<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Events &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/category/events/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Thu, 17 Dec 2020 04:45:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.6</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>Events &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>GISTDA จับมือ IPPD ใช้ Big Data จัดทำนโยบายให้ประเทศ</title>
		<link>https://ippd.or.th/gistda-ippd-mou/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/gistda-ippd-mou/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Dec 2020 04:43:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[GISTDA]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6129</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) (GISTDA) และสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ภายใต้กำกับมูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะร่วมกัน ณ สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ชั้น 29 อาคารสามย่านมิตรทาวน์</strong></p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/12/GISTDAxIPPD-3000x2000-01.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ดร. ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA</strong> กล่าวถึงพันธกิจหลักของ GISTDA ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม และมีความมุ่งหวังที่จะทำให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ และสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เช่นเดียวกันกับ IPPD ซึ่ง <strong>ดร. นพ. สรภพ เกียรติพงษ์สาร ผู้อำนวยการของ IPPD</strong> ได้พูดถึงการทำงานของ IPPD ในการเป็นห้องปฏิบัติการทางนโยบาย (policy lab) ของประเทศที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของการพัฒนา โดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงความเห็นของประชาชนในการออกแบบนโยบาย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/12/GISTDAxIPPD-3000x2000-04.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้วยเป้าหมายที่มีร่วมกัน ทั้งสององค์กรจึงได้สร้างความร่วมมือในการนำข้อมูลที่ได้รับจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาศึกษาวิเคราะห์และออกแบบเป็นนโยบายที่เหมาะสมแก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย โดยก่อนหน้าการจัดทำข้อตกลงกันอย่างเป็นทางการ ได้มีการร่วมมือกันพัฒนาแผนที่วิเคราะห์ข้อมูลหลายตัวแปร ที่นำเอาข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ ประชากร สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม สุขภาพ การศึกษา และอื่น ๆ ไว้ในเครื่องมือเดียวกัน อำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และผู้ใช้งานสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างชุดข้อมูล และช่วงเวลาได้</p>
<p>ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังได้มีแผนร่วมกันในการนำข้อมูลเชิงประจักษ์ มาใช้ในการวิเคราะห์นโยบายด้านต่าง ๆ ของประเทศ โดยเน้นเรื่องความอยู่ดีมีสุข (well-being) ความสามารถในการปรับตัวรับมือ (resilience) และความพร้อมสำหรับอนาคต (future-readiness) ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานและความร่วมมือของทั้งสององค์กรได้ผ่านทางเว็บไซต์ของสถาบันฯ <a href="ippd.or.th" title="ippd.or.th">www.ippd.or.th</a> และ <a href="https://gistda.or.th/main/">https://gistda.or.th/main/</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/gistda-ippd-mou/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สรุปงานเสวนา “ความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุไทยในยุค COVID-19”</title>
		<link>https://ippd.or.th/covid-19_on_well-being_of-th-ppl/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/covid-19_on_well-being_of-th-ppl/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Nov 2020 07:53:01 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6073</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: ชลิตา สุนันทาภรณ์ / รัสมิ์กร นพรุจกุล ภาพ: กานต [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: ชลิตา สุนันทาภรณ์ / รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
ภาพ: กานต์ ศุภจารุกิตติ์</h6>
<p>นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ดูจะมีทีท่าที่จะไม่สิ้นสุดง่าย ๆ เมื่อยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกพุ่งไปมากถึง 50 ล้านคนแล้ว ทั้งยังมีหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงวัย ที่เป็นที่ห่วงใยของใครหลายคน</p>
<p>จึงกลายเป็นที่มาของ<strong>งานเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ &#8220;ความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุไทยในยุค COVID-19&#8221;</strong> จัดขึ้นโดยโครงการ “จุฬาอารี” วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA Thailand) กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ณ ห้องประชุม Social Innovation Hub ชั้น 1 อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำเสนอโครงการวิจัยเรื่องความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงวัย ทั้งในระดับกรุงเทพฯ และระดับประเทศ พร้อมทั้งร่วมกันหาแนวทางแก้ไข และการพร้อมรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากนี้</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-25-1-scaled.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยภายในงานดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก คุ<strong>ณนาจิบ แอสซิฟี (Mr. Najib Assifi) รักษาการผู้อำนวยการ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย</strong> กล่าวเปิดงาน โดยระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการจัดการกับสถานการณ์โควิด-19 ได้เป็นอย่างดี และมีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ เอกชน ชุมชนและประชาชนเอง</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-50-scaled.jpg" alt="" /></p>
<p>งานวิจัยการสำรวจความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุไทยในยุคโควิด-19 และนัยสำคัญเชิงนโยบาย (Implications of COVID-19 on well-being of Thai older persons: evidence from surveys) โดย <strong>รศ. ดร.วิราภรณ์ โพธิศิริ</strong> และ <strong>ผศ. ดร.รักชนก คชานุบาล</strong> จาก<strong>วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> เปิดเผยว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ ต่างประสบปัญหาเรื่องความอยู่ดีมีสุขในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในเชิงสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพกายและใจ โดยผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบในทุกมิติมากกว่า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-82-scaled.jpg" alt="" /></p>
<p>เนื่องจากผู้สูงอายุในเมืองส่วนใหญ่ยังคงทำงาน เมื่อไม่สามารถประกอบอาชีพได้ อีกทั้งยังไม่สามารถออกไปไหนได้ในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ ยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่ลงตามไปด้วย ดังนั้น สำหรับข้อเสนอแนะถึงแนวทางต่อจากนี้นั้น ภาครัฐจำเป็นต้องรีบหาทางออก เพื่อป้องกันปัญหา โดยเฉพาะการลดความยากจน ป้องกันคนจนเมืองและส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ในทุกมิติ</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-118-2-1.jpg" alt="" /></p>
<p>วงเสวนาปรับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดนโยบายพฤฒพลังในยุค COVID-19 (Paradigm shift on active aging policy in the context of COVID-19) โดยมีผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่ <strong>ดร.วาสนา อิ่มเอม</strong> หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย <strong>ศ. ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์</strong> รองอธิการบดี ด้านการวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>นพ.สกานต์ บุนนาค</strong> ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข <strong>นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์</strong> รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร และ <strong>คุณจารุวรรณ ศรีภักดี</strong> ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ กรมกิจการผู้สูงอายุ และ<strong>คุณพิชชาภา จุฬา</strong> ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) โดยได้รับเกียรติจาก<strong> คุณโตมร ศุขปรีชา</strong> บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN เป็นผู้ดำเนินการเสวนา</p>
<p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6095" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-scaled.jpg" alt="" width="1707" height="2560" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-scaled.jpg 1707w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-683x1024.jpg 683w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-768x1152.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-1024x1536.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-1365x2048.jpg 1365w" sizes="(max-width: 1707px) 100vw, 1707px" /></p>
<p>ในโอกาสนี้ <strong>คุณพิชชาภา</strong>ผู้ช่วยอำนวยการสถาบันฯ​ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า การกำหนดนโยบายนั้น ต้องเริ่มจากมองภาพกว้าง โดยทางสถาบันฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ เก็บข้อมูลทั่วประเทศ เพื่อทำการสำรวจและศึกษา เกี่ยวกับความสุขและความหวังโดยพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุนั้นมีความเปราะบางมากที่สุด และให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชีวิต นอกจากนี้ สถาบันฯ ค้นพบว่ามีผู้สูงอายุที่มีแหล่งรายได้มากกว่า 1 แหล่ง (Gig Economy) ถึง 9% ซึ่งการมีแหล่งรายได้มากกว่าหนึ่งแหล่งนั้น จะเป็นเกราะป้องกัน และเป็นวัคซีนภูมิคุ้นกันมากกว่าแหล่งรายได้เดียว นอกเหนือจากนั้นแล้ว การที่จะมีนโยบายที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสม จึงเป็นเหตุผลที่ทางสถาบันฯ​ มุ่งสร้างเครื่องมืออย่าง IPPD Map เพื่อแสดงให้เห็นข้อมูลในเชิงพื้นที่ในแต่ละด้าน และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ ช่วยในการศึกษาและหาคำตอบนโยบายที่เหมาะสมต่อไปกับทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่ออุดช่องโหว่ง ประเมิน และคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และร่วมกันสรรค์สร้างสังคมที่ดีมีสุข ให้แก่ทุกคนทุกวัยอย่างยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-8-1-scaled.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/covid-19_on_well-being_of-th-ppl/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิวัฒนาการของนโยบายสาธารณะและการพัฒนาประเทศไทย จากอดีตสู่อนาคต</title>
		<link>https://ippd.or.th/thai-public-policy/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/thai-public-policy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2020 08:53:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[public-policy]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5917</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: ชลิตา สุนันทาภรณ์ “เพราะเราอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p>“เพราะเราอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีกลไกใดที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการออกแบบนโยบายสาธารณะ”</p>
<p>คือคำกล่าวจากปาฐกถาเกียรติยศในหัวข้อ <strong>“วิวัฒนาการของนโยบายสาธารณะและการพัฒนาประเทศไทย จากอดีตสู่อนาคต”</strong> โดย<strong>ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้ง สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong> ในงานการประชุมวิชาการประจำปี ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ วันที่ 25 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา</p>
<p>การหานโยบายสาธารณะที่สมบูรณ์แบบ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจดอาจเป็นเรื่องยาก แต่การหานโยบายสาธารณะที่ดี หรือเหมาะสมกับบริบท หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในช่วงเวลานั้น อาจไม่ได้ยากเกินไป หากเรามีปลายทางร่วมกันคือ การพยายามทำให้สังคมได้รับผลประโยชน์มากที่สุด และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด</p>
<h2>วิวัฒนาการของนโยบายสาธารณะ</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0887.jpg" alt=""></p>
<p>ภายในงาน <strong>ดร.ทศพร</strong> ได้อธิบายที่มาที่ไปของนโยบายสาธารณะว่า แท้จริงแล้ว นโยบายสาธารณะมีความเก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรมมนุษย์ กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เริ่มรวมกลุ่มกัน การจัดระเบียบสังคมก็ถือกำเนิดขึ้น โดยหลักฐานชิ้นแรกที่ปรากฎให้เห็นเป็นประจักษ์นั้นคือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (Code of Hammurabi)</p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยนั้น หลักฐานแรกของนโยบายสาธารณะ แม้จะไม่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างแน่ชัด แต่ก็อาจชี้ได้ว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง คือนโยบายสาธารณะแรกของประเทศไทย ซึ่งเนื้อหาในศิลาจารึก ได้มีการระบุถึงการค้าเสรี สำหรับนโยบายสาธารณะในยุคปัจจุบันนั้น <strong>ดร.ทศพร </strong>อธิบายว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุคสมัย ได้แก่</p>
<ol>
<li>ช่วงปี ค.ศ. 1940 – 1970: เป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มวาง blue print ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชาวต่างชาติ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง</li>
<li>ช่วงปี ค.ศ. 1980 – 1990: การวางนโยบายสาธารณะของประเทศไทยในตอนนั้น ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์นิโอคลาสสิก (Neo-classical Economic) สูง กล่าวคือ เน้นใช้กลไกตลาดเสรี ประกอบทั้งบริบทการเมืองในประเทศเข้มแข็ง จึงยิ่งทำให้สังคมไทยในช่วงนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ช่วงปี ค.ศ. 2010 – ปัจจุบัน: สำหรับนโยบายสาธารณะของไทยในยุคตั้งแต่สิบปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันนั้น ได้รับผลกระทบจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงชุดรัฐบาลบ่อยครั้ง ส่งผลให้นโยบายสาธารณะ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามรัฐบาลในแต่ละช่วง</li>
</ol>
<h2>นโยบายสาธารณะที่ดี มีองค์ประกอบอะไรบ้าง</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0924.jpg" alt=""></p>
<p>จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า นโยบายสาธารณะนั้นมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การออกแบบนโยบายสาธารณะให้ดี ก็เหมือนกับวิชาชีพทั่วไป ที่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการออกแบบนโยบายสาธารณะ กล่าวคือหลังจากคิดวิเคราะห์ออกแบบนโยบายสาธารณะได้แล้ว ก็ต้องมีการนำไปปฏิบัติและประเมินผลถึงความสำเร็จของนโยบายสาธารณะ ถึงอย่างนั้น ในความเป็นจริง มนุษย์เราอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีกลไกใด ที่จะสามารถออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างสมบูรณ์แบ</p>
<p>การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะนั้นจึงมีอยู่ 2 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์อนาคต มองไปข้างหน้า หรือที่เรียกว่า Prospective Policy มองอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น โลกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เมื่อมีภาพชัดเจนแล้ว แล้วจะเกิดอะไรขึ้น อีกด้านเรียกว่า Retrospective Policy เมื่อนโยบายเกิดขึ้นแล้ว มันกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่หรือไม่ นโยบายที่นำไปใช้ส่งผลให้มีการพัฒนาดีขึ้นจริงไหม แล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงตามมาอย่างไร</p>
<p>การกำหนดนโยบายสาธารณะจึงมีชุดความคิด และเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น หากในอดีตที่เน้นให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วม นโยบายสาธารณะในยุคนั้น ก็จะเน้นให้มีการจัดตั้งหน่วยงาน หรือออกฎหมายและข้อระเบียบเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น หากเป็นด้านเศรษฐกิจ ก็จะเป็นการส่งเสริมหรือลดภาษีต่าง ๆ เช่น อยากกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ก็ออกมาตรการท่องเที่ยวต่าง ๆ ออกมา เป็นต้น หรือในปัจจุบัน ที่ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงประชาชนมากขึ้น การรับฟังเสียงของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือของการออกแบบนโยบายสาธารณะ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการนำหลักธรรมาธิบาลมาจับใช้ เพื่อวิเคราะห์และประเมินว่า นโยบายสาธารณะที่ถูกนำมาปฏิบัติใช้นั้น เหมาะสมหรือไม่ มีประสิทธิภาพ และไม่ได้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือเปล่า เป็นต้น</p>
<p>“คำว่า public (policy) ที่อยู่หน้า policy หมายความว่าอย่างไร มันไม่ใช่ public ที่หมายถึงผลกระทบต่อคนหมู่มาก แต่หมายถึงประชาชนจริง ๆ ที่หายไปจากที่อยู่หน้าคำว่า policy ดังนั้น human-focused จึงเป็น approach ที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา จะต้องดึงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น” <strong>ดร.ทศพร</strong> กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ดี เครื่องมือหรือชุดความคิดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดี อีกทั้งเครื่องมือและชุดความคิดในการออกแบบนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ยังสามารถนำมาประกอบคู่กันในการออกแบบและปฏิบัติใช้</p>
<h2>นโยบายสาธารณะและการพัฒนา กับความหวังของประชาชน</h2>
<p>แม้เราจะสามารถหาหนทาง ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดีได้ แต่เมื่อมองถึงบริบทของโลกแห่งความจริง กลับมีเงื่อนไขมากมาย ที่เหนี่ยวรั้งให้นโยบายสาธารณะที่ถูกวิเคราะห์และออกแบบมาอย่างดี ต้องติดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้ง จนส่งผลให้นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ดำเนินการอย่างไม่ลื่นไหล หรือจะเป็นเรื่องของจำนวนของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่มีอยู่ และสถานการณ์ไม่คาดฝันอย่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19</p>
<p>จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้นเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีกรอบในการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ โดย<strong>ดร.ทศพร</strong>ระบุว่า ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้วางกรอบเอาไว้ทั้งหมด 6 เรื่อง ได้แก่ สร้างความมั่นคง แข่งขันกับนานาชาติได้ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำหมดไป เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสุดท้ายคือปรับระบบบริหารภาครัฐ เป็นการเดินทางที่เราต้องสำเร็จ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากการเป็น ‘ประเทศกำลังพัฒนา’</p>
<p>ดังนั้น เพื่อแก้ไขข้อจำกัดที่มีอยู่ และเดินต่อไปบนเส้นทางที่ไปสู่การเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ <strong>ดร.ทศพร</strong> จึงอธิบายว่า สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยประการเช่นนี้ เพื่อให้สามารถมองภาพอนาคต ประเมินนโยบายที่ได้มีการดำเนินอยู่ รวมถึงส่งกลับมาว่านโยบายดังกล่าวนั้น ตอบโจทย์หรือไม่และอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องร่วมมือกับภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายสานสัมพันธ์ในการทำงาน แบ่งปันองค์ความรู้</p>
<p><strong>ดร.ทศพร</strong> อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากนั้นแล้ว การออกแบบนโยบายสาธารณะนั้น ต้องคำนึงถึงการมองทุกอย่างให้เป็นระบบ และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอีกด้วย กล่าวคือ เพราะถ้าหากไม่มองทุกอย่างให้เชื่อมโยงกัน แล้วการแก้ไขปัญหาเพียงเฉพาะจุด อาจกระทบต่ออีกจุด ด้วยเหตุดังกล่าวสถาบันฯ จึงได้ทำคู่มือเช็คลิสต์ เพื่อใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ ต่อไปจะทำเรื่องอะไรก็ต้องผ่านเช็คลิสต์ ให้กับนักวิเคราะห์นโยบายและแผน</p>
<p>“สิ่งสำคัญคือพยายามทำให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายสาธารณะ นโยบายเหล่านั้นต้องมองภาพไปข้างหน้า ดักรอปัญหาได้ กรุงเทพจะเผชิญอะไร แล้วเราจะเตรียมรองรับปัญหาอย่างไร เป็นนโยบายสาธารณะในลักษณะ forward looking เพราะปัญหาสาธารณะยากนัก ที่จะมีคำตอบที่สมบูรณ์ แต่ที่สำคัญคือ จะต้องพยายามหาตัวที่ดีที่สุด ในการปรับปรุงความเป็นอยู่ของมนุษย์” <strong>ดร.ทศพร</strong> กล่าวทิ้งท้ายในการจบปาฐกถาเกียรติยศ เพื่อสรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นยุคใดๆ ก็ตาม จุดประสงค์สำคัญของการสร้างนโยบายสาธารณะที่ดีนั้น ทำเพื่อสิ่งใด</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/thai-public-policy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2563 หัวข้อ Building a Trust &#038; Data-Driven Society</title>
		<link>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2020 07:16:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[data-driven]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<category><![CDATA[trust]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5898</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล / ชลิตา สุนันทาภรณ์ การออกแบบน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล / ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p>การออกแบบนโยบายสาธารณะ องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ คือข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องของประชาชน เพื่อช่วยทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในการจัดทำนโยบายสาธารณะสำเร็จตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น หากหน่วยงานของรัฐได้รับข้อมูลของประชาชนที่ครบถ้วน และมีจำนวนมากเพียงพอ ทำให้การวางแผนเพื่อนโยบายนั้น เป็นไปอย่างตรงเป้าและครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น</p>
<p>แต่หากมีคนเข้ามาขอสอบถามข้อมูลส่วนตัวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ &#8211; นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ คุณจะยอมให้ข้อมูลเหล่านี้หรือไม่? &#8211; คือข้อสงสัยที่สถาบันฯ ต้องการหาคำตอบ</p>
<p>การสร้างสังคมที่มีความไว้วางใจและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลไปพร้อมกัน จึงเป็นสังคมในฝันที่ทางสถาบันฯ ต้องการก้าวไปให้ถึง และนี่คือบทสรุปจากงานประชุมวิชาการประจำปี ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ ได้มีการบรรยายในหัวข้อ <strong>“Building a Trust and Data-Driven Society”</strong> โดย <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab</strong> และ<strong> ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ หัวหน้า Data and Intelligence Lab</strong> เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา</p>
<h2>Building a Trust Society: สรรสร้างความไว้ใจเพื่อการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดี</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1169.jpg" alt=""></p>
<p>สังคมที่มีการไว้วางใจกัน (trust) ย่อมเป็นหนึ่งในความปรารถนาของการพัฒนาที่ดี เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจกับภาครัฐ และยินดีมอบข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานของรัฐ ข้อมูลที่ได้จะกลายเป็นข้อมูลที่สำคัญ และเมื่อผนวกกับข้อมูลเดิมในส่วนอื่น ๆ ที่ภาครัฐมีอยู่แล้วในหลายมิติจะยิ่งส่งเสริมให้สังคมเป็นสังคมที่ดีขึ้น</p>
<p>“ในสังคมที่มีความไว้วางใจกันและสังคมของการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจกับหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนจะยินดีมอบข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลที่ถูกต้องนี้ไปใช้ ก่อให้เกิดนโยบายสาธารณะและการพัฒนาที่ดีตามมา” <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab</strong>กล่าว</p>
<p><strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> ได้บอกเล่าถึงงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ได้ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ศึกษาความไว้วางใจของประชาชน ในการให้ข้อมูลของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐ ผ่านการให้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ในการสำรวจสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2556 และการสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร พ.ศ. 2558 – 2559 ซึ่งการสำรวจดังกล่าว ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างทั่วประเทศ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ทั้ง 2 ชุดข้อมูล มีผู้ตอบแบบสำรวจให้หมายเลขบัตรประชาชนประมาณ 65% โดยผู้อยู่อาศัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น 2 ภาค ที่ให้ข้อมูลมากที่สุด นอกจากนี้ ข้อมูลจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดนั้นพบว่า ผู้ที่มีแนวโน้มในการให้ข้อมูลหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักส่วนใหญ่นั้น จะที่มีที่อยู่อาศัยในนอกเขตเทศบาล มีรายได้น้อย และอยู่ในกลุ่ม baby boomer (56-74 ปี) ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังมีข้อจำกัด ในการตรวจสอบความถูกต้องหมายเลขบัตรประชาชน ที่ได้รับจากแบบสำรวจ</p>
<p><strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> กล่าวว่านอกจากการศึกษาความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐ ผ่านหมายเลขบัตรประชาชน สถาบันฯ ยังได้ศึกษาการให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือ บัญชีอีเมล และบัญชี Line (LINE application) ผ่านการสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชากร พ.ศ. 2563 ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รวบรวมแบบสำรวจจากทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม &#8211; มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า จากจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 35,053 คน ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ให้ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์จำนวนมากที่สุดถึง 56.17% รองลงมา ได้แก่ บัญชีไลน์ (14.24%) และอีเมล (1.84%) ตามลำดับ</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> ระบุว่า ช่วงวัยส่วนใหญ่ที่ให้ทุกช่องทางการติดต่ออยู่ในช่วง Gen Z (อายุน้อยกว่า 19 ปี) โดยผู้ที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่จะให้อีเมล ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้น้อยมักจะให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือและบัญชีไลน์ นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบว่า ผู้ให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อส่วนใหญ่นั้น จะเป็นผู้ที่อยู่อาศัยในภาคใต้อีกด้วย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1173.jpg" alt=""></p>
<p>ไม่เพียงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากแบบสำรวจเท่านั้น สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่อยู่อีเมลที่ได้รับจากการสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชากร พ.ศ. 2563 โดยทำการทดสอบผ่าน Voice platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ผ่านการตอบแบบสำรวจ เรื่องการรับรู้ความเสี่ยง พบว่าจากจำนวนอีเมล 513 บัญชี สามารถส่งได้สำเร็จทั้งสิ้นเพียง 391 บัญชี ในขณะที่อีก 122 บัญชี นั้นเป็นอีเมลที่ไม่มีอยู่จริง ถือเป็นสัดส่วนกว่า 24% ของข้อมูลที่อยู่อีเมลที่ได้รับ</p>
<p>จากการศึกษาวิจัยเบื้องต้นในครั้งนี้สรุปได้ว่า จึงเกิดเป็นคำถามสำคัญว่า หน่วยงานภาครัฐจะมีมาตรการอย่างไรในการเสริมสร้างและเพิ่มความไว้วางใจของประชาชนในการให้ข้อมูลและเป็นโจทย์ใหญ่ที่สถาบันฯ จะทำการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p>“วิธีการสร้างความไว้วางใจในเรื่องของการให้ข้อมูลนั้นสามารถทำได้ด้วยการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูลนั้น ๆ การสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลของประชาชนจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และการดำเนินการเก็บข้อมูลที่โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้” <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> เสนอ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในการศึกษาครั้งนี้นั้น <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> กล่าวว่าสถาบันฯ ได้ทำการทดลองและศึกษาวิจัย จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือและบัญชีไลน์ เพื่อดูผลจากการตอบรับจากประชาชนต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่สถาบันฯ ได้รับจากการสำรวจในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานสถิติแห่งชาติ และนโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันฯ</p>
<h2>Building a Data-Driven Society: ขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1181.jpg" alt=""></p>
<p>นอกจากการศึกษาความไว้วางใจของประชาชน ในการให้ข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว การสร้างสังคมให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ทางสถาบันฯ ต้องการไปให้ถึง โดย <strong>ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ หัวหน้า Data and Intelligence Lab</strong> อธิบายว่า Data-Driven Society คือ สังคมที่ขับเคลื่อนจากไม่รู้เป็นรู้ด้วยข้อมูล รู้เร็ว ย่อกระบวนการจัดการข้อมูล เพื่อให้นักวิเคราะห์ทำงานได้นานขึ้น รู้กว้าง เปิดโอกาสในการวิเคราะห์ที่หลากหลายและกระจายโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลไปสู่ท้องถิ่น</p>
<p>อีกหนึ่งงานสำคัญของ <strong>Data and Intelligence Lab</strong> จึงเป็นการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือเพื่อแสดงผลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ในมิติต่าง ๆ เช่น ประชากร เศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะและผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ การทำให้สังคมเราเป็น data-driven ข้อมูลต้องเข้าถึงง่าย และควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสามารถนำข้อมูลเหล่านั้น ไปใช้ในการออกนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยเหตุนี้ ภายในงานดังกล่าว สถาบันฯ จึงได้เปิดตัว IPPD Data Map เครื่องมือที่ทาง Data &amp; Intelligence Lab พัฒนาขึ้นมา ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะช่วยทำให้ผู้ออกแบบนโยบายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถศึกษาความเชื่อมโยงและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชุดข้อมูลและระหว่างแต่ละพื้นที่ สร้างความรู้ความเข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในบริบทต่าง ๆ ได้อย่างบูรณาการมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังสามารถช่วยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่มีความสำคัญในการพัฒนา และนําไปสู่การออกแบบมาตรการหรือนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน</p>
<p><strong>ฐิติพงษ์</strong> ระบุว่า IPPD Data Map สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายมิติ โดยเครื่องมือดังกล่าวจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูลและความรู้เพิ่มมากขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1193.jpg" alt=""></p>
<p><strong>รู้เร็ว</strong> ระบบจัดการข้อมูลหลากหลายชุดให้พร้อมต่อการวิเคราะห์ ย่นเวลาการจัดการข้อมูลที่มักเป็นอุปสรรคในการทำงานด้านข้อมูล เพิ่มเวลาในการวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การออกนโยบายได้เร็วขึ้นและถี่ขึ้น ไปจนถึงการใช้ระบบนี้เพื่อวัดผลนโยบายในอนาคตด้วย</p>
<p><strong>รู้กว้าง</strong> ระบบถูกสร้างบน grid ที่มีหลากหลายขนาด ซึ่งช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายได้ เช่น ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์กับข้อมูลผารสำรวจความคิดเห็นในพื้นที่ขนาด 1 ตารางกิโลเมตร เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ให้ขยายไปสู่ท้องถิ่น</p>
<p><strong>รู้ลึก</strong> ระบบเปิดให้วิเคราะห์ข้อมูล 1-4 ชุดพร้อมกัน โดยสามารถกดดูได้ทั้งในรูปแบบ Grid และพื้นที่การปกครอง โดยมีแผนที่ Heatmap แสดงข้อมูลเบื้องต้น และสามารถเจาะลึกเพื่อเปิด Data visualization เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกบนเว็บไซต์ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์อื่นเพิ่มเติม</p>
<p>นอกจากนั้นแล้ว IPPD Data Map ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยน และสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรอื่น ๆ ทั้งระดับภาครัฐ เอกชน และประชาคมได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสืบสานเป้าประสงค์ของสถาบันฯ ในการสร้างสังคมที่ดีมีคุณภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p>“จากดัชนีเรื่อง Global Open Data Index ในปี 2015 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 42 จาก 122 แต่เราสามารถไปถึงเลขหลักเดียวได้ ถ้าเราปลดล็อคการใช้ข้อมูล การสร้างเครื่องมือเพื่อแปลงข้อมูลที่เคยเข้าถึงยากมาเป็นนโยบายสาธารณะก็เป็นวิธีหนึ่ง เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น คนที่มีข้อมูลก็อยากเปิด เพราะเขาเห็นว่ามีประโยชน์ ทั้งกับองค์กรและกับการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า” <strong>ฐิติพงษ์</strong> ทิ้งท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2563 หัวข้อ Building a Sustainable Society</title>
		<link>https://ippd.or.th/sustainable-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/sustainable-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 29 Oct 2020 04:56:40 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<category><![CDATA[sustainable-society]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5880</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: ชลิตา สุนันทาภรณ์ ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p>ประชากรมนุษย์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (gross domestic product: GDP) ที่เพิ่มขึ้นตาม แต่เช่นเดียวกันเราทุกคนเองก็ต้องการสร้างสังคมที่มีการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่จะมีวิธีการใดได้บ้างที่สังคมไทยจะไปถึงเป้าหมานั้นได้?</p>
<p>กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาให้ความสนใจ ทั้งยังเป็นหนึ่งในหัวข้อ <strong>“Building a Sustainable Society” จากงานการประชุมวิชาการประจำปี ในหัวข้อ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ โดย <strong>อาจารย์ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ หัวหน้า Foresight and Futures Lab</strong> เพื่อนำเสนอมุมมองการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะที่มองอย่างเป็นระบบและรอบด้าน รวมถึงการมองเป้าหมายการพัฒนาร่วมกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายและประชาชน</p>
<h2>การพัฒนาระบบนิเวศ + การพัฒนาเศรษฐกิจ = การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1152.jpg" alt=""></p>
<p><strong>อาจารย์ว่าน ฉันทวิลาสวงศ์ หัวหน้า Foresight and Futures Lab</strong> บอกเล่าให้ฟังว่าทุกวันนี้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั่วโลกนั้นเพิ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากที่ GDP ของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี หากมองไปที่ความมั่งคั่งอย่างครอบคลุมทุกมิติ โดยอ้างอิงจาก Inclusive Wealth Index ที่ทางโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme หรือ UNEP) รายงานไว้เมื่อปี 2014 จะพบว่า โลกของเราไม่ได้พัฒนาความมั่งคั่งที่เทียบเท่ากับ GDP และนั่นแสดงให้เห็นว่าถึงแม้การผลิตของมนุษยชาติจะสูงขึ้น แต่ทรัพยากรมนุษย์เราไม่ได้พัฒนาด้วยอัตราการเติบโตที่เท่ากัน มากไปกว่านั้น ในทางกลับกันทรัพยากรธรรมชาติกลับมีแต่จะลดลง จนอาจกล่าวได้ว่า สมดุลในการพัฒนาอย่างยั่งยืนคือการพัฒนาสังคม สิ่งแวดล้อม และ เศรษฐกิจควบคู่กันไป เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่สังคมไทยต้องเริ่มหันมาใส่ใจและพยายามก้าวเข้าหาสมดุลดังกล่าวอย่างจริงจังมากยิ่งขึ้น</p>
<p>“การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนนั้นต้องดูที่ความจำเป็นพื้นฐานของสังคม แต่ในขณะที่เราพยายามจะตอบโจทย์สังคมนั้น เราต้องดูด้วยว่าระบบนิเวศยอมให้เราไปถึงได้ขนาดไหน? เพราะเพดานของระบบนิเวศกับความจำเป็นขั้นพื้นฐานของสังคมอยู่คู่กันตลอดเวลา หากเราต้องการจะพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน การพัฒนาอย่างสมดุลคือการพัฒนาที่มุ่งสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนในสังคมโดยไม่ล่วงเกินศักยภาพของการทำงานของสิ่งแวดล้อม” <strong>อาจารย์ว่าน</strong>กล่าว</p>
<h2>Plastic Project: นำเสนอทางเลือกการแก้ไขปัญหาถุงพลาสติกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1154.jpg" alt=""></p>
<p>การพัฒนาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องคิดถึงเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะต้องปกป้องธรรมชาติและฟื้นฟูธรรมชาติไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ การจะไปสู่สังคมที่ดีขึ้น ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนนั้น ต้องเริ่มจากการทำให้การรักษาธรรมชาติเป็นเรื่องง่าย</p>
<p>ด้วยเหตุนั้น สถาบันฯ จึงได้จัดทำโครงการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายและมาตรการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งเน้นถุงพลาสติกหูหิ้ว สืบเนื่องจากมาตรการงดใช้ถุงหูหิ้วพลาสติกเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกของประชาชนในช่วงเร่งรีบ กล่าวคือ ยิ่งรีบ ยิ่งสร้างขยะ พร้อมทั้งนำเสนอทางเลือกเชิงนโยบายต่อไปแก่ภาครัฐ</p>
<p>น่าสนใจกว่านั้น จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติก ณ วันที่ 1 มกราคม 2563 ที่จัดทำขึ้นโดยสถาบันฯ ผ่านระบบออนไลน์ สัมภาษณ์ตัวต่อตัว และ Social Listening พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว แต่คนที่อยู่รายล้อมพลาสติก ยังคงมีอยู่หลายภาคส่วน ซึ่งมีความกังวล ข้อท้าทาย ข้อหน่วงรั้ง ที่ทำให้ไม่สามารถปรับลดการใช้พลาสติกได้รวดเร็วอย่างที่คิด การเข้าใจคนกลุ่มนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการปรับพฤติกรรมของห่วงโซ่การผลิต ใช้ และทิ้งถุงพลาสติกหูหิ้วเพื่อให้สังคมไทยรักษาธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>นอกจากนั้นแล้ว จากการทำแบบสำรวจดังกล่าวพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ที่ร่วมตอบแบบสำรวจเสนอข้อเสนอแนะต่อการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วใช้ครั้งเดียวว่า ภาครัฐควรเพิ่มความหลากหลายในการใช้ถุงพลาสติกให้มากขึ้น มีมาตรฐานพลาสติกที่ชัดเจน และให้ความรู้ด้านการแยกขยะให้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังควรคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่ตามรายทางของวงโคจรถุงพลาสติกหูหิ้ว เพราะการรักษาธรรมชาติควรทำให้เป็นเรื่องง่ายที่ใคร ๆ ก็สามารถเข้าถึงได้</p>
<p>“ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว แต่คนที่อยู่รายล้อมพลาสติกมีหลายภาคส่วน ซึ่งมีความกังวล ข้อท้าทาย ข้อหน่วงรั้ง ที่ทำให้ไม่สามาารถปรับลดการใช้พลาสติกได้รวดเร็วอย่างที่คิด การเข้าใจคนกลุ่มนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการรักษาธรรมชาติ” <strong>อาจารย์ว่าน</strong>กล่าว</p>
<h2>สร้างพื้นที่สีเขียว ใกล้ใจ ใกล้การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1160.jpg" alt=""></p>
<p>นอกเหนือจากการปกป้องธรรมชาติแล้ว การฟื้นฟูธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เราจึงจะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ประเทศมีความพยายามเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติกันมากขึ้น โดยสามารถเห็นตัวอย่างได้อย่างชัดเจนจากประเทศสิงคโปร์ที่มีความพยายามพัฒนาและสร้างพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง</p>
<p>หันกลับมาดูที่ประเทศไทย เราต้องไปไกลแค่ไหนถึงจะเจอธรรมชาติ โดยจากข้อมูลของ Global Forest Watch พบว่าประเทศไทยมีแค่ 30% ที่เป็นพื้นที่ที่ร่มไม้หนา (ความหนาแน่นต่อ 1 ตร.กม.) กล่าวคือ ความหนาแน่นของประเทศไทยน้อยมาก โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือที่ห่างไกลจากพื้นที่สีเขียว และยิ่งซูมเข้ามายังหัวเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานครหรือนครราชสีมา จะพบว่ามีความห่างไกลจากพื้นที่สีเขียวค่อนข้างมาก น่าสนใจกว่านั้น พื้นที่ที่มีป่าไม้อย่างหนาแน่นในประเทศไทยกลับเป็นพื้นที่ในอุทยานและป่าอนุรักษ์ที่ประชาชนเข้าถึงได้ยาก ทำให้พื้นที่ชุมชนหลายส่วนที่อยู่ติดป่าไม้ กลับไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวได้ จากการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ดังกล่าว พบว่า พื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงนั้นแทบไม่มีพื้นที่สีเขียวอยู่เลย จนอาจกล่าวได้ว่า ที่ไหนมีคน ที่นั่นไม่มีต้นไม้</p>
<p>อย่างไรก็ดี ย้อนกลับไปดูอีกมุมหนึ่ง คนไทยรู้สึกมองว่าตัวเองเข้าถึงธรรมชาติได้ยากหรือง่ายแค่ไหน โดยจากการสำรวจที่สถาบันฯ ได้ทำร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ค่าเฉลี่ยของคนไทยมองว่าตัวเองสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้เพียง 3.94 (จาก 0 = ไม่มีและ 1-10 = เข้าถึงได้ยากและง่ายตามลำดับ) ขณะที่คนไทยในเขตเทศบาลมองว่าตัวเองสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้ 2.82 และคนไทยนอกเขตเทศบาลมองตัวเองอยู่ที่ 4.86</p>
<p>แล้วจะทำให้คนไทยเข้าถึงพื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้นได้อย่างไร <strong>อาจารย์ว่าน</strong>เสนอแนะว่า หนึ่งวิธีในการสร้างสังคมยั่งยืนคือการสร้างบทบาทให้ธรรมชาติใกล้ชิดชีวิตคนมากขึ้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นทั้งในและนอกเขตเทศบาล การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะต้องอาศัยเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ทุกคนโดยไม่ล่วงเกินศักยภาพในการทำงานของสิ่งแวดล้อม ต้องสร้างการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในเมืองให้มากขึ้น และส่งเสริมเกษตรยั่งยืนอย่างการทำวนเกษตรหรือการปลูกป่าไปพร้อมกับการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ชนบท</p>
<p>“เพราะเมื่อเราคุยกันเรื่องพื้นที่สีเขียวเราจะไม่ค่อยพูดเรื่องเศรษฐกิจ การสร้างงาน หรือการกระจายรายได้กลับคืนมา แต่จริง ๆ คือเมื่อไรพื้นที่สีเขียวใกล้จิตใจคน เมื่อนั้นก็จะตามมาด้วยการรักษ์ธรรมชาติและการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน” <strong>อาจารย์ว่าน</strong>ทิ้งท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/sustainable-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการในประเด็นชวนคิดชวนคุย หัวข้อ  Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together</title>
		<link>https://ippd.or.th/better-society-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/better-society-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 28 Oct 2020 05:40:55 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[better-society]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5840</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้จัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ในวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ 1 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ เพื่อเป็นเวทีในการเผยแพร่ผลงานของสถาบันฯ ที่ได้จัดทำขึ้นตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินการมา โดยเริ่มต้นด้วยการเปิดประเด็นชวนคิดชวนคุย โดย <strong>ดร. นพ. สรภพ เกียรติพงษ์สาร ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong> ในประเด็น <strong>Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together</strong> ด้วย 3 คำถาม ได้แก่ ความสุขของคนไทยเป็นอย่างไร? คนไทยมีความเปราะบางแค่ไหน? และคนไทยมีความหวังกับอนาคตมากเพียงใด?</p>
<p>การสร้างสังคมไทยให้ดีขึ้นน่าอยู่ขึ้น เป็นสิ่งที่องค์กรต่าง ๆ และภาคประชาชนต่างมุ่งมั่นนอกจากความมุ่งมั่นแล้ว <strong>ดร. นพ. สรภพ</strong> ยังเชื่อว่าเราสามารถทำให้สังคมที่ดีขึ้นได้จริง โดยทุกภาคส่วนต้องร่วมกันคิดและร่วมกันทำ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้ร่วมมือภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ไทยพีบีเอส (ThaiPBS) สำนักงานสถิติแห่งชาติ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เพื่อร่วมกันวิจัย พัฒนา และออกแบบนโยบายระยะยาวเพื่อการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน</p>
<p>สำหรับการออกแบบนโยบายที่ดีนั้น จำเป็นที่จะต้องมองภาพในระยะยาว เพื่อให้พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน ไม่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากนี้ ยังต้องเน้นให้คนเป็นเป้าหมายและเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการพัฒนาเท่านั้น และการออกแบบนโยบายจะต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเชิงลึก มีหลักฐานที่หนักแน่น ผ่านการทดสอบและทดลองแล้ว</p>
<h2>“สยาม” ยังยิ้มได้หรือไม่?</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1012.jpg" alt=""></p>
<p>สถาบันฯ ได้แสวงหาตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับการนำมาใช้พัฒนาประเทศ และได้นำประเด็นเรื่อง <strong>“ความสุข-ความเสี่ยง”</strong> มาใช้ในการศึกษาวิจัย ข้อมูลจากรายงาน World Happiness Report ประจำปีพ.ศ. 2563 ที่ <strong>ดร. นพ. สรภพ</strong> ได้นำมาแสดง ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีความสุขอยู่ในอันดับที่ 54 จาก 145 ประเทศ ซึ่งอยู่ในอันดับกลาง ๆ คล้ายคลึงกับคำพูดที่ว่า “ประเทศไทยติดกับดักรายได้ปานกลาง” เช่นเดียวกันกับเรื่องของความสุข คนไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะ “ติดกับดักความสุขปานกลาง” ด้วยเช่นกัน คนไทยไม่ได้มีเศร้ามาก แต่ก็ไม่ได้มีความสุขที่สุดเช่นกัน</p>
<p>เพื่อสำรวจความสุขของคนไทยทั้งประเทศ สถาบันฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการเก็บข้อมูลว่าความสุขของคนไทยเป็นอย่างไร โดยได้จัดทำในช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม พ.ศ. 2563 โดยทำการสำรวจแบบสุ่มตัวอย่างจำนวน 46,600 คน ทั่วประเทศ ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างที่สามารถแสดงผลที่เป็นตัวแทนความเห็นของประชาชนไทยได้ แสดงให้เห็นมุมมองความสุขที่หลากหลายของคนไทย ทั้งในเรื่องปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความสุขที่แตกต่างกันออกไป เช่น บ้างว่าเงินคือปัจจัยที่มีผลอันดับหนึ่ง บ้างว่าเป็นเรื่องของความรักในครอบครัว หรืออาจจะเป็นความมั่นคงในชีวิต การแสดงออกได้อย่างอิสระ ความแตกต่างเหล่านี้ส่งผลให้การให้คำนิยามความสุขของคนไทยมีหน้าตาที่ไม่เหมือนกัน <strong>ดร. นพ.สรภพ</strong> จึงได้ตั้งคำถามชวนคิดไว้อย่างน่าสนใจว่า <strong>“แล้วสมการความสุขของคนไทยจะมีหน้าตาอย่างไร?”</strong></p>
<p>การศึกษาในครั้งนี้จึงได้นำเอาปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนความสุขของคนไทยมาวิเคราะห์ ได้แก่ การเงิน สุขภาพ ครอบครัว และความมั่นคงในชีวิต จากผลการสำรวจครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าคนไทยในจังหวัดต่าง ๆ ให้ความสุขไม่เหมือนกัน เช่น คนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร ให้คุณค่าความสุขในด้านการเงิน และสุขภาพ มากกว่าครอบครัว และความมั่นคงในชีวิต แต่หากไปดูผลการสำรวจของประชากรในจังหวัดเชียงใหม่ จะพบว่าคนเชียงใหม่ให้น้ำหนักไปที่ครอบครัว และการเงิน ทางด้านคนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดขอนแก่น ให้ความสุขไปที่การเงิน ความมั่นคง และสุขภาพตามลำดับ คนที่อยู่อาศัยในจังหวัดภูเก็ตมองว่าการเงิน ความมั่นคง และสุขภาพ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขของตนตามลำดับ</p>
<p>ผลจากการศึกษาทำให้เห็นว่า ประชากรในแต่ละจังหวัดของไทยต่างให้น้ำหนักและความหมายของตัวแปรที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น การออกแบบนโยบายจึงต้องดูความแตกต่างที่เกิดระหว่างพื้นที่ เพื่อตอบโจทย์สมการความสุขให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการของประชากรในพื้นที่นั้น</p>
<h2>เมื่อความสุขมาพร้อมกับความเปราะบาง</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1045.jpg" alt=""></p>
<p>ในช่วงการเกิดวิกฤตการณ์โควิด-19 กลุ่มธนาคารโลกได้จัดทำรายงานเพื่อดูความเปราะบางทางเศรษฐกิจ พบว่า เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยนั้นไม่ได้มีมากนัก โดยในช่วงระยะเวลา 10 ปี (ค.ศ. 2010 – 2019) ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP ของไทยนั้นเพิ่มขึ้นถึง 32.7% แต่ความสุขหรือความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทยกลับสวนทางกัน โดยลดลง -3.2% และในช่วงวิกฤตการณ์โควิด-19 สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รายงานว่า GDP ของประเทศไทยลดลง -12.2% ในขณะที่ IPPD และสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าความสุขของคนไทยลดลงถึง -21.0% แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจและความสุข ไม่ได้เดินไปด้วยกันเป็นเส้นตรง และเมื่อเกิดวิกฤตการณ์ใด ๆ ขึ้น ก็ทำให้เห็นว่าความสุขของคนไทยเปราะบาง โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจของเราป่วยไข้</p>
<p>การวิเคราะห์ผลกระทบจากโควิดระดับครัวเรือน พบว่าครัวเรือนไทยร้อยละ 59.5 มีรายได้ลดลง (ร้อยละ 37.2 มีรายได้เท่าเดิม ร้อยละ 3.3 มีรายได้เพิ่มขึ้น) ในขณะที่ด้านรายจ่าย พบว่าครัวเรือนร้อยละ 51.2 มีรายจ่ายเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 43.7 มีรายจ่ายเท่าเดิม และร้อยละ 5.1 มีรายจ่ายลดลง)</p>
<p>นอกจากนี้ <strong>ดร. นพ.สรภพ</strong> ได้แสดงผลการจัดอันดับ การมองคุณภาพชีวิตในอีก 5 ปีของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกของ Gallop World Poll พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 90 จาก 145 ประเทศ เมื่อมองเฉพาะประเทศไทย จากผลการศึกษาของ IPPD และสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า คนไทย 11.4% มองว่าอนาคตของตนจะแย่ลง และมีคนไทย 23.9% ที่ประเมินว่า ชีวิตของตนเองจะดีขึ้นในอนาคต ถึงแม้ว่าตัวเลขที่บ่งชี้ถึงความหวังคนไทยจะไม่สูงนัก แต่การร่วมกันสร้างสังคมที่ดีขึ้นที่น่าอยู่ขึ้นโดยทุกภาคส่วนน่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะทำให้ความหวังของคนไทยกลับมามีแสงสว่างมากยิ่งขึ้น</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/better-society-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2563 หัวข้อ Building a Resilient Society</title>
		<link>https://ippd.or.th/resilient-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/resilient-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2020 04:25:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<category><![CDATA[better-society]]></category>
		<category><![CDATA[resilient]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5821</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<p>คุณเคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า<br />
หากประเทศไทยจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง คุณจะรับมืออย่างไร?<br />
หากประเทศไทยกำลังจะมีฝุ่นควันและมลภาวะปกคลุม ในระยะเวลาที่ยาวนานและรุนแรงมากยิ่งขึ้น คุณจะต้องทำอย่างไร?</p>
<p>ด้วยบริบทของสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ‘การสร้างสังคมที่พร้อมรับกับการปรับตัว’ จึงเป็นหนึ่งในประเด็นหลัก ที่สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้หยิบยกขึ้นมาพูดในงานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ในวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563 ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ โดย <strong>อาจารย์พิชชาภา จุฬา หัวหน้าโครงการวิจัย Beyond Growth</strong> ได้เป็นผู้บรรยายในประเด็น <strong>“Building a Resilient Society”</strong> เพื่อจุดประเด็นการสร้างสังคม ที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสังคมไทย</p>
<h2>เมื่อไทยไม่พร้อมรับการปรับตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1062-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ได้นำผลจากการทำแบบสำรวจ ที่สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในการสำรวจทัศนคติของคนไทยต่อความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ พบว่า หากพูดถึงเรื่องความเสี่ยงแล้ว คนไทยส่วนใหญ่ (62%) ยังคิดถึงเรื่องของผลกระทบจากความเสี่ยงเป็นอันดับแรก กล่าวคือ เป็นเรื่องของความเป็นความตาย การบาดเจ็บ ความอันตราย แต่ในทางตรงข้าม ความสามารถในการปรับตัว การเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยง ยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยมองข้าม</p>
<p>ความเสี่ยงเป็นเรื่องที่ยาก ในการนำมาใช้ในการวางแผนพัฒนา เนื่องจากเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น เป็นเพียงโอกาสที่จะเกิด จับต้องไม่ได้ คนส่วนใหญ่จึงยังมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมากกว่า อย่างไรก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ความเสี่ยงอันเกิดจากปัจจัยกระทบทั้งภายนอกและภายใน อาทิ สภาวะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองการปกครอง นั้นเป็นเรื่องสำคัญ การสำรวจทัศนคติของประชาชนต่อความเสี่ยง จึงเป็นการสร้างพื้นฐานในการพัฒนาที่ดี ซึ่งจะสามารถสร้างนโยบาย ที่สามารถเพิ่มความสุขและลดความเสี่ยงได้ในเวลาเดียวกัน</p>
<p>โดยผลจากการสำรวจดังกล่าว พบว่า ทัศนคติต่อความเสี่ยงนั้นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยตัวอย่างที่<strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ยกขึ้นมา ได้แก่ ประสบการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อทัศนคติ เช่น คนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานครมองว่า ตนเองต้องประสบกับน้ำท่วมอยู่บ่อยครั้ง และอาจเป็นเพราะเข้าถึงข้อมูล การสื่อสารและการสร้างความตระหนักต่าง ๆ ได้ มากกว่า จึงมองว่าภัยพิบัติด้านน้ำท่วม เป็นความเสี่ยงสูงมากกว่าจังหวัดอื่น ๆ ที่มีประสบการณ์กับน้ำท่วมบ่อยครั้งไม่ต่างกัน เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ แม้จะมีสัดส่วนประชากร ที่ต้องเผชิญกับน้ำท่วมมากที่สุดในประเทศ แต่กลับไม่ได้มองว่าพื้นที่ของตนนั้น มีความเสี่ยงสูงมากเท่ากับกรุงเทพมหานคร เป็นต้น</p>
<p>นอกจากนี้ งานวิจัยพบว่า ปัจจัยทางโครงสร้างสังคมอื่น ๆ ยังมีนัยสำคัญ ต่อทัศนคติของคนไทยต่อความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ ที่แตกต่างกันออกไป อาทิ ความสัมพันธ์ระหว่างรายได้ครัวเรือน และทัศนคติเป็นไปในทิศทางบวก กล่าวคือ ยิ่งมีรายได้ครัวเรือนสูง ทัศนคติต่อความเสี่ยงด้านภัยน้ำท่วมก็สูงตามไปด้วย เช่น กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่มีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยสูงที่สุดในประเทศ มองว่าตนเองมีความเสี่ยง ที่จะต้องเผชิญกับน้ำท่วมมากที่สุดเช่นกัน เช่นเดียวกับทัศนคติในประเด็นด้านฝุ่นควันและมลภาวะ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกภัยพิบัติที่จะมีความสัมพันธ์เช่นนี้ เช่น ด้านภัยแล้ง ผู้มีรายได้น้อย กลับมองประเด็นความเสี่ยงนี้มากกว่าผู้ที่มีรายได้สูง ส่งผลให้เกิดความเข้าใจมากขึ้นว่า กลุ่มประชากรตามโครงสร้างสังคมที่แตกต่างกันไป อาจมีความตระหนักและความกังวลต่อความเสี่ยง ที่เฉพาะเจาะจงกับวิถีการใช้ชีวิตของตนเอง การพัฒนาจึงควรเข้าใจว่าความเสี่ยงชนิดใดมีแนวโน้มกระทบกับความเป็นอยู่ของคนไทยในกลุ่มที่แตกต่างกันออกไป</p>
<p>นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม และทัศนคติของคนในจังหวัดยังมีนัยสำคัญทางสถิติที่น่าสนใจ กล่าวคือ กลุ่มจังหวัดภาคอีสาน อาทิ นครราชสีมา อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด บึงกาฬ ต่างเป็นจังหวัดที่มีประสบการณ์ต่อน้ำท่วมสูง และรุนแรงต่อเนื่องจากปี พ.ศ. 2554 แต่กลับประเมินความเสี่ยงที่ต้องประสบกับน้ำท่วมในอนาคต อยู่ในค่าระดับปานกลางเท่านั้น กลุ่มจังหวัดเหล่านี้ ควรได้รับการจับตามอง เพราะความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ กำลังสวนทางกับความตระหนักในการรับรู้ความเสี่ยง ของคนในจังหวัด เป็นต้น</p>
<h2>อย่าปล่อยให้ความซ้ำซากกลายเป็นเรื่องชาชิน</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1139-2.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ยังได้นำเสนอข้อมูลพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากทั่วประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 – 2562 จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ. หรือ GISTDA) พบว่า มีความถี่และช่วงเวลาที่ประสบภัยแตกต่างกันไปในแต่ละปี ความรุนแรงในแต่ละครั้งนั้นก็มีความไม่แน่นอน รวมไปถึงพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากเชิงกายภาพนั้น ก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย โดยรูปแบบการเกิดของน้ำท่วม ย้ายไปสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากยิ่งขึ้น การเก็บข้อมูลในระยะยาวเช่นนี้ จะทำให้เห็นถึงรูปแบบและความสัมพันธ์ของความเสี่ยงด้านภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเตรียมพร้อมได้ดียิ่งขึ้น</p>
<p>ทางด้านการจัดการความเสี่ยงในปัจจุบัน สถาบันฯ ได้นำการประเมินมูลค่าความเสียหายทางตรง (direct cost) มาพิจารณาร่วมกับพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม พบว่า ยังคงมีปัญหาด้านการเก็บข้อมูลอยู่ในหลายพื้นที่ เช่น ในปี พ.ศ. 2554 บางจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วมมาก กลับไม่มีข้อมูลการประเมินมูลค่าความเสียหาย และเมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2559 ข้อมูลด้านการจัดการน้ำท่วมกลับยิ่งแย่ลงไป เนื่องจากมีข้อมูลการประเมินความเสียหายที่ลดลง</p>
<p><strong>อาจารย์พิชชาภา</strong> ยังได้พูดถึงความเปราะบางที่เพิ่มขึ้น ของปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วมอีกด้วย เนื่องจากการพัฒนาที่ดินในปัจจุบัน สร้างความล่อแหลมต่อภัย (exposure) เพราะตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงน้ำท่วมอยู่มาก โดยในภาคกลางและกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ซ้อนทับกับพื้นที่เมือง (ตัวเมืองและย่านการค้า พื้นที่ชุมชน) ถึงร้อยละ 17.5 แต่แผนผังเพื่อเตรียมพร้อมในการรับมือความเสี่ยง กลับมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ ยังพบว่าทัศนคติต่อภัยพิบัติน้ำท่วม ยังมีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี นครราชสีมา มีทัศนคติต่อการเกิดน้ำท่วม ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรวมของทั้งประเทศ ทั้ง ๆ ที่พื้นที่เหล่านี้ เป็นเมืองรองที่กำลังเติบโต ยังคงมีการพัฒนาเชิงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และสวนทางกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น แม้ความเสี่ยงเหล่านี้จะมากขึ้น แต่หากสามารถปรับตัวและรับมือ ด้วยการวางแผนและหาแนวทางจัดการที่เหมาะสม</p>
<p>เพื่ออุดช่องว่างจากสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ ไทยจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเพื่อสร้างสังคมที่ยั่งยืน โดยการปรับเปลี่ยนความคิด และมุมมองการพัฒนา เพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงในพื้นที่ตั้งแต่วันนี้ และไม่ปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ เป็นเพียงความชาชินที่เกิดขึ้นในระยะยาว</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/resilient-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สุขเสี่ยงผ่านเลนส์: ศิลปะขับเคลื่อนสังคมอย่างไร?</title>
		<link>https://ippd.or.th/happy-risk-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/happy-risk-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Oct 2020 06:27:59 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5704</guid>

					<description><![CDATA[เขียน:  ไปรยา อุรานุกูล / ธัญรดา มุ่งธัญญา เรียบเรียง:  [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน:  ไปรยา อุรานุกูล / ธัญรดา มุ่งธัญญา<br />
เรียบเรียง: ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p><strong>โครงการวิจัย Beyond Growth (เป้าหมายใหม่: ลดเสี่ยง เพิ่มสุข)</strong> ภายใต้ <strong>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD)</strong> หนึ่งในองค์กรคลังสมองของคนไทย และ<strong>องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)</strong> ตระหนักถึงความสำคัญในการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อส่งเสริมความสุขที่ยั่งยืนของสังคมไทย เนื่องจากประเด็นดังกล่าว ยังไม่ได้รับการกล่าวถึง และหารือในวงกว้างเท่าที่ควร แม้จะเป็นประเด็นที่จำเป็นต้องคำนึงถึง ในการพัฒนาประเทศก็ตาม</p>
<p>จากการที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันนั้น ระหว่าง<strong>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา และองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS)</strong> จึงร่วมกันจัดงานนิทรรศการภาพถ่ายจากการประกวดในโครงการ “สุขเสี่ยงผ่านเลนส์” โดยได้รับเกียรติจาก <strong>คุณพิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการ องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) และคุณชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) พ.ศ. 2562</strong> มาร่วมเสวนาในหัวข้อ &quot;ศิลปะและการขับเคลื่อนสังคม” ณ สามย่านมิตรทาวน์ บริเวณหน้าฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 เพื่อส่งเสริมความสุขที่ยั่งยืนของสังคมไทย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1883-3.jpg" alt="" /></p>
<p>การจัดประกวดภาพถ่ายในหัวข้อ “สุขเสี่ยงผ่านเลนส์” มีจุดประสงค์หลักในการรับฟังมุมมอง ความคิดเห็นและเสียงของประชาชนไทยผ่านภาพถ่าย แบ่งเป็น 2 หัวข้อ ได้แก่ “อะไรคือความสุขของคุณ” และ “อะไรคือความเสี่ยงของคุณ” โดยเปิดให้ประชาชนทั่วไปและเยาวชน ส่งภาพถ่ายเข้ามาร่วมประกวด ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม –23 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา โดยมีผู้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดมากถึง 797 ภาพจากทั่วประเทศไทย ที่น่าสนใจ คือการวิเคราะห์สถิติของผู้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวด พบว่า ร้อยละ 60 มีอายุต่ำกว่า 22 ปี รองลงมาเป็นอายุระหว่าง 23 &#8211; 38 ปี (ร้อยละ 22.9) และอายุระหว่าง 39 &#8211; 54 ปี (ร้อยละ 14.1) แสดงให้เห็นถึงความสนใจในการเข้าร่วมโครงการจากกลุ่มเยาวชนและวัยทำงานเป็นส่วนมากอีกทั้งมีผู้ส่งภาพถ่ายเข้าประกวดในหัวข้อ “อะไรคือความสุขของคุณ” จำนวน 430 ภาพ และมีผู้ส่งเข้าประกวดในหัวข้อ “อะไรคือความเสี่ยงของคุณ” จำนวน 367 ภาพ ทำให้ทราบว่าทั้งสองประเด็นได้รับความสนใจจากประชาชนไทยผู้เข้าร่วมประกวดเท่า ๆ กัน และมีศักยภาพในการต่อยอดต่อไป</p>
<p>หลังจากการประกวดเสร็จสิ้น คณะทำงานได้นำส่วนหนึ่งของภาพถ่ายที่ได้รับเลือกเป็น 50 อันดับแรก (Top 50) จากประเภทเยาวชนและประเภทประชาชนทั่วไป ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในทั้ง 2 ประเภท รวมถึงรางวัลขวัญใจมหาชนทั้งหมด 13 รางวัล รวมทั้งสิ้น 89 ภาพ และนำมาจัดเป็นนิทรรศการ ร่วมแสดงอยู่ใน <strong>งานประชุมวิชาการประจำปีของสถาบันฯ ในหัวข้อ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ในวันที่ 25 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นตัวแทนในการสื่อสารและจุดประกายประเด็นที่สำคัญต่อการพัฒนาสังคมให้ดีขึ้น (Better Society) จากมุมมองของประชาชน</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_2210-2.jpg" alt="" /></p>
<p>ในวันจัดแสดงภาพถ่าย <strong>คุณพิภพ</strong> ได้กล่าวถึงคุณค่าของภาพถ่าย ซึ่งจับภาพของประเพณี สภาพ หรือความรู้ของสังคม ณ ชั่วขณะหนึ่ง ภาพถ่ายเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการตั้งคำถาม อาจเพราะช่างภาพเหล่านี้เห็นเรื่องบางอย่างในสังคม และต้องการสื่อมันออกไป สร้างความมีส่วนร่วมให้สังคมวงกว้าง คุณพิภพมองภาพเหล่านี้เป็นคำถามแก่สังคม โดยเน้นว่าผู้ดู คือผู้มีคำตอบ และเน้นย้ำว่า <strong>“การใช้ภาพถ่ายเป็นสื่อ เป็นการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ เพราะก้าวข้ามข้อจำกัดของการสื่อสารด้วยตัวหนังสือ”</strong></p>
<p>ด้าน<strong>คุณชาตรี</strong>เสริมว่า ภาพถ่ายที่ดีทำให้บางส่วนของสังคมที่เคยซ่อนเร้นอยู่ คมชัดขึ้น งานภาพหนึ่ง ๆ คือความงามที่ส่งต่อได้ เพื่อให้เกิดการคิดและตระหนักรู้ต่อ ว่าแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเดียวกัน งานศิลปะช่วยให้ผู้ดูเห็นโลกที่เป็นจริง และเป็นกลาง คล้ายกับแนวคิด <strong>“คิดอย่างสากล ทำอย่างท้องถิ่น”</strong> ภาพถ่ายอาจดูเหมือนเครื่องมือในการสื่อสารของคนตัวเล็ก ๆ แต่แท้จริงแล้ว มันคือการสร้างความหวังให้สังคม คุณชาตรีเสริมท้ายไว้อีกว่า นิทรรศการภาพถ่ายในครั้งนี้ สร้างความหวังให้คุณชาตรีด้วยเช่นกัน</p>
<p>อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากการจัดงานนิทรรศการภาพถ่าย การคุยเสวนา และจัดทำหนังสือบันทึกภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลแล้ว สถาบันฯ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมเสียงของประชาชนไทย ด้วยการนำผลงานภาพจากงานประกวด มาใช้ประกอบกับผลงานต่างๆ ของสถาบันฯ ที่สะท้อนความสุขและความเสี่ยงของประชาชนไทยในหลายรูปแบบ อาทิ งานวิจัย รายงาน กิจกรรม บทความออนไลน์ และการเล่าเรื่องด้วยข้อมูล (data story) ซึ่งจะส่งผลให้การรวบรวมความคิดเห็น ของประชาชนผ่านภาพถ่ายจากการประกวดในครั้งนี้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งเวที ที่สาธารณชนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงได้ ทั้งยังเป็นโอกาสดีในการสะท้อนเสียง จากกลุ่มของประชาชน ที่สังคมอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน เพื่อช่วยกันสร้างบทสนทนาและสะท้อนมุมมองใหม่ ๆ ตามพันธกิจของสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาสืบต่อไป</p>
<blockquote>
<p><strong>รายชื่อผู้ได้รับรางวัล</strong></p>
</blockquote>
<p><strong>ประเภทประชาชนทั่วไป</strong><br />
<strong>1.    รางวัลชนะเลิศ</strong><br />
คุณศิริพงศ์ ปทุมอัครินทร์<br />
<strong>2.    รางวัลชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง</strong><br />
คุณสาโรจน์ ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา<br />
<strong>3.    รางวัลชนะเลิศอันดับที่สอง</strong><br />
คุณกัญญานัท แดงนา<br />
<strong>4.    รางวัลชมเชย ( 3 รางวัล)</strong><br />
คุณธนวัฒน์ ทองจันทร์<br />
คุณนพพล ไม้พลวง<br />
คุณสุกฤษฏิ์ หิรัญสารพงศ์</p>
<p><strong>ประเภทเยาวชน</strong><br />
<strong>1.    รางวัลชนะเลิศ</strong><br />
คุณสุไลมาน ตันหยงอุตง<br />
<strong>2.    รางวัลชนะเลิศอันดับที่หนึ่ง</strong><br />
คุณพัสกร แนบสนิท<br />
<strong>3.    รางวัลชนะเลิศอันดับที่สอง</strong><br />
คุณพิชญนันท์ เสาโกมุท<br />
<strong>4.    รางวัลชมเชย (3 รางวัล)</strong><br />
คุณรหัท กิจจริยภูมิ<br />
คุณศิริน ม่วงมัน<br />
คุณวันวิสา โม้ทองสี</p>
<p>และ<strong>รางวัลขวัญใจมหาชน (popular vote)</strong><br />
คุณศิริพงศ์ ปทุมอัครินทร์</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/happy-risk-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</title>
		<link>https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2020 09:18:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5237</guid>

					<description><![CDATA[สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา จะจัดงานประชุมวิชาการประ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา จะจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะและการพัฒนาของประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่แนวคิดในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นร่วมกัน ใน 3 ประเด็นหลัก ที่ทางสถาบันฯ ได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่</p>
<ol>
<li>Thailand 2020s and Beyond: Building a Resilient Society</li>
<li>Thailand 2020s and Beyond: Building a Sustainable Society</li>
<li>Thailand 2020s and Beyond: Building a Trust and Data-Driven Society</li>
</ol>
<p>สถาบันฯ ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานประชุมวิชาการประจำปี ในวันที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ </p>
<p>หากท่านสนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ <a href="https://ippd2020.digitalnextecho.com/register.php">https://ippd2020.digitalnextecho.com/register.php</a> หรือ QR Code ด้านล่างนี้</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/09/QR-IPPD2020.png" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ประกาศผลรางวัลภาพถ่ายจากการประกวด ในโครงการ &#8220;สุขเสี่ยงผ่านเลนส์&#8221; และ ขอเชิญร่วมรับฟังการเสวนา &#8220;ศิลปะและการขับเคลื่อนสังคม&#8221;</title>
		<link>https://ippd.or.th/photo_competition_2020/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/photo_competition_2020/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Sun, 13 Sep 2020 10:58:24 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5403</guid>

					<description><![CDATA[ประกาศผลรางวัลภาพถ่ายจากการประกวด ในโครงการ &#34;สุขเส [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ประกาศผลรางวัลภาพถ่ายจากการประกวด ในโครงการ &quot;สุขเสี่ยงผ่านเลนส์&quot; และ ขอเชิญร่วมรับฟังการเสวนา &quot;ศิลปะและการขับเคลื่อนสังคม&quot; จากคุณชาตรี ลดาลลิตสกุล ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) พ.ศ. 2562 และ คุณพิภพ พาณิชภักดิ์ รอง ผอ. Thai PBS ระหว่างเวลา 10:30-12:00 น. ในการเปิดนิทรรศการภาพถ่ายจากการประกวด ในโครงการ “สุขเสี่ยงผ่านเลนส์”<br />
ณ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2563 ห้องประชุม สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์<br />
สำหรับท่านใดที่สนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่<br />
<a href="https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/">https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/</a></p>
<hr />
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/09/118785839_1412700489119025_2207075185987115959_o.jpg" alt="" /><br />
<img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/09/118640329_1412700532452354_7371270040799662959_o.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/photo_competition_2020/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
