับประเทศไทยต่อไปในอนาคตในเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้</p>


<p>และนี่คือบทความว่าด้วย ประเทศไทยอยู่ตรงไหน? ในหัวข้อ “ทำไมขยะพลาสติกในทะเลถึงสำคัญกับเรา?” เพื่อตอบข้อสงสัยว่า ขยะพลาสติกในทะเลคืออะไร และทำไมจึงได้รับความสนใจอย่างมาก</p>


<h2 class="wp-block-heading">ขยะทะเลคืออะไร?</h2>


<p>ชัดเจนตามชื่อ ขยะทะเลหมายถึง ขยะที่สะสมอยู่ในทะเล ประกอบไปด้วยเศษวัสดุหลากหลายชนิด และถูกทิ้งมาจากหลายแหล่งที่มา รวมทั้งที่ถูกพัดพามาด้วยกระแสลมและกระแสน้ำ จนมารวมตัวกันอยู่ในทะเล</p>


<blockquote class="wp-block-quote"><p>“สามในสี่ของขยะทะเลคือขยะพลาสติก” </p><cite>(Secretariat of the Convention on Biological Diversity, 2559)</cite></blockquote>


<p>จากรายงานของ ICNC ปี 2563 พบว่า มีขยะพลาสติกจากทั่วโลก 12 ล้านตัน ไหลลงสู่ทะเลทุกปี หรือคิดเป็น 3% ของพลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นมาบนโลก โดยมาจากกิจกรรมจากบนบก 80% และกิจกรรมที่เกิดขึ้นในทะเล 20% เช่น การประมง (UNEP, 2561)</p>

<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/infographic-ocean-01.jpg" alt="" /></p>

<blockquote class="wp-block-quote"><p>หนึ่งในขยะพลาสติกในทะเลที่ถูกพบมาก คือ ถุงพลาสติก เนื่องด้วยมีน้ำหนักเบาและมูลค่าทางเศรษฐกิจต่ำ ถุงพลาสติกจึงไม่ค่อยได้รับความสนใจในการแยกเก็บขาย จึงทำให้ถูกทิ้งขว้าง รวมทั้งไม่ได้รับการจัดการขยะที่ถูกวิธี อีกทั้งปลิวตามแรงลมได้ง่าย ทำให้เกิดการตกค้างอยู่ในธรรมชาติเป็นจำนวนมาก</p><cite>(ICNC, 2563)</cite></blockquote>


<h2 class="wp-block-heading">ทำไมขยะพลาสติกถึงไหลลงไปอยู่ในทะเล?</h2>


<p>หลายคนอาจไม่ทราบว่า ในการใช้ชีวิตแต่ละวัน เราสามารถสร้างขยะพลาสติกลงสู่ทะเลได้โดยไม่รู้ตัว เช่น การซักเสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ จะส่งผลให้เส้นใยพลาสติกขนาดเล็ก ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น (microfibres) ปะปนไปทางแหล่งน้ำทิ้ง จนไปถึงทะเลได้ (ICNC, 2563)</p>


<p>นอกจากนั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขยะพลาสติกจากบนบก หลุดลอดออกสู่ธรรมชาติได้ก็คือ ระบบการจัดการขยะบนบกที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ ขยะพลาสติกที่หลุดลอดสู่ทะเล มาจากขยะพลาสติกบนบกที่ถูกทิ้งขวาง และไม่ได้รับการจัดเก็บเลยถึง 75% ส่วนที่เหลือเป็นขยะพลาสติกที่ได้รับการจัดเก็บ แต่หลุดลอดระหว่างการจัดการ ทำให้พลาสติกเหล่านี้ มีโอกาสถูกลมพัดลงสู่แหล่งน้ำและไหลลงสู่ทะเล (Ocean Conservancy, 2558)</p>


<p>จะเห็นได้ว่า ความไม่มีประสิทธิภาพในระบบการจัดการขยะพลาสติก จึงทำให้ขยะพลาสติกบนบกจำนวนมาก กลายไปเป็นขยะทะเล และเมื่อพลาสติกใช้เวลาย่อยสลายนานมาก จึงส่งผลให้ขยะพลาสติกเหล่านี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเกิดความน่าวิตกไปทั่วโลก</p>


<h2 class="wp-block-heading">เหตุที่ทั่วโลกสนใจขยะพลาสติกในทะเล เป็นเพราะต้องแบกรับกรรมร่วมกัน</h2>


<p>เมื่อพูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม แน่นอนว่า ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ที่จะได้รับผลกระทบ เพราะการหลุดลอดขยะของแต่ละประเทศ จะส่งผลกระทบและก่อให้เกิดปัญหาต่อประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อนร่วมโลกได้อีกด้วย</p>


<p>ขยะทะเลสามารถถูกกระแสน้ำพัดไปได้ทั่ว ไม่เหมือนกับขยะบนบก และจะทำให้ทุกประเทศที่อยู่ในน่านน้ำเดียวกัน มีโอกาสได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น ขยะพลาสติกจากทะเลประเทศไทย อาจถูกซัดไปเกยฝั่งประเทศพม่า หรือขยะพลาสติกจากทะเลประเทศอินเดีย ก็มีโอกาสถูกซัดมาเกยหาดประเทศไทยได้เช่นกัน (Igreen, 2562)</p>


<h2 class="wp-block-heading">ขยะพลาสติกในทะเล น่ากลัวแค่ไหน</h2>


<p>เห็นได้จากแพขยะขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตามจุดต่าง ๆ ของมหาสมุทร พูดง่ายๆ ก็คือกองขยะขนาดมหึมาในทะเล ขณะนี้ถูกค้นพบ 5 แห่ง ได้แก่ 1 แห่งในมหาสมุทรอินเดีย 2 แห่งในมหาสมุทรแปซิฟิก และอีก 2 แห่งในมหาสมุทรแอตแลนติก กำลังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อมนุษย์ ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม</p>

<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/infographic-ocean-07.jpg" alt="" /></p>

<p>แพขยะที่มีขนาดที่ใหญ่ที่สุดคือ “แพขยะขนาดใหญ่แห่งแปซิฟิก (Great Pacific Garbage Patch)” อยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตอนเหนือ (National Geographic, 2562) ในใจกลางแพขยะนี้ พบเศษพลาสติกเป็นจำนวนมาก (Scientific Reports, 2561) ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาขยะพลาสติกว่า เป็นปัญหาที่สำคัญและควรรีบแก้ไข ไม่เพียงเท่านั้น ขยะพลาสติกในทะเลยังทำให้สัตว์น้ำตาย เนื่องจากบริโภคเข้าไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขยะพลาสติกเข้าไปอุดตันในกระเพาะอาหารและลำไส้ (ธรณ์ ธำรงนาวาศักดิ์, 2560) หรือแม้แต่ตัวถุงพลาสติกเองก็ ทำให้สัตว์น้ำ อย่างเช่น เต่าทะเลเข้าใจผิดคิดว่าเป็นแมงกะพรุนและกินเข้าไป เป็นต้น โดยเฉพาะเศษพลาสติกขนาดเล็ก (microplastic) จะมีโอกาสไหลเข้าสู่ปากของสัตว์น้ำได้อย่างง่ายดาย และทำให้มนุษย์มีโอกาสได้รับเศษพลาสติกขนาดเล็กนี้ เข้าสู่ร่างกายผ่านการบริโภคอาหารทะเลในชีวิตประจำวันได้ โดยไม่รู้ตัวอีกด้วย ทำให้เกิดการสะสมและก่อให้เกิดเป็นโรคร้ายต่าง ๆ (UNEP, 2561)</p>

<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/08/infographic-ocean-04.jpg" alt="" /></p>

<p>จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า ปัญหาขยะพลาสติกในทะเล เป็นสิ่งที่คนให้ความสนใจในปัจจุบัน เนื่องด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมที่เห็นได้อย่างชัดเจน รวมถึงเป็นปัญหาที่ขยายไปเป็นวงกว้าง และส่งผลกระทบไปทั่วโลก แต่จะบอกว่าขยะบนบกมีความสำคัญน้อยกว่าก็ไม่ได้ เพราะแท้จริงแล้วขยะพลาสติกในทะเลมากกว่าครึ่ง มาจากขยะพลาสติกที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมบนบก โดยเฉพาะการใช้ถุงพลาสติกเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน ดังนั้นเราควรให้ความสำคัญกับการจัดการขยะบนบกด้วยเช่นกัน</p>


<p>สำหรับประเทศไทย ถึงเวลาแล้วที่เราควรจะต้องพิจารณากันอย่างจริงจังว่า ปัจจัยแบบใด จะเป็นตัวบ่งบอกว่าอะไรเหมาะหรือไม่เหมาะกับประเทศของเราจริง ๆ โดยการมองย้อนกลับไปดูที่ระบบนิเวศพลาสติกในบ้านเรา</p>


<p>สถาบันฯ ได้พัฒนา data storytelling การจัดการถุงขยะพลาสติกของแต่ละประเทศทั่วโลก<a href="https://data.ippd.or.th/plastic-story"> คลิกที่นี่</a> ส่วนบทความน่าสนใจที่เกี่ยวกับปัญหาขยะพลาสติกในตอนหน้า จะเป็นเรื่องใดนั้น โปรดรอติดตามได้เร็ว ๆ นี้นะคะ</p>


<figure class="wp-block-table"><table><tbody><tr><td class="has-text-align-center" data-align="center">บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสาร ส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจให้กับประชาชน ในโครงการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายและมาตรการ การจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน (มุ่งเน้นประเด็นการจัดการถุงพลาสติกหูหิ้ว)</td></tr></tbody></table></figure>


<div class="wp-block-group"><div class="wp-block-group__inner-container"><div class="wp-block-group__inner-container is-layout-flow wp-block-group-is-layout-flow">
<p class="has-text-align-right"><strong>อ้างอิง:</strong></p>



<p class="has-text-align-right">Ocean Conservancy. (2558<em>). Stemming the tide Land-based strategies for a plastic-free ocean</em>. สืบค้น 18เมษายน 2563, จาก https://oceanconservancy.org/wp-content/uploads/2017/04/full-report-stemming-the.pdf</p>



<p class="has-text-align-right">Greenpeace Thailand. (2563). พลาสติกตัวร้าย ภัยคุกคามห่วงโซ่อาหาร. สืบค้น 4 พฤษภาคม 2563, จาก https://www.greenpeace.org/thailand/explore/resist/plastic/harm-plastic/</p>



<p class="has-text-align-right">National Oceanic and Atmospheric Administration. (ม.ม.ป.). Garbage Patches. สืบค้น 30 เมษายน 2563, จาก https://marinedebris.noaa.gov/info/patch.html</p>



<p class="has-text-align-right">National Geographic. (2562). Great Pacific Garbage Patch. สืบค้น 30 เมษายน 2563, จาก https://www.nationalgeographic.org/encyclopedia/great-pacific-garbage-patch/</p>



<p class="has-text-align-right">Igreenstory. (2562). ขยะทะเล…ขยะที่ไม่ได้มาจากทะเล. สืบค้น 30 เมษายน 2563, จาก http://www.igreenstory.co/ocean-garbage/UNEP. (2561).<br></p>



<p class="has-text-align-right">Addressing marine plastics: A systemic approach. สืบค้น 22 เมษายน 2563, จาก http://wedocs.unep.org/bitstream/handle/20.500.11822/26746/marine_plastics.pdf?sequence=1&amp;isAllowed=y</p>



<p class="has-text-align-right">Scientific Reports. (2561). Evidence that the Great Pacific Garbage Patch is rapidly accumulating plastic. สืบค้น 10 มิถุนายน2563, จาก https://www.nature.com/articles/s41598-018-22939-w</p>



<p class="has-text-align-right">Scientific Reports. (2563). First evidence of plastic fallout from the North Pacific Garbage Patch. สืบค้น 10 มิถุนายน2563, จาก https://www.nature.com/articles/s41598-018-22939-w</p>



<p class="has-text-align-right">National Oceanic and Atmospheric Administration. (2563). How Big Is the Great Pacific Garbage Patch? Science vs. Myth. สืบค้น 10 มิถุนายน 2563, จาก<br>https://response.restoration.noaa.gov/about/media/how-big-great-pacific-garbage-patch-science-vs-myth.html</p>



<p class="has-text-align-right">The Ocean Cleanup. (2563). GREAT PACIFIC GARBAGE PATCH SLOWLY BREAKS DOWN INTO MICROPLASTICS TO POLLUTE THE DEEP SEA. สืบค้น 18 เมษายน 2563, จาก<br>https://theoceancleanup.com/updates/great-pacific-garbage-patch-slowly-breaks-down-into-microplastics-to-pollute-the-deep-sea/</p>



<p class="has-text-align-right">Environmental Science &amp; Technology. (2560). Pollutants in Plastics within the North Pacific Subtropical Gyre. สืบค้น 10 มิถุนายน2563, จาก https://assets.theoceancleanup.com/app/uploads/2019/04/171215-Pollutants-in-Plastics-within-the-North-Pacific-Subtropical-Gyre.pdf</p>



<p class="has-text-align-right">National Geographic. (2562). Plastic Bag Found at the Bottom of World’s Deepest Ocean Trench. สืบค้น 30 เมษายน 2563, จาก https://www.nationalgeographic.org/article/plastic-bag-found-bottom-worlds-deepest-ocean-trench/</p>



<p class="has-text-align-right">60 Minutes. (2561). The Great Pacific Garbage Patch isn&#8217;t what you think. สืบค้น 10 มิถุนายน2563, จาก https://www.youtube.com/watch?v=dtaNqGyHkNE</p>



<p class="has-text-align-right">National Geographic. (2561). The Great Pacific Garbage Patch Isn’t What You Think it Is. สืบค้น 22 มิถุนายน2563, จาก https://www.nationalgeographic.com/news/2018/03/great-pacific-garbage-patch-plastics-environment/</p>



<p class="has-text-align-right">Engber, D. (2558). There Is No Island of Trash in the Pacific. สืบค้น 22 มิถุนายน2563, จาก https://slate.com/technology/2016/09/the-great-pacific-garbage-patch-was-the-myth-we-needed-to-save-our-oceans.html</p>



<p class="has-text-align-right">National Oceanic and Atmospheric Administration. (2563). How Big Is the Great Pacific Garbage Patch? Science vs. Myth. สืบค้น 12 มิถุนายน 2563, จาก<br>https://response.restoration.noaa.gov/about/media/how-big-great-pacific-garbage-patch-science-vs-myth.html</p>



<p class="has-text-align-right">National Oceanic and Atmospheric Administration. (ม.ม.ป.). The Great Pacific Garbage Patch. สืบค้น 18 เมษายน 2563, จาก https://oceanservice.noaa.gov/podcast/june14/mw126-garbagepatch.html</p>



<p class="has-text-align-right">Pobpad.com. (ม.ม.ป.). โลหะหนัก สารอันตรายคร่าชีวิต<br>. สืบค้น 15 มิถุนายน 2563, จาก<br>https://www.pobpad.com/โลหะหนัก-สารอันตรายคร่า</p>



<p class="has-text-align-right">กรมควบคุมมลพิษ. (ม.ม.ป.). มหันตภัยไดอ๊อกซิน (dioxins) . สืบค้น 15 มิถุนายน 2563, จากhttp://www.pcd.go.th/info_serv/haz_dioxin.html</p>



<p class="has-text-align-right">Science Studio. (2562). PAHs ภัยร้ายใกล้ตัว. สืบค้น 15 มิถุนายน 2563, จากhttps://www.scispec.co.th/learning/index.php/blog/chromatography/14-quechers</p>



<p class="has-text-align-right">วราพร ชลอำไพ. (ม.ม.ป.). พีซีบี. สืบค้น 15 มิถุนายน 2563, จาก http://webdb.dmsc.moph.go.th/ifc_toxic/a_tx_1_001c.asp?info_id=75</p>



<p class="has-text-align-right">ศูนย์พิษวิทยารามาธิบดี. (ม.ม.ป.). พิษจากสาร Organochlorine. สืบค้น 15 มิถุนายน2563, จาก https://med.mahidol.ac.th/poisoncenter/th/pois-cov/OCl</p>
</div></div></div>


<p class="has-text-align-right">Environmental Science &amp; Technology. (2560). Plastic and Human Health: A Micro Issue?. สืบค้น 15 มิถุนายน2563, จาก<br>https://www.researchgate.net/publication/317078116_Plastic_and_Human_Health_A_Micro_Issue</p>


<p class="has-text-align-right">Thompson, A. (2561). From Fish to Humans, A Microplastic Invasion May Be Taking a Toll. สืบค้น 15 มิถุนายน2563, จาก https://www.scientificamerican.com/article/from-fish-to-humans-a-microplastic-invasion-may-be-taking-a-toll/</p>

]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/why-plastic-bags-are-so-bad/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มองอนาคตผ่านเลนส์ของผู้รู้ (Experts’ Lens of Futures)</title>
		<link>https://ippd.or.th/delphiprocess/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/delphiprocess/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 10 Jun 2020 11:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Foresight & Futures Lab]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3499</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: ธนิตา พูนกุลพงษ์ พริมา สุวัณณาคาร ว่าน ฉันทวิลา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="has-text-align-right has-small-font-size">เรื่อง: ธนิตา พูนกุลพงษ์ <br>พริมา สุวัณณาคาร<br> ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ <br></p>



<ul><li>การมองอนาคต (foresight) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อให้นโยบายมีความสอดคล้องกับอนาคต (future fit) ท่ามกลางสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</li><li>กระบวนการเดลฟี เป็นหนึ่งในเครื่องมือการมองอนาคต ที่มักจะถูกนำมาใช้สำหรับการคาดการณ์แนวโน้มด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีหัวใจสำคัญ คือภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาที่มีความหลากหลาย</li></ul>



<p></p>



<p>ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า เราอยู่ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ที่ก่อให้เกิดสงครามการค้าระหว่างประเทศ ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีดิจิทัล และรวมไปถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่สั่นคลอนระบบเศรษฐกิจและสังคมโลกอย่างฉับพลัน ดังนั้น เมื่อวันนี้ โลกของเราหมุนเร็วขึ้น เราก็จำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับมือกับแรงเหวี่ยงที่จะตามมา</p>



<p>การเตรียมพร้อมกับแรงเหวี่ยง ไม่ได้หมายถึงการใช้มาตรการในเชิงรับแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการใช้มาตรการเชิงรุก ผ่านการวางแผนที่รอบคอบ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนในอนาคตด้วย ดังนั้น การวางแผนและออกแบบนโยบายสาธารณะด้วยการมองอนาคต (foresight) จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับภาครัฐ โดยจำเป็นต้องพิจารณาแนวโน้มความเป็นไปได้ต่าง ๆ อันอาจส่งผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องศึกษานัยสำคัญ ที่มีต่อการกำหนดนโยบายสาธารณะให้ถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการกำหนดนโยบาย ทั้งนี้ นโยบายสาธารณะมีบทบาทสำคัญ ในการใช้เป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการพัฒนาประเทศในภาพรวม ถ้าหากการกำหนดนโยบายสาธารณะ อิงอยู่กับเพียงเหตุการณ์ในอดีตแต่เพียงอย่างเดียว และไม่ได้คำนึงถึงแนวโน้มต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นโยบายสาธารณะนั้นก็ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ใด ๆ ได้เลย เนื่องจากสถานการณ์ของโลกนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="572" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-1024x572.png" alt="" class="wp-image-3501" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-1024x572.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-300x168.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3-768x429.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-3.png 1474w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption>  </figcaption></figure></div>



<p class="has-text-align-center has-small-font-size"> รูปภาพ:  การใช้ Foresight ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ </p>



<p>การใช้ foresight ในการกำหนดนโยบายสาธารณะ จะทำให้ภาครัฐสามารถคาดการณ์โอกาส และความท้าทายใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงสามารถสร้างนโยบายใหม่ ๆ จากโอกาสและความท้าทายดังกล่าว และสามารถทดสอบศักยภาพของนโยบายในการรับมือวิกฤตต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ foresight จึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตได้ ทำให้ในปัจจุบัน foresight กลายเป็นแนวคิดที่สำคัญ สำหรับกำหนดนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับอนาคต (future fit) ในหลากหลายประเทศ ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ที่ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ โดยจัดตั้งหน่วยงานหลักด้าน foresight เป็นส่วนหนึ่งของสำนักนายกรัฐมนตรี และมีหน้าที่สำคัญในการวิเคราะห์สัญญาณแนวโน้มต่าง ๆ รวมไปถึงการประเมินความเสี่ยง และออกแบบทิศทางการกำหนดนโยบายสาธารณะ ด้วยวิธีการเหล่านี้เอง ส่งผลให้ประเทศสิงคโปร์จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีศักยภาพสูงในการเตรียมพร้อม และรับมือกับวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที<br></p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>เครื่องมือสำหรับการมองอนาคต</strong></h2>



<p> การมองอนาคต (foresight) แตกต่างจากการการทำนายหรือพยากรณ์ (forecast) ที่เป็นเพียงการคาดการณ์อนาคต โดยอ้างอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตและปัจจุบัน ในขณะที่ foresight เป็นการพิจารณาความเป็นไปได้ของอนาคตในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งต้องอาศัยทั้งความคิดเชิงวิพากย์ และความคิดสร้างสรรค์ ผ่านกระบวนการและชุดเครื่องมือที่หลากหลายกว่า เช่น การจำลองอนาคต (scenario planning) การออกแบบวิสัยทัศน์ (visioning) และกระบวนการเดลฟี (Delphi method) เป็นต้น หนึ่งในวิธีการของ foresight ที่ได้รับความนิยม คือ “กระบวนการเดลฟี” ซึ่งถูกใช้ในการพิจารณาและระบุแนวโน้ม ที่ไม่สามารถหาข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนมาสนับสนุนได้ ณ เวลานั้น ตัวอย่างเช่น แนวโน้มในการพัฒนาด้านเทคโนโลยี แนวโน้มในการนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของคุณค่าด้านต่าง ๆ ในสังคม </p>



<p> กระบวนการเดลฟี (หรือบางครั้งถูกเรียกว่ากระบวนการเดลฟาย) ถูกพัฒนาขึ้นโดย Olaf Helmer และ Norman Dalkey นักวิจัยของสถาบัน RAND Corporation ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรที่สำคัญ ในการพัฒนาแนวคิดการคาดการณ์และการศึกษาอนาคต โดยกระบวนการนี้ ได้ถูกนำเสนอในบทความเรื่อง “An experimental application of the Delphi method to the use of experts” เมื่อปี 1962 ทำให้แพร่หลายไปอย่างกว้างขวาง ทั้งในประเทศญี่ปุ่น เยอรมันนี เกาหลีใต้ และกลุ่มประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรป ในฐานะเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในระดับประเทศ  </p>



<p> กระบวนการเดลฟี เป็นการรวมรวมความคิดเห็นของคณะผู้เชี่ยวชาญ ผ่านการตอบคำถามในแบบสำรวจ อย่างน้อยสองรอบขึ้นไป โดยคำตอบในรอบแรกจะถูกวิเคราะห์ และส่งกลับให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน และผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน สามารถเปรียบเทียบคำตอบของตนเอง กับคำตอบของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นได้ หลังจากนั้น จึงให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญตัดสินใจว่าจะยืนยันคำตอบเดิม หรือประสงค์จะเปลี่ยนแปลงคำตอบของตนในรอบถัดไป ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญได้ตอบคำถามมากกว่าหนึ่งรอบ ประกอบกับการได้พิจารณาความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นๆ ผลคำตอบของกระบวนการเดลฟี จึงถือว่าได้รับการไตร่ตรองมาดีแล้ว และเป็นที่ยอมรับได้ </p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="442" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-1024x442.png" alt="" class="wp-image-3503" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-1024x442.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-300x130.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-768x332.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2-1536x663.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/06/2020-06-10-2.png 1589w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure></div>



<p class="has-text-align-center has-small-font-size">   รูปภาพ: แผนภาพขั้นตอนการจัดทำกระบวนการเดลฟี  </p>



<p>ในปัจจุบัน สถาบัน RAND Corporation ได้พัฒนาเครื่องมือเดลฟีโดยใช้ชื่อว่า<a href="https://www.rand.org/pubs/tools/expertlens.html"> ExpertLens</a> ซึ่งมีฐานสำคัญมาจากกระบวนการเดลฟี ที่มีขั้นตอนย่อยทั้งสิ้น 4 ช่วง ประกอบด้วย รอบที่ 0 การสร้างแนวความคิด รอบที่ 1 การประเมินขั้นต้น รอบที่ 2 การสนทนาและให้เหตุผล และรอบที่ 3 การประเมินใหม่ </p>



<p>จุดเด่นของกระบวนการเดลฟี คือการระดมความคิดที่เน้นการทำซ้ำอย่างเป็นระบบ และให้ความสำคัญกับการไม่ระบุตัวตนของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่าน มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และลดอิทธิพลของเสียงส่วนใหญ่ในระหว่างการตอบคำถาม ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนก็สามารถตอบคำถามได้ โดยไม่จำเป็นต้องประชุมร่วมกัน ทำให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องของเวลา และสถานที่ที่ใช้ในการประชุมได้</p>



<p> อย่างไรก็ดี ข้อกำจัดของกระบวนการเดลฟี คือการพึ่งพาองค์ความรู้ และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญในเครือข่าย และผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านจำเป็นที่จะต้องตั้งใจให้ความคิดเห็นอย่างละเอียดและรอบคอบ เพื่อให้สามารถนำผลลัพธ์ไปใช้วางแผน และออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไป</p>



<p>ปัจจุบัน สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ภายใต้การนำของ Foresight &amp; Futures Lab (FFL) ได้ศึกษาและพัฒนากระบวนการเดลฟี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือหลักในการวิเคราะห์คาดการณ์แนวโน้มในอนาคต และกำลังสร้างภาคีเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา เพื่อให้เหล่าผู้เชี่ยวชาญได้มีส่วนร่วมในการพัฒนา และออกแบบนโยบายสาธารณะ ที่สามารถใช้ในการพัฒนาระยะยาว และยั่งยืนของประเทศไทย ซึ่งภาคีเครือข่ายนี้ จะเป็นพื้นที่สำหรับการแลกเปลี่ยนมุมมอง และตกผลึกการมองภาพอนาคตร่วมกัน เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญในเครือข่ายเดลฟี เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพลิกโฉม การกำหนดนโยบายสาธารณะของชาติ และช่วยส่งเสริมการพัฒนาประเทศต่อไปในระยะยาว</p>



<p> เพื่อให้กระบวนการของเรา เป็นกระบวนการที่เปิดกว้าง และน้อมรับแนวความคิดใหม่ ๆ จากทุกท่าน Foresight and Futures Lab ขอเชิญทุกท่าน ร่วมเสนอชื่อผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวข้องกับ <strong>“แนวโน้มเทคโนโลยีในอนาคตของประเทศไทย”</strong> เพื่อเข้าร่วมเครือข่ายเดลฟี (IPPD Delphi network) และมามีส่วนร่วมในการวาดภาพอนาคตของประเทศไทย ผ่านทาง <a href="https://forms.gle/gkCceKG4veHUYzZt6">แบบฟอร์มการเสนอชื่อ</a> จนถึง 28 มิถุนายน 2563 หากท่านใดมีคำถาม หรือต้องการติดต่อเราโดยตรง สามารถติดต่อเราได้ที่ <a href="mailto:ffl@ippd.or.th">ffl@ippd.or.th</a> </p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/delphiprocess/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร่วมมือร่วมใจ รับมือสังคมสูงวัยไปด้วยกัน</title>
		<link>https://ippd.or.th/aging_society_thailand/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/aging_society_thailand/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 25 Dec 2019 16:51:02 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[สังคมสูงวัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=818</guid>

					<description><![CDATA[&#8220;รู้หรือไม่ว่า ปี พ.ศ.2562 สัดส่วนผู้สูงอายุจะมาก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>&#8220;รู้หรือไม่ว่า ปี พ.ศ.2562 สัดส่วนผู้สูงอายุจะมากกว่าเด็กเป็นครั้งแรก และในปีหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุจะมากกว่าเด็กถึง 20%</p>
<p>ก่อนอื่น เรามาดูกันว่า ‘สังคมผู้สูงอายุ’ คืออะไร?</p>
<p>การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมี 3 ระดับ คือ</p>
<ol>
<li>
<p>‘สังคมผู้สูงอายุ’ (Aging Society) ขั้นแรก คือ ประเทศที่มีจำนวนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 7%</p>
</li>
<li>
<p>หากประชากรที่อายุ 60 ปีขึ้นไป เพิ่มมากกว่า 20% หรือประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไป มากกว่า 14% จะถือว่าเข้าสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์’ (Aged Society)</p>
</li>
<li>
<p>ระดับสุดท้ายคือ ‘สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่‘ (Super-aged Society) จะมีผู้สูงอายุวัย 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 20%</p>
</li>
</ol>
<p>แต่ไม่ต้องตกใจไป ไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่เผชิญกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ทั่วโลกเองก็ต่างเจอปัญหานี้เช่นกัน</p>
<p>IPPD ได้รวบรวมข้อมูลจาก 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย เกาหลีใต้ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม เพื่อเปรียบเทียบสัดส่วนของผู้สูงอายุและอัตราการเจริญพันธุ์ของแต่ละประเทศ ซึ่งต่างก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน</p>
<p>มาดูกันว่าผู้สูงอายุในประเทศเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? และแต่ละประเทศมีวิธีรับมือกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นไรกันบ้าง ?</p>
</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-1024x1024.png" alt="" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-1024x1024.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-300x300.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-150x150.png 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-768x768.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-1536x1536.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-2048x2048.png 2048w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0622-e1579751282164.png 960w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />                                           </p>
<p>จากข้อมูลในปี พ.ศ.2543 นั้น ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 6.5% และเพิ่มขึ้นเป็น 12.32% ในปี พ.ศ.2562 ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวภายใน 20 ปี ขณะที่สถิติการเกิดของเด็กไทยในปี พ.ศ.2543 อยู่ที่ 1.67% ลดน้อยลงเหลือเพียง 1.44% ในปี พ.ศ.2562</p>
<p>ด้วยโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนั้น รัฐบาลไทยจึงได้ผลักดันให้ประเด็นเรื่องสังคมผู้สูงอายุเป็นวาระแห่งชาติ โดยออก ‘แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564)’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ภายในปี พ.ศ.2564 อีกทั้งในแผนฯ ดังกล่าวยังมียุทธศาสตร์สำหรับจัดการกับโครงสร้างของสังคมและประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย เช่น ให้การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิตแก่ผู้สูงอายุ ส่งเสริมการทำงานและหารายได้ของผู้สูงอายุ การประกันรายได้ผู้สูงอายุ เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้กำหนดตัวบทกฎหมายให้เข้ากับบริสังคมที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยเริ่มพูดถึงผู้สูงอายุเป็นครั้งแรกในรัฐธรรมนูญฉบับพ.ศ.2534 และในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ก็ได้ระบุไว้ว่า ‘บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป และไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ’ จึงเกิดโครงการอย่าง ‘เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ’ ขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรกสมัยนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ.2536 และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>จากนโยบายทั้งหมดที่กล่าวมานั้น รัฐบาลมุ่งเน้นที่จะส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ และให้ความรู้ประชาชนทุกวัยเพื่อเตรียมพร้อมการเป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในอนาคต</p>
<p></p>
<p><b>ที่มา:&nbsp;</b></p>
<h6>https://bit.ly/33pwmd0<br />https://bit.ly/2Q8SK6T<br />https://bit.ly/2pSnCh4</h6>
<pre><code>                                    <img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0624-1024x1024.png" alt="" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0624-1024x1024.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0624-300x300.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0624-150x150.png 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0624-768x768.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0624-1536x1536.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0624-2048x2048.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />                                          </code></pre>
<p>ในปัจจุบัน เกาหลีใต้ได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากสถิติที่ IPPD ได้รวบรวมพบว่าปีพ.ศ. 2562 เกาหลีใต้มีอัตราการเจริญพันธุ์เพียง 1.35% ขณะที่สัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 15% เพิ่มขึ้นกว่า 5% จากปีพ.ศ. 2553 และภายในปี พ.ศ. 2569 จะเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเต็มที่ กล่าวคือ จะมีประชากรที่อายุมากกว่า 60 ปีเกินกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศและแนวโน้มของวัยหนุ่มสาวก็ยังลดลงประมาณ 0.3% ด้วยเช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้เกาหลีใต้จะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วแต่รายงานของ The Guardian ได้ระบุว่า กลุ่มผู้สูงอายุทั่วประเทศนั้นมีสัดส่วนยากจนครึ่งหนึ่งของทั้งหมด กล่าวคือ กว่า 50% ของผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่า 2 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยราว 60 บาท) ต่อวัน อีกทั้งหลาย ๆ คนยังต้องใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านอีกด้วย</p>
<p>ด้วยเหตุดังกล่าวส่งผลให้รัฐบาลเกาหลีใต้มีความพยายามที่จะผลักดันนโยบายเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับผู้สูงอายุ ในปีพ.ศ. 2542 จึงได้ผลักดันระบบประกันแบบบำนาญ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากจำเป็นจะต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อใช้ในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งจะส่งผลต่อปัญหาหนี้สาธารณะและการคลังของประเทศ จึงได้ออกนโยบายใหม่โดยร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดตั้ง ‘ศูนย์สวัสดิการสังคม’ ซึ่งจะคอยให้บริการแก่ผู้สูงอายุฟรีตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกับภาครัฐ เช่น คลินิกทันตกรรม ร้านอาหาร ร้านทำผม เป็นต้น</p>
<p>ในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุเองก็ได้ทำกิจกรรมเพื่อตอบแทนชุมชนเช่นกัน เช่น การเล่นดนตรี การทำกิมจิแจกจ่ายคนในชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุได้เห็นคุณค่าในตัวเองเช่นกัน ปัจจุบันศูนย์สวัสดิการสังคม มีประมาณ 500 แห่งทั่วประเทศ จากจุดต้นเริ่มดำเนินการครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ. 2549 เพียง 4 แห่ง</p>
<p></p>
<p><b>ที่มา:&nbsp;</b></p>
<h6>https://bit.ly/2Q4MGfD<br />https://bit.ly/2PU6xhr<br />https://bit.ly/2PW9bTF</h6>
<p>                                        <img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0625-1024x1024.png" alt="" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0625-1024x1024.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0625-300x300.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0625-150x150.png 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0625-768x768.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0625-1536x1536.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0625-2048x2048.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />                                          </p>
<p>จากข้อมูลที่ IPPD ได้เก็บรวบรวมพบว่า ปีพ.ศ. 2562 มาเลเซียมีผู้สูงอายุอยู่ที่ 6.75% เพิ่มขึ้นจาก ปีพ.ศ. 2543 ประมาณ 3% ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ปัจจุบันอยู่ที่ 1.98% ลดลงจากปีพ.ศ. 2543 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.78% นอกจากนี้ รายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติมาเลเซีย พบว่า ภายในปีพ.ศ. 2563 มาเลเซียมีแนวโน้มที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยจะมีจำนวนผู้สูงอายุกว่า 3.3 ล้านคน (11%) จากประชากรทั้งประเทศ เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของผู้สูงอายุ รัฐบาลจึงได้ออกนโยบายเพื่อผู้สูงอายุแห่งชาติแต่ปีพ.ศ. 2538 และมีการปรับปรุงอีกครั้งให้เข้ากับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในปีพ.ศ. 2554 เพื่อพัฒนาศักยภาพและเข้าถึงโอกาสในด้านต่างๆ เช่น การทำงาน การได้รับความช่วยเหลือทางสังคม เป็นต้น</p>
<p>ไม่ใช่เพียงนโยบายเพื่อผู้สูงอายุเท่านั้น แต่แผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ.2559 – 2563) ของมาเลเซียเอง ก็ได้ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ โดยได้ระบุเป็นยุทธศาสตร์ที่จะต้องมีสภาพแวดล้อมเอื้อต่อผู้สูงอายุ เช่น ระบบสาธารณูปโภค และขยายศูนย์บริการเพื่อผู้สูงอายุในแต่ละชุมชนด้วย รวมทั้งรัฐบาลจะมีการปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เหมาะกับโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย</p>
<p>นอกจากนี้ รัฐบาลมาเลเซียมองว่าปัญหาสังคมผู้สูงอายุไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือกับภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมถึงครอบครัวในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในสังคมให้ดียิ่งขึ้นด้วย</p>
<h6><b>ที่มา:</b>&nbsp;</h6>
<h6>https://bit.ly/2K1Hlls<br />https://bit.ly/32uMFns<br />https://bit.ly/33trqE3</h6>
<p>                                        <img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0627-1024x1024.png" alt="" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0627-1024x1024.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0627-300x300.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0627-150x150.png 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0627-768x768.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0627-1536x1536.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0627-2048x2048.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />                                          </p>
<p>แม้ว่าอินโดนีเซียจะมีแนวโน้มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุช้าที่สุดจาก 5 ประเทศที่ IPPD ได้รวบรวมข้อมูลมาก็ตาม แต่หากมองภาพรวมทั้งหมดแล้ว อินโดนีเซียนั้นยังมีปัญหาคล้ายคลึงกับประเทศอื่นๆ อยู่เช่นกัน</p>
<p>ในปี 2543 อินโดนีเซียมีสัดส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 4.71% และเพิ่มขึ้นเป็น 5.6% ภายในระยะเวลา 20 ปี ขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์ก็ลดลงจาก 2.51% ในปี 2543 เหลือ 2.29% ในปี 2019 นอกจากนี้ รายงานจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (United Nations Population Fund &#8211; UNFPA) คาดการณ์ว่าในปี 2578 ตัวเลขผู้สูงอายุจะพุ่งขึ้นไปถึง 15.8% หรือคิดเป็น 48.2 ล้านคน</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุวัยเกษียณของอินโดนีเซียส่วนใหญ่ยังคงทำงานหาเงินจุนเจือครอบครัว ต้นปีพ.ศ. 2562 ที่ผ่านมารัฐบาลจึงได้ปรับการเกษียณอายุให้สูงขึ้น จาก 56 ปีเป็น 57 ปี และมีแผนจะปรับเป็น 65 ปีในอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน อีกทั้งยังวางแผนเพื่อออกนโยบายรับมือกับสังคมผู้สูงอายุโดยเน้นความสำคัญในการสร้างความมั่นคงและสร้างโอกาสในการทำงานที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุให้เพิ่มมากขึ้น เช่น การจัดอบรมเพิ่มทักษะให้กับผู้สูงอายุ เป็นต้น</p>
<p>ด้านสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุ รัฐบาลอินโดนีเซียได้เริ่มดำเนินการนโยบายเพื่อผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2546 ผ่าน ‘แผนผู้สูงอายุแห่งชาติ’ เพื่อจัดสวัสดิการที่ผู้สูงอายุควรได้รับ เช่น การเข้ารับการรักษาพยาบาล และการสนับสนุนด้านโภชนาการให้กับผู้สูงอายุ เป็นต้น นอกจากนี้ อินโดนีเซียมีแผนที่จะจัดสรรสวัสดิการด้านสาธารณสุขให้ครอบคลุมผู้สูงอายุทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้สูงอายุในชนบทและคนยากจนมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูความสัมพันธ์แบบครอบครัวใหญ่ เพื่อให้ลูกหลานได้ช่วยดูแลผู้สูงอายุในบ้าน และจัดให้มีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุภายในชุมชนอีกด้วย</p>
<p><b>ที่มา:&nbsp;</b></p>
<h6>https://bit.ly/2K3cYLf<br />https://bit.ly/2CmXRYH<br />https://bit.ly/36MYCZ2</h6>
<p>                                        <img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="800" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0623-1024x1024.png" alt="" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0623-1024x1024.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0623-300x300.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0623-150x150.png 150w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0623-768x768.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0623-1536x1536.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/IMG_0623-2048x2048.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" />                                          </p>
<p>เวียดนามเป็นอีกหนึ่งประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ จากสถิติที่ IPPD ได้ทำการรวบรวมมานั้นพบว่าเวียดนามมีตัวเลขผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจาก 6.42% ในปีพ.ศ. 2543 เป็น 7.72% ในปีพ.ศ. 2562 และอีก 15-20 ปีข้างหน้า เวียดนามจะมีผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ในขณะที่อัตราการเจริญพันธุ์มีแนวโน้มลดลง โดยปีพ.ศ. 2543 มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.01% และในปัจจุบันมีสัดส่วนที่ลดลงจนมาอยู่ที่ 1.94% ซึ่งสาเหตุนั้นมาจาก ‘นโยบายลูกสองคน’ ของรัฐบาล ที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายตั้งแต่ปีพ.ศ. 2531ในการจำกัดอัตราการเจริญพันธุ์ในยุคหลังสงครามเวียดนาม จึงได้ออกกฎหมายเพื่อกำหนดให้หนึ่งครอบครัวสามารถมีลูกได้เพียงสองคน แต่ในปีพ.ศ. 2558 รัฐบาลเวียดนามกลับผ่อนปรนกฎหมายนี้เพื่อสนับสนุนให้มีอัตราการเจริญพันธุ์เพิ่มขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ ค่าเฉลี่ยสัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาลวางแผนที่จะปรับเปลี่ยนการเกษียณอายุจาก 58 ปี เป็น 62 ปี ซึ่งจะสนับสนุนให้คนสูงอายุมีงานทำและมีรายได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม แผนนี้ยังคงมีปัญหาอยู่ เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ของเวียดนามนั้นทำงานในภาคเกษตร หรือเป็นแรงงานรับจ้าง ซึ่งหากมีการปรับเพิ่มจริงอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้สูงอายุได้</p>
<p>ดังนั้น รัฐบาลเวียดนามจึงออกนโยบายอื่น ๆ ผ่าน ‘แผนผู้สูงอายุแห่งชาติฉบับปีพ.ศ. 2555-2563’ เพื่อรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป เช่น นโยบายประกันสังคมโดยเน้นไปที่การเพิ่มคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงความช่วยเหลือของผู้สูงอายุมากยิ่งขึ้น เป็นต้น โดยปัจจุบัน กว่า 96% ของผู้สูงอายุชาวเวียดนามได้มีบัตรประกันสุขภาพเรียบร้อยแล้ว รวมถึงมีการจัดตั้งสมาคมผู้สูงอายุเวียดนามเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐกับประชาชน</p>
<p><b>ที่มา:&nbsp;</b></p>
<h6>https://bit.ly/2NSGp3D<br />https://bit.ly/2PXEnCb<br />https://bit.ly/34KGsWj</h6>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/aging_society_thailand/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 เหตุผลที่คนมีลูกน้อยลงและผลกระทบต่อแรงงานในอนาคต</title>
		<link>https://ippd.or.th/7reasonswhythaihavelesskid/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/7reasonswhythaihavelesskid/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 26 Nov 2019 16:08:28 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=1135</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อปี 1970 ค่าเฉลี่ยจำนวนเด็กที่เกิดต่อผู้หญิงหนึ่งคน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เมื่อปี 1970 ค่าเฉลี่ยจำนวนเด็กที่เกิดต่อผู้หญิงหนึ่งคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เคยอยู่ที่ 5.5 แต่ลดลงมาอยู่ที่ 2.4 ในปี 2015 และมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตัวเลขการเกิดที่จะช่วยรักษาระดับประชากรเอาไว้ (Replacement Level) อยู่ที่ 2.1 ซึ่งดูแล้วจะเห็นได้ว่าอยู่ในระดับ ‘เกือบจะทดแทนไม่ทัน’</p>


<p>นี่คือข้อมูลส่วนหนึ่งจากรายงานของ The Economist Intelligence Unit ที่ทำให้เห็นว่า เด็กเกิดใหม่มีจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ ส่งผลให้จำนวนวัยแรงงานในอนาคตนั้นลดน้อยลงตามไป</p>


<p>สังคมและเศรษฐกิจที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไม่ค่อยมีลูก เข็นให้ประเทศต่างๆ ก้าวกระโดดข้ามจาก ‘สังคมผู้สูงอายุ’ (มีสัดส่วนผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป อยู่ที่ 7-14%) ไปสู่ ‘สังคมผู้สูงโดยสมบูรณ์’ (สัดส่วน 14-21%) ในเวลาอันสั้น</p>


<p>ความเร็วขนาดนี้ไม่ดีแน่ๆ รายงานฉบับนี้จึงสรุปสาเหตุ 7 ประการ ที่ทำให้คนมีลูกกันน้อยลง</p>


<p>1. ควันหลงนโยบายวางแผนครอบครัว : มีการออกนโยบายเพื่อควบคุมประชากรที่เพิ่มจำนวนล้นหลามในปี 1970 ทำให้ผลลัพธ์ที่ตามมาเห็นชัดในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ว่ามีจำนวนประชากรลดลง</p>


<p>2. การย้ายถิ่นจากชนบทสู่เมือง : แนวคิดการย้ายเข้าเมืองเพื่อ​ ‘คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า’ กลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ค่าครองชีพของคนสูงขึ้น และราคาของการเลี้ยงลูกในเมืองก็แพงกว่า รวมถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนย้ายถิ่นไปหางานในต่างประเทศ ซึ่งอาจเสี่ยงถูกเลิกจ้างหากมีลูก</p>


<p>3. บ้านแพงเกินฝัน : เมื่อที่อยู่อาศัยราคาสูงเกินเอื้อม ก็ต้องพับเก็บความฝันที่จะมีครอบครัวหรือลูกไปก่อน</p>


<p>4. ผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษาดีขึ้น : จึงเข้ามาอยู่ในภาคแรงงานมากขึ้น และเลือกที่จะเลื่อนกำหนดเวลาแต่งงานหรือมีลูกออกไป เพื่อไขว่คว้าโอกาสทางเศรษฐกิจที่อยู่ตรงหน้าไว้ก่อน เนื่องจากในบางสังคม บทบาทความเป็นแม่กับการทำงานนั้นไปด้วยกันไม่ได้ และบีบให้ผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายเลือก</p>


<p>5. ครอบครัวสมัยใหม่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ : เพราะค่าใช้จ่ายทางการศึกษาและค่าเสียโอกาสของผู้หญิงที่ต้องออกจากงานนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ บางครอบครัวจึงคุมกำเนิดเพื่อดูแลลูกคนแรกให้ดีที่สุดก่อน</p>


<p>6. คนไม่ค่อยรู้ว่าอายุมีผลต่อการมีบุตรยากขนาดไหน : ทำให้พวกเขาประมาทและไม่รู้ว่าอายุเป็นปัจจัยสำคัญมากกว่าที่คิด และคาดหวังมากเกินไปว่าเทคโนโลยีจะช่วยแก้ปัญหาการมีบุตรได้เสมอ</p>


<p>7. วิถีชีวิตและอายุส่งผลต่อสุขภาพ : อัตราภาวะการมีบุตรยากเพิ่มขึ้นกับทั้งชายและหญิง เช่นการสูบบุหรี่หรือกินอาหารไม่ดีต่อสุขภาพ สำหรับผู้หญิง ภาวะนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเลยวัย 32 และเมื่ออายุ 37 คุณภาพของไข่ก็ย่ำแย่ ส่วนผู้ชาย ภาวะการมีบุตรยากจากปริมาณ การเคลื่อนที่ และความผิดปกติของสเปิร์ม ก็เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ถึงอย่างนั้น ภาวะนี้กลับไม่ได้ถูกจัดให้เป็นโรคภัยไข้เจ็บ ประกันสุขภาพจึงไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย และคนทั่วไปก็ไม่สามารถจะจ่ายเองได้</p>


<p>จากสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ รายงานเสนอแนะว่าควรแก้ไขด้วยการผสานนโยบายหลายๆ ด้าน เพราะลูกหนึ่งคนเกิดจากทั้งพ่อและแม่ ทั้งสองอาจมีปัจจัยที่นำมาใช้ตัดสินใจต่างกันไป และแนะทางแก้ไขที่ไม่ใช่แค่การออกนโยบายอัดฉีด แต่ต้องหาวิธี “ทำให้ประเทศมีบรรยากาศที่เป็นมิตรกับการมีครอบครัวให้ได้มากที่สุด” ด้วย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/7reasonswhythaihavelesskid/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
