<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Public Opinion &amp; Dialogue Lab &#8211; IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/category/public-opinion-dialogue-lab/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Mon, 13 Sep 2021 04:50:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.7</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>Public Opinion &amp; Dialogue Lab &#8211; IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ผลลัพธ์เป้าหมายความสุขของคนไทย จากโครงการ &#8216;2564 ความสุขอยู่ที่ใด?&#8217;</title>
		<link>https://ippd.or.th/happiness-report/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/happiness-report/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Mar 2021 11:03:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Reports]]></category>
		<category><![CDATA[Surveys]]></category>
		<category><![CDATA[happiness-survey]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6416</guid>

					<description><![CDATA[IPPD ได้จัดทำโครงการ &#34;2564 ความสุขอยู่ที่ใด?&#34; [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>IPPD ได้จัดทำโครงการ &quot;2564 ความสุขอยู่ที่ใด?&quot; เพื่อสำรวจความสุขในภาพรวมของคนไทยตลอดปี 2563 และเป้าหมายความสุขที่ต้องการให้เกิดขึ้นในปี 2564 ใน 7 ประเด็น ได้แก่ การเงิน การพักผ่อน ครอบครัว ความมั่นคงในชีวิต ความสัมพันธ์ สังคมและบ้านเมือง และสุขภาพ ผ่านเครื่องมือจัดทำแบบสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ภายใต้ชื่อ &#8216;VOICE&#8217; เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนบนโลกออนไลน์ และนำเสนอผลลัพธ์ในรูปแบบของ word cloud ซึ่งสามารถประมวลผลได้ตามเวลาจริง (real time processing) และสามารถเห็นถึงสัดส่วนเป้าหมายความสุขที่ประชาชนจากทั่วปะเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการตอบแบบสำรวจออนไลน์</p>
<p>หลังการสำรวจออนไลน์เสร็จสิ้นลง IPPD ได้จัดทำรายงาน โดยจำแนกเป็นข้อมูลโดยรวมระดับประเทศ และในระดับจังหวัด โดย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดทำแบบสำรวจออนไลน์ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างให้เกิดการออกแบบนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาความสุขของประชาชนชาวไทยในแต่ละพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้นอย่างยั่งยืน</p>
<h3><a href="https://drive.google.com/file/d/16x9ooi0gzj_J4ev3k0F2YCsldhg8Y8W1/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่</a></h3>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/happiness-report/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานประจำปี 2562-2563 สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</title>
		<link>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2021 07:32:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Design & Testing Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Foresight & Futures Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<category><![CDATA[Reports]]></category>
		<category><![CDATA[annual-report]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6352</guid>

					<description><![CDATA[นโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นนโยบายที่ให้ความสนใจ กับการพัฒ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นนโยบายที่ให้ความสนใจ กับการพัฒนาในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยมองไปถึง “อนาคต” ไม่ใช่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นนโยบายที่เห็น “คนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของการพัฒนา” ไม่ได้เห็นเป็นเครื่องมือของการพัฒนา แต่เป็นนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อมูลเชิงลึกและหลักฐาน จากการทดสอบและทดลอง”</p>
<p>ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้วางรากฐานการขับเคลื่อนงานเพื่อสร้างนโยบายสาธารณะที่ดีขึ้น ผ่าน “เครื่องมือใหม่” “เสียงใหม่” และ “มุมมองใหม่” และทำงานร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 40 องค์กร อาทิเช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กลุ่มธนาคารโลก เป็นต้น โดยนำเครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาบูรณาการในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อให้ครอบคลุมมิติที่หลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสังคมที่น่าอยู่ขึ้น เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ต่อทุกภาคส่วนในสังคม</p>
<p>มาดูกันว่ามีโครงการใดที่น่าสนใจ และสามารถต่อยอดต่อไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป</p>
<h4><a href="https://drive.google.com/file/d/1oomXcaAzpvsuRDuPu6MCfxCsUTs7SP4q/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานประจำปี 2562-2563 ของ IPPD ได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานประจำปี 2562-2563 ของ IPPD ได้ที่นี่</a></h4>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จริงเหรอ? ใครๆ ก็ไม่รักถุงพลาสติกถุงหูหิ้ว: ผลการศึกษาแบบสำรวจพฤติกรรมถุงพลาสติกหูหิ้วจากการสำรวจออนไลน์ โดย IPPD Voice และ Social Listening</title>
		<link>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Dec 2020 03:00:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<category><![CDATA[plastic-project]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6169</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง:&#160;ชลิตา สุนันทาภรณ์ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตต [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง:&nbsp;ชลิตา สุนันทาภรณ์<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>IPPD จัดทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกหูหิ้วผ่านแบบสำรวจ 2 วิธี ได้แก่ IPPD Voice การสำรวจบนแพลทฟอร์มออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว โดยจากการสำรวจทั้งหมดพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว พร้อมเสนอให้ภาครัฐดำเนินการอย่างอื่นด้วย เช่น การให้ความรู้ในการแยกขยะ หรือการปรับปรุงระบบจัดการขยะให้ดีขึ้น</li>
<li>Social Listening เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้นำมาศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกหูหิ้ว โดยสถาบันฯ ได้ทำการศึกษาร่วมกับ Wisesight พบว่ามีข้อความเชิงเห็นด้วยกับมาตรการ 41% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการ 25% และเป็นกลาง 34% (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Social Listening ได้ที่ บทความ <a title="'เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย Social Listening'" href="https://ippd.or.th/social-listening/">&#8216;เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย Social Listening&#8217;</a>)</li>
</ul>
<p>นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินนโยบายงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วในห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ เพื่อลดปัญหาถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นวิกฤติต่อการจัดการขยะพลาสติกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ก็เกิดความคิดเห็นออกมาหลากหลายเสียง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงยังมีผู้ได้รับผลกระทบตามรายทางที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคอย่างประชาชนที่ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกทั้งก่อนและหลัง โดยได้มีการทำแบบสำรวจออกมาในสองวิธี ได้แก่ การสำรวจบน IPPD Voice ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มการสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ระหว่างวันที่ 10 &#8211; 22 เมษายน พ.ศ. 2563 และ การสำรวจแบบตัวต่อตัว (Face to Face survey) นอกจากนี้สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาการรับฟังความเห็นประชาชนที่มีต่อการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ด้วยระบบ Social Listening ผ่านเครื่องมือการรับฟังเสียงประชาชนบนโซเชียลมีเดีย (Social Listening) อีกด้วย</p>
<p>และนี่คือ ผลสรุปจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติก ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ของทางสถาบันฯ เพื่อนำเสนอทางเลือกการแก้ไขปัญหาถุงพลาสติกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง มองภาพรวมของระบบนิเวศบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างครบวงจร</p>
<h2>จริงหรือไม่ คนไทยไม่เห็นด้วยต่อมาตรการฯ?: สรุปรายงานการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติก ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ในรูปแบบออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-01.png" alt=""></p>
<p>จากการสำรวจทั้งสองวิธีพบว่า ประชาชนผู้เข้าร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมดนั้นให้ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันกล่าวคือ ประชาชนส่วนมากจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดนั้นรับทราบถึงการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว น่าสนใจกว่านั้นยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จากแบบสำรวจ รู้สึกเห็นด้วยกับมาตรการนี้ (58.91%) รองลงมา คือ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยมากที่สุด (22.74%) และ ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (17.11%) ตามลำดับ</p>
<p>ขณะที่ ส่วนใหญ่แล้วประชาชนเห็นด้วยกับมาตรการการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว ถึง ร้อยละ 81.65 รู้สึกเห็นด้วยกับมาตรการนี้ 58.91% ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ส่วนใหญ่รู้สึกเห็นด้วยมากที่สุดกับมาตรการนี้ (59.29%) รองลงมา คือ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วย (23.18%) และ ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (9.19%) ตามลำดับ</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ประชาชนทั้งสองกลุ่มยังเสนอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อจัดการกับถุงพลาสติกที่คล้ายคลึ งด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ ควรใช้มาตรการการจัดการ พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น หลอดพลาสติก ห่อขนมพลาสติก และควรให้ความรู้เรื่องการแยกขยะกับผู้บริโภคมาใช้ในการจัดการปัญหาถุงพลาสติกในประเทศไทย ขณะด้านผู้ตอบแบบสำรวจแบบตัวต่อตัวเสนอให้ควรใช้วัสดุอื่นทดแทนถุงพลาสติกหูหิ้ว/ถุงก๊อปแก๊ป รวมถึงภาครัฐควรมีการปรับปรุงระบบการจัดการขยะมาใช้ในการจัดการปัญหาถุงพลาสติกในประเทศไทย</p>
<h2>เปรียบเทียบก่อน vs หลังพฤติกรรม “พก” และ “รับ” ถุงพลาสติกของผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-02-1.png" alt=""></p>
<p>พฤติกรรมการพกถุงผ้าหรือถุงใช้ซ้ำเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่ทางสถาบันฯ ศึกษาสืบเนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวสามารถสะท้อนถึงจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความถี่ในการสร้างจำนวนขยะพลาสติกครั้งเดียวทิ้งได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี จากข้อคำถามก่อนมาตรการขอความร่วมมือ จาการทำแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจทั้งออนไลน์และแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว มีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน กล่าวคือ “ไม่พกเลย” (0 ครั้ง) มากที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากมีมาตรการขอความร่วมมือออกมา กลับพบว่าพฤติกรรมในการพกถุงของผู้ตอบแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดมีการพลิกกันอย่างสุดขั้วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ “พกทุกครั้ง” (10 ครั้ง) มากที่สุด</p>
<p>จากข้อคำถามดังกล่าว สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ประชาชนที่ร่วมตอบแบบสำรวจนั้น มีการปฏิบัติตามมาตรการขอความร่วมมือของภาครัฐอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจกลับอยู่ที่ว่าข้อคำถามดังกล่าวยังไม่สามารถชี้ชัดได้อย่างฟันธงว่าการที่ผู้ตอบแบบสอบถามพกถุงใช้ซ้ำหรือถุงผ้านั้น สามารถช่วยสร้างหรือเพิ่มจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-03-1.png" alt=""></p>
<p>เมื่อสอบถามถึงแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว ต่อพฤติกรรมการรับถุงพลาสติกช่วงก่อนมีการขอความร่วมมือ พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีพฤติกรรม “รับทุกครั้ง” (10 ครั้ง) ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรม “รับเป็นประจำ” (1 &#8211; 3 ครั้ง) ในทางกลับกัน เมื่อสอบถามถึงหลังการขอความร่วมมือพบว่า โดยส่วนมากแล้วผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์มีพฤติกรรม “ไม่รับเลย” (0 ครั้ง) เช่นเดียวกับผู้ตอบแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว ที่ตอบว่า “ไม่รับเลย” มากที่สุดเช่นเดียวกัน</p>
<p>จากข้อคำถามดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ว่า หลังมีมาตรการขอความร่วมมือเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนมากมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ คำนึงถึงและเลือกที่จะไม่รับถุงพลาสติกเพื่อลดปัญหาการใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้งที่มีการแจกในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทั่วไปกันมากขึ้น นอกจากนี้ในคำถามชุดนี้ยังสะท้อนให้เห็นอีกด้วยว่า การรับหรือไม่รับถุงพลาสติกอาจแสดงให้เห็นว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจอาจไม่ได้มีการพกถุงผ้าหรือพกถุงใช้ซ้ำติดตัวไปด้วยก็ได้ แต่พวกเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่รับถุง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการดังกล่าว</p>
<h2>สำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นชาวเน็ตผ่าน social listening</h2>
<p>ความคิดเห็นจากโซเชียลมีเดียจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายสาธารณะได้ เครื่องมืออย่าง “social listening” กระบวนการติดตามการสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อ คำหลักหรือคีย์เวิร์ด และวลีที่เฉพาะเจาะจงบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) จึงมีความน่าสนใจในการนำมาใช้ในการเก็บความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างทันท่วงที และสามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้อีกด้วย</p>
<p>สถาบันฯ จึงได้ศึกษาพฤติกรรมและความคิดเห็นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อนโยบายงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วของรัฐบาลที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยเก็บข้อมูลทั้งก่อนและหลังการประกาศนโยบาย (1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 – 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563) จำนวนกว่า 117,977 ข้อความจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อนำไปศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อนโยบายฯ ของรัฐบาล พบว่า ประเด็นส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องจะอยู่ในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กเป็นหลัก รองลงมาได้แก่ ทวิตเตอร์ และอื่น ๆ เช่น สำนักข่าว การโฆษณาจากร้านค้า สื่อด้านสิ่งแวดล้อม และดาราหรือศิลปิน เป็นต้น</p>
<p>ผลการศึกษาในครั้งนี้ยังทำให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เก็บข้อมูลมาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น โพสต์ที่ได้รับความนิยมบนเฟซบุ๊ก จะเป็นโพสต์จากร้านสะดวกซื้อในการรณรงค์การงดแจกถุงพลาสติก แตกต่างจากโพสต์ที่ได้รับความนิยมบนทวิตเตอร์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นการโพสต์ของบุคคลทั่วไป มีความหลากหลายทางความคิดเห็นมากกว่าเฟซบุ๊ก และโพสต์ที่มีผู้เข้ามามีส่วนร่วม (engagement) มากที่สุด เป็นโพสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับงานวิธีการงดแจกถุงพลาสติกอย่างฉับพลัน</p>
<p>น่าสนใจกว่านั้น เมื่อนำข้อความมาเปรียบกันตามช่วงเวลา จะเห็นได้ว่าจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วกลายเป็นประเด็นได้ที่รับการพูดถึงมากที่สุดในช่วงวันที่ 1 &#8211; 7 มกราคม พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นสัปดาห์แรกหลังการออกนโยบาย อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 พบว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจตั้งแต่ก่อนการออกนโยบาย และกลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ยังให้ความสนใจนโยบายอย่างต่อเนื่องไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ก่อนที่แนวโน้มของการพูดคุยถึงนโยบายนี้จะลดลง โดยมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อมาตรการสูงมากกว่าความคิดเห็นเชิงลบเล็กน้อย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-04.png" alt=""></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลและการทำแบบสำรวจทั้งหมดในครั้งนี้มีระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้ความคิดเห็นและทัศนคติที่ได้รับจากประชาชนยังเป็นระยะของการตื่นตัวอยู่เท่านั้น จำเป็นที่จะต้องติดตามผลของการดำเนินนโยบายดังกล่าวในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นถึงมุมมองของประชาชนต่อนโยบาย และสามารถนำไปใช้ในการออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้</p>
<p>โดยท่านสามารถหาอ่านข้อสรุปเกี่ยวกับผลการศึกษาพฤติกรรมถุงพลาสติกหูหิ้วจากงานเสวนาออนไลน์ ซีรีส์ “ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?” ในหัวข้อ “คนไทยรักษ์โลกแค่ไหน? พลาสติก ไวรัส หรือใครที่ทำร้ายโลก?” ได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/plastic-online-seminar/">https://ippd.or.th/plastic-online-seminar/</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย ‘Social Listening’</title>
		<link>https://ippd.or.th/social-listening/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/social-listening/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2020 05:17:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[social-listening]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6158</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานนท์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>วิธีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening นั้น เป็นการเก็บข้อมูลแบบทุติยภูมิ (secondary data) ในการเก็บความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ ผ่านการระบุคำหลัก ทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงการสนทนาที่หลากหลาย เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ถูกจำกัดด้วยข้อคำถามในแบบสอบถาม และการสนทนามีวันที่และเวลากำกับแน่ชัด (timestamp)</li>
<li>ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณา เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนานโยบาย ให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้น การใช้เครื่องมืออย่าง social listening จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายสามารถมองเห็นทิศทาง และแนวโน้มของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี</li>
</ul>
<p><span style="font-size: inherit;">หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับการเก็บรวบรวมข้อมูล (data collection) จากการทำแบบสำรวจ (survey) กันผ่านบทความ </span><a style="font-size: inherit;" title="“Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำสำรวจ”" href="https://ippd.or.th/online-survey/">“Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำสำรวจ”</a><span style="font-size: inherit;"> ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว (face-to-face survey) การทำแบบสำรวจทางไปรษณีย์ (mail survey) การทำสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) และการทำสำรวจผ่านเว็บไซต์ (web survey) ซึ่งถือเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลและความคิดเห็นจากประชาชนได้โดยตรง เพื่อนำไปใช้ประกอบการสร้างนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมกับประชาชน</span></p>
<p>นอกเหนือจากการจัดทำแบบสำรวจแล้ว ยังมีวิธีการเก็บข้อมูลอีกหนึ่งรูปแบบซึ่งไม่ได้ใช้การสอบถามจากประชาชนโดยตรง แต่ใช้วิธีการอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำสำรวจ (non-survey) เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน (engage with community activities) การสังเกต (observation) หรือการฟังเสียงสังคม (social listening) เป็นต้น ซึ่งต่างก็เป็นวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อประเด็นเชิงนามธรรม ที่ไม่สามารถใช้การทำแบบสำรวจเพื่อแสดงความคิดเห็นได้ยาก เช่น อคติทางเพศ การเลือกปฏิบัติ ความอยุติธรรม (J-PAL, n.d.) ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน เพื่อสังเกตดูจำนวนการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ในประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอคติทางเพศ เป็นต้น</p>
<p>เมื่อสังคมในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้การใช้งานโซเชียลมีเดียแพร่หลายไปในกลุ่มคนช่วงวัยต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น จากรายงาน Digital 2020 ประจำเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2020 ซึ่งจัดทำโดย We are social และ Hootsuite พบว่า ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 3.96 พันล้านคนใช้โซเชียลมีเดีย และจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.​ 2019 กว่า 346 ล้านบัญชี (+8.2%) โดยแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานสูงที่สุดในโลก ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) วอตส์แอปป์ (WhatsApp) ตามลำดับ สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้น รายงาน Digital 2020: Thailand ประจำปี ค.ศ.​ 2020 พบว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 52 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2019 ประมาณ 1 ล้านบัญชี (+2%) เช่นเดียวกันกับจำนวนบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่มีสูงกว่า 52 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านบัญชี (+4.7%) ระหว่างเดือนเมษายน ค.ศ. 2019 จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 โดยแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) และไลน์ (LINE)</p>
<h2>Social Listening กับการเก็บข้อมูลผ่านโลกออนไลน์</h2>
<p>จากจำนวนการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้พูดคุย ถกเถียง และแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากการใช้ ‘แฮชแท็ก’ (hashtag, #) ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จะเกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจอยู่ในช่วงเวลาขณะนั้น ดังนั้น ‘การรับฟังเสียงสังคม’ หรือ social listening จึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจ ในการนำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นของประชาชน​ โดยเป็นกระบวนการติดตามการสนทนาที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ คำหลัก วลี แบรนด์ หรืออุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงบนสื่อสังคมออนไลน์จากคำหลัก (keyword) ที่ผู้วิจัยกำหนด โดยเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้แก่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ และเว็บไซต์ต่าง ๆ (Wisesight, 2020)</p>
<p>ในช่วงแรกของการนำเครื่องมือการรับฟังเสียงสังคมมาใช้นั้น ยังจำกัดอยู่ในแวดวงธุรกิจ เพื่อใช้ในการวางแผนการตลาด ดูความนิยมของแบรนด์สินค้า และนำความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รู้เท่าทันคู่แข่ง สามารถปรับจุดอ่อนของตนเองให้เป็นจุดแข็งได้ ต่อมา การใช้งานเครื่องมือนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้งานในภาคเอกชนอีกต่อไป แต่ได้ถูกนำมาใช้ในระบบการทำงานของภาครัฐ เพื่อดูความคิดเห็นและความพึงพอใจของประชาชน ที่มีต่อนโยบายของภาครัฐ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนานโยบายสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการพูดคุยกับนักการเมือง หน่วยงานภาครัฐ หรือแม้กระทั่งตัวแทนของรัฐบาลได้โดยตรง (Hootsuite, 2020)</p>
<p>วิธีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening นั้น เป็นการเก็บข้อมูลแบบทุติยภูมิ (secondary data) ในการเก็บความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ ผ่านการระบุคำหลัก ลงไปในระบบ ของการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงการสนทนาที่หลากหลาย เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ถูกจำกัดด้วยข้อคำถามในแบบสอบถาม และการสนทนามีวันที่และเวลากำกับแน่ชัด (timestamp) จึงรับรู้ได้ว่าเป็นประเด็นใด เกิดขึ้นเมื่อไหร่ (real-time) (Wisesight, 2020) อย่างไรก็ตาม หลังจากการประมวลผล จะต้องมีการทำความสะอาดข้อมูล (data cleansing) เพื่อจัดการข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากชุดข้อมูล ได้แก่การโฆษณาแฝง การใช้คำหลัก ที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกัน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ทำการศึกษาวิจัย เช่น การสั่งสินค้าสินค้าเกาหลีล่วงหน้า (pre-order) หรือ การส่งฟรี EMS เป็นต้น รวมทั้งการใช้คำภาษาไทยบนโซเชียลมีเดีย และกรณีการสะกดผิดด้วยความตั้งใจและความไม่ตั้งใจเกิดขึ้นมาก เช่น คำว่า ‘เทพ’ ไม่ได้หมายถึง ‘เทวดา’ ตามการบัญญัติคำของราชบัณฑิตยสถาน แต่หมายถึง ‘เก่ง’ ทั้งยังสามารถใช้คำว่า ‘เมพ’ แทนได้ ซึ่งถือเป็นภาษาวิบัติที่นิยมใช้งานกันทั่วไปในอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นผู้ทำการวิจัยจึงจะใช้ ‘N-Gram’ ซึ่งเป็นวิธีจัดกลุ่มคำ และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของคำหลัก ที่นำมาศึกษาได้อีกด้วย</p>
<p>หลังจากนั้น จึงคัดแยกประเด็นของแต่ละข้อความที่เกิดขึ้นว่า ข้อความนั้นเป็นเป็นประเด็นใด มีความคิดเห็นเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลาง รวมถึงคัดแยกว่า มีข้อแนะนำจากประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ (Wisesight, 2020) แล้วจึงทำการวิเคราะห์และทำการแสดงผลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่สามารถดึงดูดผู้อ่านได้</p>
<h2>social listening ดีอย่างไร? แล้วมีจุดอ่อนตรงไหน?</h2>
<p>จากสัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ทำให้การเก็บข้อมูลผ่าน social listening มีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่นั้น ได้แสดงความคิดเห็นผ่านการใช้บัญชีโซเชียลมีเดียของตนในหลากหลายแพลตฟอร์ม จึงทำให้กลายเป็นเวทีในการพูดคุยที่ไร้เขตจำกัดของคำถาม เปิดกว้างให้ผู้ใช้งานได้แสดงความคิดเห็น การเก็บข้อมูลด้วย social listening ยังสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถย้อนดูข้อมูลความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องในอดีตได้อีกด้วย นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้ ยังใช้จำนวนเงินไม่มากในการพัฒนาระบบ และไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานจำนวนมากในการจัดเก็บข้อมูล</p>
<p>ในแง่ของงานวิจัยเชิงสังคม ได้มีการนำข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์มาใช้ในการคาดการณ์พฤติกรรมมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น การหาสัญญาณของผู้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เช่น โรคซึมเศร้า หรือสัญญาณที่จะฆ่าตัวตาย รวมถึงการระรานทางไซเบอร์ (cyberbullying) อีกด้วย (Wisesight, 2020) ทางด้านการจัดทำนโยบายสาธารณะนั้น ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณา เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนานโยบาย ให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้น การใช้เครื่องมืออย่าง social listening จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายสามารถมองเห็นทิศทาง และแนวโน้มของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เห็นว่า ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อนโยบายของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มีข้อเสนอแนะอย่างไร ที่ภาครัฐจะสามารถนำไปประยุกต์ และปรับใช้ในการจัดทำนโยบายอื่น ๆ หรือที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบ social listening ก็ยังคงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดีของการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งไม่สามารถแสดงภาพตัวอย่างของประชากรทั้งหมดได้ เนื่องจากยังคงมีผู้คนจำนวนมาก ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ การจัดเก็บข้อมูลความคิดเห็นของประชาชนด้วยระบบนี้ เป็นการใช้วิธีสังเกตการณ์ (observation) แม้จะทำให้ได้รับข้อมูลที่มีความเป็นธรรมชาติ แต่ก็มีอคติที่เกิดขึ้นได้จากผู้ใช้งาน รวมถึงข้อมูลที่ได้รับมา อาจจะไม่พบข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องการอีกด้วย มากไปกว่านั้น การวิเคราะห์ข้อมูลผ่านตัวอักษรนั้น ทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่แท้จริงของเจ้าของคำสนทนา (Wisesight, 2020)</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้ทดลองนำระบบ social listening มาใช้ในการศึกษาวิจัย โครงการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายและมาตรการการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวัน (มุ่งเน้นประเด็นถุงพลาสติก) หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการ ในการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการนำเอาระบบ social listening เข้ามาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ และเว็บไซต์ต่าง ๆ จำนวนมากกว่าหนึ่งแสนข้อความ แสดงให้เห็นถึงความคิดด้านบวกและลบ รวมถึงข้อเสนอแนะจากประชาชน (สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/">บทความจริงหรอ? ใคร ๆ ก็ไม่รักพลาสติก</a>)</p>
<p>หลังจากการนำเครื่องมือ social listening เข้ามาใช้ในการฟังเสียงแล้ว สถาบันฯ ได้นำข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย มาศึกษาวิจัย เพื่อออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชน และสามารถนำไปทดสอบ และทดลองในพื้นที่ ก่อนนำไปใช้เป็นนโยบายต่อไปในอนาคต</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/social-listening/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำแบบสำรวจ</title>
		<link>https://ippd.or.th/online-survey/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/online-survey/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2020 03:59:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[online-survey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6146</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: กานต์ ศุภจารุกิตติ์ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: กานต์ ศุภจารุกิตติ์<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>แบบสำรวจเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้ผู้ออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะสามารถนำความคิดเห็นนั้นไปใช้เป็นการผลิตนโยบาย การสร้างแบบสำรวจเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนในประเทศของตน</li>
<li>แบบสำรวจกับความพร้อมของสังคมออนไลน์ในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ส่งผลให้การทำแบบสำรวจมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ใช้วิธีการยื่นแบบสำรวจเมื่อเจอประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เปลี่ยนเป็นการใช้แบบสำรวจในสังคมออนไลน์ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย รวดเร็ว และมีความแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สังคมออนไลน์ของไทยมีความพร้อมหรือไม่ในการทำแบบสำรวจ จำเป็นต้องมองให้รอบด้านถึงปัจจัยความพร้อม อาทิ ข้อดีข้อเสียของแบบสำรวจ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น และเทรนด์ในช่วงนั้น ๆ เป็นต้น</li>
</ul>
<h2>ที่มา ความสำคัญ และประโยชน์ของการทำแบบสำรวจ</h2>
<p>การทำแบบสำรวจเกิดขึ้นได้อย่างไร ? นับตั้งแต่มีการปฏิวัติฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้น ทำให้ผู้นำเริ่มอยากเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนว่าคิดอย่างไรมากขึ้น (Rhodes, 2018) เพื่อที่ผู้นำจะได้คาดการณ์การเลือกตั้งและปฏิบัติตามนโยบายที่ได้รับความคิดเห็นจากประชาชน ในเวลาต่อมาจากการสร้างแบบสำรวจกลายเป็นโพลที่แสดงถึงแนวโน้มต่างๆของเหตุการณ์บ้านเมือง จากโพลกลายเป็นข่าวสารถึงความเป็นไปได้ในด้านนโยบายและการบริหารประเทศที่ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์ถึงแนวโน้มต่างๆด้านเหตุการณ์ของเมืองเช่นกัน</p>
<p>มากไปกว่านั้น ด้วยสังคมโลกที่มีการเติบโตตลอดเวลาตามเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำแบบสำรวจ การสร้างโพล ได้เกิดขึ้นบนแพลทฟอร์มออนไลน์ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และยังทำให้การแสดงความคิดเห็นได้รับจากกลุ่มคนทุกช่วงวัยในเวลาที่รวดเร็วกว่าการทำแบบสำรวจแบบออฟไลน์</p>
<h2>ข้อดี ข้อเสียของการทำแบบสำรวจ</h2>
<p>การทำแบบสำรวจมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ?<br />
การทำแบบสำรวจเป็นประโยชน์หรือให้โทษอย่างไรกับประชาชนและการถามความคิดเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ?</p>
<p>ข้อดีของการทำแบบสำรวจ มีหลากหลายอย่าง เช่น การรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่น้อย หรือในกรณีของการทำแบบสำรวจออนไลน์ก็จะลดค่าใช้จ่ายในการสร้างและเผยแพร่แบบสำรวจลงไปอีก (DeFranzo, 2020) นอกจากเรื่องการลงทุนและค่าใช้จ่ายแล้ว การทำแบบสำรวจทำให้มีการสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบแบบสำรวจ เช่น ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ กับผู้ทำแบบสำรวจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทำให้ผู้ออกแบบแบบสำรวจเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนมากยิ่งขึ้นผ่านการทำแบบสำรวจได้</p>
<p>ในส่วนของข้อเสียของการทำแบบสำรวจก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การทำแบบสำรวจจะไม่ค่อยยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับการรับฟังความคิดเห็นประชาชนแบบอื่น เพราะแบบสำรวจจะไม่สามารถแก้ไขขณะรวบรวมข้อมูล เพราะอาจทำให้ข้อมูลบิดเบือนได้ (DeFranzo, 2020) การตั้งคำถามอาจเป็นข้อเสียหรือจุดอ่อนได้เพราะ การตั้งคำถามจำเป็นต้องมีความเป็นกลางและสามารถดึงดูดกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ให้มาทำแบบสำรวจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เวลามากในการคัดกรองและคำถามที่จัดทำอาจมีความไม่เป็นกลางได้</p>
<h2>ความน่าเชื่อถือของการทำและใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจ</h2>
<p>ความน่าเชื่อถือในแบบสำรวจสามารถวัดได้อย่างไร ?<br />
ผู้ออกแบบแบบสำรวจต้องทำอย่างไรถึงจะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยตัวอย่างคำถามที่เหมาะสม ?</p>
<p>คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการถามความคิดเห็นของประชาชนมีความละเอียดอ่อนและอาจเกิดการบิดเบือนข้อมูลขึ้นได้ จากงานวิจัยเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากแบบสำรวจ (Charoenruk &amp; Kulvanich, 2018) พบว่า ความน่าเชื่อถือสามารถนำมาพิจารณาได้จากหลากหลายปัจจัย เช่น กรอบตัวอย่างที่เลือกสามารถสะท้อนความคิดเห็นของประชากรได้แค่ไหน, วิธีการเลือกตัวอย่างใช้วิธีอะไร, เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่, วิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามเหมาะสมหรือไม่, การถ่วงน้ำหนักควรทำอย่างไร, การแปรผลและการสรุปผลมีความแม่นยำหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p>เริ่มจากกรอบตัวอย่างหรือบัญชีรายชื่อกลุ่มประชากรเป้าหมายมีความครอบคลุมหรือไม่ การวัดกรอบตัวอย่างในปัจจุบันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแบบสำรวจนั้น ๆ เช่น การทำแบบสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) ที่ประชากรในกรอบตัวอย่างในปัจจุบันเปลี่ยนจากโทรศัพท์บ้านเป็นโทรศัพท์มือถือ ทำให้การรวบรวมข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนและไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่อยากให้ทำแบบสำรวจ อีกกรณีหนึ่งคือแบบสำรวจบนเว็ปไซต์ (web survey) ซึ่งกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มไม่มีอีเมลสำหรับใช้ติดต่อ ทำให้ผู้ออกแบบแบบสำรวจไม่สามารถส่งแบบสำรวจผ่านระบบออนไลน์ไปหาได้ ทำให้เกิดความไม่ครอบคลุมเช่นกัน จากกรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาของความไม่ครอบคลุมของประชากรตามกรอบตัวอย่าง จำเป็นต้องแก้ไขเฉพาะทางเป็นกรณีไป</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งคือ วิธีการเลือกตัวอย่าง ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การเลือกตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย, แบบเป็นระบบ, แบบชั้นภูมิ และ แบบกลุ่ม โดยวิธีต่าง ๆ อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป โดยข้อเสียหลักคืออาจไม่ได้ความคิดเห็นที่ครอบคลุมจากประชาชนทุกกลุ่ม การออกแบบแบบสำรวจที่มีความน่าเชื่อถือจึงต้องคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียของวิธีการต่าง ๆ และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด</p>
<p>เครื่องมือในการออกแบบแบบสำรวจ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเครื่องมือควรพิจารณาว่าผู้ทำแบบสำรวจสามารถเข้าใจเนื้อหาและให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ถึงจะเป็นแบบสำรวจที่ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ</p>
<p>ด้านเก็บข้อมูลภาคสนาม ทั้งในรูปแบบการเก็บข้อมูลโดยมีผู้สัมภาษณ์ (ตัวต่อตัว และโทรศัพท์) และ การเก็บข้อมูลแบบไม่มีผู้สัมภาษณ์ (ไปรษณีย์ และออนไลน์) จำเป็นต้องระวังว่าการเก็บข้อมูลจะไม่เกิดความเอนเอียง (bias) ไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง</p>
<p>ในส่วนการแปรผลและสรุปผล ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย จำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการแปรผลและสรุปผลข้อมูลชนิดต่าง ๆ เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด</p>
<h2>ความ ‘พร้อม’ ในการทำแบบสำรวจของคนไทย วัดอย่างไร</h2>
<p>การออกแบบแบบสำรวจของไทยในปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) ได้มีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเก็บข้อมูลโดยมีผู้สัมภาษณ์ และ ไม่มีผู้สัมภาษณ์</p>
<p>จากคำถามว่าความ ‘พร้อม’ ในการทำแบบสำรวจของคนไทยนั้นจะสามารถวัดได้หรือไม่ แล้วถ้าวัดได้ จะวัดอย่างไร? ถ้าหากวัดตามจำนวนของประชาชนที่ทำแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว สำนักงานสถิติแห่งชาติได้รวบรวมสถิติการเข้าถึงและทำแบบสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในปี พ.ศ. 2563 (ข้อมูลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2020) โดยกำหนดปัจจัยที่เหมาะสมกับแบบสำรวจอย่างชัดเจน เช่น อายุ เพศ การศึกษา และ พื้นที่ เป็นต้น หลังจากที่กำหนดปัจจัยถูกกำหนดแล้ว แบบสำรวจก็จะถูกนำส่งให้ประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศได้ทำแบบสอบถามและออกความคิดเห็น จากวิธีการข้างต้น จะสังเกตได้ว่า ประเทศไทยมีความ ‘พร้อม’ ในการจัดทำแบบสำรวจที่เป็นระบบ อย่างไรก็ดี ความ ‘พร้อม’ ของคนไทยในการทำแบบสำรวจยังมีขีดจำกัดที่ยังต้องใช้เวลาพัฒนาต่อไป เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ของข้อมูลความคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<h2>แล้วคนไทย ‘พร้อม’ ที่จะทำแบบสำรวจมากน้อยเพียงใด ?</h2>
<p>ความ ‘พร้อม’ ของคนไทยในการทำแบบสำรวจหากวัดจาก ข้อดี ข้อเสียของแบบสำรวจ จะพบว่าคนไทยมีความพร้อมที่จะทำแบบสำรวจเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นของตนในประเด็นต่าง ๆ และมุ่งหวังที่จะให้ประเด็นนั้น ๆ ถูกนำไปต่อยอดในนโยบาย หรือ แผนงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
<p>หากความ ‘พร้อม’ ของคนไทยวัดจากความน่าเชื่อถือของข้อมูล จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างของการวัดว่าข้อมูลนั้นจะน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งคนไทยพร้อมที่จะออกแบบและทำแบบสำรวจที่มีประสิทธิภาพด้านข้อมูล อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะพร้อมในการทำแบบสำรวจ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะการจะทำให้แบบสอบถามมีรอยรั่วน้อยที่สุดนั้นเป็นเรื่องยาก ความพร้อมของคนไทยจึงจำเป็นต้องพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาและอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้นด้วย</p>
<h2>มีสิ่งใดที่ควรเสริมสร้างให้คนไทยพร้อมต่อการทำแบบสำรวจมากขึ้น</h2>
<p>การทำให้คนไทย ‘พร้อม’ ต่อการทำแบบสำรวจมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน คือการพัฒนาแบบสำรวจให้ก้าวทันยุคสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาตลอดเวลา คนไทยจำเป็นต้องจับเทรนด์ให้ทัน และตรงประเด็น เพื่อให้แบบสำรวจนั้นมีประสิทธิภาพและเป็นกระบอกเสียงสำหรับความคิดเห็นของประชาชนบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา เป็นห้องปฏิบัติที่วิจัย ศึกษา และพัฒนานโยบายสาธารณะบนพื้นฐานของข้อมูล และหลักฐาน โดยมุ่งหวังที่จะให้คนไทยพร้อมกับการทำแบบสำรวจเพื่อแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและง่ายต่อการทำ อย่างไรก็ดีทางสถาบันได้ศึกษาและวิจัยการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางอื่นนอกเหนือจากการทำแบบสำรวจด้วยเช่นกัน อย่าลืมติดตามวิธีการรวบรวมความคิดเห็นของสถาบันฯ ผ่านช่องทาง website และ <a title="Facebook" href="https://www.facebook.com/ippd.or.th">Facebook</a> ของสถาบันนะครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/online-survey/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>วิวัฒนาการของนโยบายสาธารณะและการพัฒนาประเทศไทย จากอดีตสู่อนาคต</title>
		<link>https://ippd.or.th/thai-public-policy/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/thai-public-policy/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2020 08:53:57 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<category><![CDATA[public-policy]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบายสาธารณะ]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5917</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: ชลิตา สุนันทาภรณ์ “เพราะเราอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p>“เพราะเราอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้น จึงไม่มีกลไกใดที่สมบูรณ์แบบ สำหรับการออกแบบนโยบายสาธารณะ”</p>
<p>คือคำกล่าวจากปาฐกถาเกียรติยศในหัวข้อ <strong>“วิวัฒนาการของนโยบายสาธารณะและการพัฒนาประเทศไทย จากอดีตสู่อนาคต”</strong> โดย<strong>ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประธานที่ปรึกษาและผู้ก่อตั้ง สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong> ในงานการประชุมวิชาการประจำปี ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ เมื่อวันที่ วันที่ 25 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา</p>
<p>การหานโยบายสาธารณะที่สมบูรณ์แบบ ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างหมดจดอาจเป็นเรื่องยาก แต่การหานโยบายสาธารณะที่ดี หรือเหมาะสมกับบริบท หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งในช่วงเวลานั้น อาจไม่ได้ยากเกินไป หากเรามีปลายทางร่วมกันคือ การพยายามทำให้สังคมได้รับผลประโยชน์มากที่สุด และได้รับผลกระทบน้อยที่สุด</p>
<h2>วิวัฒนาการของนโยบายสาธารณะ</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0887.jpg" alt=""></p>
<p>ภายในงาน <strong>ดร.ทศพร</strong> ได้อธิบายที่มาที่ไปของนโยบายสาธารณะว่า แท้จริงแล้ว นโยบายสาธารณะมีความเก่าแก่พอ ๆ กับอารยธรรมมนุษย์ กล่าวคือ เมื่อมนุษย์เริ่มรวมกลุ่มกัน การจัดระเบียบสังคมก็ถือกำเนิดขึ้น โดยหลักฐานชิ้นแรกที่ปรากฎให้เห็นเป็นประจักษ์นั้นคือ ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี (Code of Hammurabi)</p>
<p>ขณะที่ประเทศไทยนั้น หลักฐานแรกของนโยบายสาธารณะ แม้จะไม่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างแน่ชัด แต่ก็อาจชี้ได้ว่า ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง คือนโยบายสาธารณะแรกของประเทศไทย ซึ่งเนื้อหาในศิลาจารึก ได้มีการระบุถึงการค้าเสรี สำหรับนโยบายสาธารณะในยุคปัจจุบันนั้น <strong>ดร.ทศพร </strong>อธิบายว่าสามารถแบ่งออกเป็น 3 ยุคสมัย ได้แก่</p>
<ol>
<li>ช่วงปี ค.ศ. 1940 – 1970: เป็นช่วงที่ประเทศไทยเริ่มวาง blue print ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากชาวต่างชาติ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง</li>
<li>ช่วงปี ค.ศ. 1980 – 1990: การวางนโยบายสาธารณะของประเทศไทยในตอนนั้น ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดเศรษฐศาสตร์นิโอคลาสสิก (Neo-classical Economic) สูง กล่าวคือ เน้นใช้กลไกตลาดเสรี ประกอบทั้งบริบทการเมืองในประเทศเข้มแข็ง จึงยิ่งทำให้สังคมไทยในช่วงนั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว</li>
<li>ช่วงปี ค.ศ. 2010 – ปัจจุบัน: สำหรับนโยบายสาธารณะของไทยในยุคตั้งแต่สิบปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบันนั้น ได้รับผลกระทบจากความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองในประเทศ กล่าวคือ มีการเปลี่ยนแปลงชุดรัฐบาลบ่อยครั้ง ส่งผลให้นโยบายสาธารณะ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอตามรัฐบาลในแต่ละช่วง</li>
</ol>
<h2>นโยบายสาธารณะที่ดี มีองค์ประกอบอะไรบ้าง</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_0924.jpg" alt=""></p>
<p>จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า นโยบายสาธารณะนั้นมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และเกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การออกแบบนโยบายสาธารณะให้ดี ก็เหมือนกับวิชาชีพทั่วไป ที่จำเป็นต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมในการออกแบบนโยบายสาธารณะ กล่าวคือหลังจากคิดวิเคราะห์ออกแบบนโยบายสาธารณะได้แล้ว ก็ต้องมีการนำไปปฏิบัติและประเมินผลถึงความสำเร็จของนโยบายสาธารณะ ถึงอย่างนั้น ในความเป็นจริง มนุษย์เราอาศัยอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีกลไกใด ที่จะสามารถออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างสมบูรณ์แบ</p>
<p>การวิเคราะห์นโยบายสาธารณะนั้นจึงมีอยู่ 2 ด้าน ได้แก่ การวิเคราะห์อนาคต มองไปข้างหน้า หรือที่เรียกว่า Prospective Policy มองอนาคตว่าจะเกิดอะไรขึ้น โลกนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง เมื่อมีภาพชัดเจนแล้ว แล้วจะเกิดอะไรขึ้น อีกด้านเรียกว่า Retrospective Policy เมื่อนโยบายเกิดขึ้นแล้ว มันกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่หรือไม่ นโยบายที่นำไปใช้ส่งผลให้มีการพัฒนาดีขึ้นจริงไหม แล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงตามมาอย่างไร</p>
<p>การกำหนดนโยบายสาธารณะจึงมีชุดความคิด และเครื่องมือที่หลากหลาย เช่น หากในอดีตที่เน้นให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วม นโยบายสาธารณะในยุคนั้น ก็จะเน้นให้มีการจัดตั้งหน่วยงาน หรือออกฎหมายและข้อระเบียบเพื่อแก้ไขปัญหาเหล่านั้น หากเป็นด้านเศรษฐกิจ ก็จะเป็นการส่งเสริมหรือลดภาษีต่าง ๆ เช่น อยากกระตุ้นให้ประชาชนใช้จ่ายมากขึ้น ก็ออกมาตรการท่องเที่ยวต่าง ๆ ออกมา เป็นต้น หรือในปัจจุบัน ที่ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะที่คำนึงถึงประชาชนมากขึ้น การรับฟังเสียงของประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือของการออกแบบนโยบายสาธารณะ นอกจากนั้นแล้ว ยังมีการนำหลักธรรมาธิบาลมาจับใช้ เพื่อวิเคราะห์และประเมินว่า นโยบายสาธารณะที่ถูกนำมาปฏิบัติใช้นั้น เหมาะสมหรือไม่ มีประสิทธิภาพ และไม่ได้กระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือเปล่า เป็นต้น</p>
<p>“คำว่า public (policy) ที่อยู่หน้า policy หมายความว่าอย่างไร มันไม่ใช่ public ที่หมายถึงผลกระทบต่อคนหมู่มาก แต่หมายถึงประชาชนจริง ๆ ที่หายไปจากที่อยู่หน้าคำว่า policy ดังนั้น human-focused จึงเป็น approach ที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา จะต้องดึงให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น” <strong>ดร.ทศพร</strong> กล่าว</p>
<p>อย่างไรก็ดี เครื่องมือหรือชุดความคิดที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดี อีกทั้งเครื่องมือและชุดความคิดในการออกแบบนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ยังสามารถนำมาประกอบคู่กันในการออกแบบและปฏิบัติใช้</p>
<h2>นโยบายสาธารณะและการพัฒนา กับความหวังของประชาชน</h2>
<p>แม้เราจะสามารถหาหนทาง ในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดีได้ แต่เมื่อมองถึงบริบทของโลกแห่งความจริง กลับมีเงื่อนไขมากมาย ที่เหนี่ยวรั้งให้นโยบายสาธารณะที่ถูกวิเคราะห์และออกแบบมาอย่างดี ต้องติดชะงัก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหลายครั้ง จนส่งผลให้นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ดำเนินการอย่างไม่ลื่นไหล หรือจะเป็นเรื่องของจำนวนของเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่มีอยู่ และสถานการณ์ไม่คาดฝันอย่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19</p>
<p>จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยนั้นเผชิญกับความไม่แน่นอนอยู่ต่อเนื่อง ดังนั้นประเทศไทยจึงจำเป็นต้องมีกรอบในการดำเนินยุทธศาสตร์ชาติ โดย<strong>ดร.ทศพร</strong>ระบุว่า ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ได้วางกรอบเอาไว้ทั้งหมด 6 เรื่อง ได้แก่ สร้างความมั่นคง แข่งขันกับนานาชาติได้ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทำให้ความเหลื่อมล้ำหมดไป เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และสุดท้ายคือปรับระบบบริหารภาครัฐ เป็นการเดินทางที่เราต้องสำเร็จ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถหลุดพ้นจากการเป็น ‘ประเทศกำลังพัฒนา’</p>
<p>ดังนั้น เพื่อแก้ไขข้อจำกัดที่มีอยู่ และเดินต่อไปบนเส้นทางที่ไปสู่การเป็น ‘ประเทศพัฒนาแล้ว’ <strong>ดร.ทศพร</strong> จึงอธิบายว่า สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาจึงถือกำเนิดขึ้นด้วยประการเช่นนี้ เพื่อให้สามารถมองภาพอนาคต ประเมินนโยบายที่ได้มีการดำเนินอยู่ รวมถึงส่งกลับมาว่านโยบายดังกล่าวนั้น ตอบโจทย์หรือไม่และอย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องร่วมมือกับภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อสร้างเครือข่ายสานสัมพันธ์ในการทำงาน แบ่งปันองค์ความรู้</p>
<p><strong>ดร.ทศพร</strong> อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากนั้นแล้ว การออกแบบนโยบายสาธารณะนั้น ต้องคำนึงถึงการมองทุกอย่างให้เป็นระบบ และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอีกด้วย กล่าวคือ เพราะถ้าหากไม่มองทุกอย่างให้เชื่อมโยงกัน แล้วการแก้ไขปัญหาเพียงเฉพาะจุด อาจกระทบต่ออีกจุด ด้วยเหตุดังกล่าวสถาบันฯ จึงได้ทำคู่มือเช็คลิสต์ เพื่อใช้กับหน่วยงานต่าง ๆ ต่อไปจะทำเรื่องอะไรก็ต้องผ่านเช็คลิสต์ ให้กับนักวิเคราะห์นโยบายและแผน</p>
<p>“สิ่งสำคัญคือพยายามทำให้สังคมได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบายสาธารณะ นโยบายเหล่านั้นต้องมองภาพไปข้างหน้า ดักรอปัญหาได้ กรุงเทพจะเผชิญอะไร แล้วเราจะเตรียมรองรับปัญหาอย่างไร เป็นนโยบายสาธารณะในลักษณะ forward looking เพราะปัญหาสาธารณะยากนัก ที่จะมีคำตอบที่สมบูรณ์ แต่ที่สำคัญคือ จะต้องพยายามหาตัวที่ดีที่สุด ในการปรับปรุงความเป็นอยู่ของมนุษย์” <strong>ดร.ทศพร</strong> กล่าวทิ้งท้ายในการจบปาฐกถาเกียรติยศ เพื่อสรุปว่า ไม่ว่าจะเป็นยุคใดๆ ก็ตาม จุดประสงค์สำคัญของการสร้างนโยบายสาธารณะที่ดีนั้น ทำเพื่อสิ่งใด</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/thai-public-policy/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บทสรุปงานประชุมวิชาการ ประจำปี 2563 หัวข้อ Building a Trust &#038; Data-Driven Society</title>
		<link>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 30 Oct 2020 07:16:20 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[data-driven]]></category>
		<category><![CDATA[trust]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5898</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล / ชลิตา สุนันทาภรณ์ การออกแบบน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เขียน: รัสมิ์กร นพรุจกุล / ชลิตา สุนันทาภรณ์</h6>
<p>การออกแบบนโยบายสาธารณะ องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ คือข้อมูลส่วนบุคคลที่ถูกต้องของประชาชน เพื่อช่วยทำให้กระบวนการต่าง ๆ ในการจัดทำนโยบายสาธารณะสำเร็จตามเป้าหมายและมีประสิทธิภาพได้มากยิ่งขึ้น หากหน่วยงานของรัฐได้รับข้อมูลของประชาชนที่ครบถ้วน และมีจำนวนมากเพียงพอ ทำให้การวางแผนเพื่อนโยบายนั้น เป็นไปอย่างตรงเป้าและครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม รวมทั้งตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น</p>
<p>แต่หากมีคนเข้ามาขอสอบถามข้อมูลส่วนตัวของคุณ ไม่ว่าจะเป็นชื่อ &#8211; นามสกุล เลขบัตรประชาชน หรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ คุณจะยอมให้ข้อมูลเหล่านี้หรือไม่? &#8211; คือข้อสงสัยที่สถาบันฯ ต้องการหาคำตอบ</p>
<p>การสร้างสังคมที่มีความไว้วางใจและขับเคลื่อนด้วยข้อมูลไปพร้อมกัน จึงเป็นสังคมในฝันที่ทางสถาบันฯ ต้องการก้าวไปให้ถึง และนี่คือบทสรุปจากงานประชุมวิชาการประจำปี ในหัวข้อ <strong>“Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</strong> ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ ได้มีการบรรยายในหัวข้อ <strong>“Building a Trust and Data-Driven Society”</strong> โดย <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab</strong> และ<strong> ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ หัวหน้า Data and Intelligence Lab</strong> เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา</p>
<h2>Building a Trust Society: สรรสร้างความไว้ใจเพื่อการออกแบบนโยบายสาธารณะที่ดี</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1169.jpg" alt=""></p>
<p>สังคมที่มีการไว้วางใจกัน (trust) ย่อมเป็นหนึ่งในความปรารถนาของการพัฒนาที่ดี เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจกับภาครัฐ และยินดีมอบข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานของรัฐ ข้อมูลที่ได้จะกลายเป็นข้อมูลที่สำคัญ และเมื่อผนวกกับข้อมูลเดิมในส่วนอื่น ๆ ที่ภาครัฐมีอยู่แล้วในหลายมิติจะยิ่งส่งเสริมให้สังคมเป็นสังคมที่ดีขึ้น</p>
<p>“ในสังคมที่มีความไว้วางใจกันและสังคมของการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เมื่อประชาชนให้ความไว้วางใจกับหน่วยงานภาครัฐ ประชาชนจะยินดีมอบข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานภาครัฐ เพื่อที่จะได้นำข้อมูลที่ถูกต้องนี้ไปใช้ ก่อให้เกิดนโยบายสาธารณะและการพัฒนาที่ดีตามมา” <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี เจริญรักษ์ หัวหน้า Public Opinion and Dialogue Lab</strong>กล่าว</p>
<p><strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> ได้บอกเล่าถึงงานวิจัยชิ้นสำคัญที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ได้ร่วมมือกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ศึกษาความไว้วางใจของประชาชน ในการให้ข้อมูลของประชาชนต่อหน่วยงานภาครัฐ ผ่านการให้หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ในการสำรวจสำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2556 และการสำรวจการเปลี่ยนแปลงประชากร พ.ศ. 2558 – 2559 ซึ่งการสำรวจดังกล่าว ได้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างทั่วประเทศ จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ทั้ง 2 ชุดข้อมูล มีผู้ตอบแบบสำรวจให้หมายเลขบัตรประชาชนประมาณ 65% โดยผู้อยู่อาศัยในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็น 2 ภาค ที่ให้ข้อมูลมากที่สุด นอกจากนี้ ข้อมูลจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดนั้นพบว่า ผู้ที่มีแนวโน้มในการให้ข้อมูลหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลักส่วนใหญ่นั้น จะที่มีที่อยู่อาศัยในนอกเขตเทศบาล มีรายได้น้อย และอยู่ในกลุ่ม baby boomer (56-74 ปี) ทั้งนี้ การศึกษาครั้งนี้ยังมีข้อจำกัด ในการตรวจสอบความถูกต้องหมายเลขบัตรประชาชน ที่ได้รับจากแบบสำรวจ</p>
<p><strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> กล่าวว่านอกจากการศึกษาความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐ ผ่านหมายเลขบัตรประชาชน สถาบันฯ ยังได้ศึกษาการให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งหมายเลขโทรศัพท์มือถือ บัญชีอีเมล และบัญชี Line (LINE application) ผ่านการสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชากร พ.ศ. 2563 ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้รวบรวมแบบสำรวจจากทั่วประเทศในช่วงเดือนมกราคม &#8211; มีนาคมที่ผ่านมา พบว่า จากจำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 35,053 คน ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ให้ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์จำนวนมากที่สุดถึง 56.17% รองลงมา ได้แก่ บัญชีไลน์ (14.24%) และอีเมล (1.84%) ตามลำดับ</p>
<p>ทั้งนี้ <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> ระบุว่า ช่วงวัยส่วนใหญ่ที่ให้ทุกช่องทางการติดต่ออยู่ในช่วง Gen Z (อายุน้อยกว่า 19 ปี) โดยผู้ที่มีรายได้สูงส่วนใหญ่จะให้อีเมล ในขณะที่ผู้ที่มีรายได้น้อยมักจะให้หมายเลขโทรศัพท์มือถือและบัญชีไลน์ นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ข้อมูลยังพบว่า ผู้ให้ข้อมูลช่องทางการติดต่อส่วนใหญ่นั้น จะเป็นผู้ที่อยู่อาศัยในภาคใต้อีกด้วย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1173.jpg" alt=""></p>
<p>ไม่เพียงการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับจากแบบสำรวจเท่านั้น สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่อยู่อีเมลที่ได้รับจากการสำรวจสภาวการณ์ทำงานของประชากร พ.ศ. 2563 โดยทำการทดสอบผ่าน Voice platform ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ผ่านการตอบแบบสำรวจ เรื่องการรับรู้ความเสี่ยง พบว่าจากจำนวนอีเมล 513 บัญชี สามารถส่งได้สำเร็จทั้งสิ้นเพียง 391 บัญชี ในขณะที่อีก 122 บัญชี นั้นเป็นอีเมลที่ไม่มีอยู่จริง ถือเป็นสัดส่วนกว่า 24% ของข้อมูลที่อยู่อีเมลที่ได้รับ</p>
<p>จากการศึกษาวิจัยเบื้องต้นในครั้งนี้สรุปได้ว่า จึงเกิดเป็นคำถามสำคัญว่า หน่วยงานภาครัฐจะมีมาตรการอย่างไรในการเสริมสร้างและเพิ่มความไว้วางใจของประชาชนในการให้ข้อมูลและเป็นโจทย์ใหญ่ที่สถาบันฯ จะทำการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต</p>
<p>“วิธีการสร้างความไว้วางใจในเรื่องของการให้ข้อมูลนั้นสามารถทำได้ด้วยการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงประโยชน์ของการใช้ข้อมูลนั้น ๆ การสร้างความเชื่อมั่นว่าข้อมูลของประชาชนจะถูกเก็บรักษาอย่างปลอดภัย และการดำเนินการเก็บข้อมูลที่โปร่งใสสามารถตรวจสอบได้” <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> เสนอ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อมูลติดต่อทางอิเล็กทรอนิกส์ในการศึกษาครั้งนี้นั้น <strong>ผศ. ดร.ณัตติฤดี</strong> กล่าวว่าสถาบันฯ ได้ทำการทดลองและศึกษาวิจัย จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือและบัญชีไลน์ เพื่อดูผลจากการตอบรับจากประชาชนต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลส่วนบุคคลที่สถาบันฯ ได้รับจากการสำรวจในครั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สำนักงานสถิติแห่งชาติ และนโยบายการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของสถาบันฯ</p>
<h2>Building a Data-Driven Society: ขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูล</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1181.jpg" alt=""></p>
<p>นอกจากการศึกษาความไว้วางใจของประชาชน ในการให้ข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว การสร้างสังคมให้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เป็นอีกหนึ่งความฝันที่ทางสถาบันฯ ต้องการไปให้ถึง โดย <strong>ฐิติพงษ์ เหลืองอรุณเลิศ หัวหน้า Data and Intelligence Lab</strong> อธิบายว่า Data-Driven Society คือ สังคมที่ขับเคลื่อนจากไม่รู้เป็นรู้ด้วยข้อมูล รู้เร็ว ย่อกระบวนการจัดการข้อมูล เพื่อให้นักวิเคราะห์ทำงานได้นานขึ้น รู้กว้าง เปิดโอกาสในการวิเคราะห์ที่หลากหลายและกระจายโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลไปสู่ท้องถิ่น</p>
<p>อีกหนึ่งงานสำคัญของ <strong>Data and Intelligence Lab</strong> จึงเป็นการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือเพื่อแสดงผลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ในมิติต่าง ๆ เช่น ประชากร เศรษฐกิจ สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบายสาธารณะและผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์และออกแบบนโยบายสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ การทำให้สังคมเราเป็น data-driven ข้อมูลต้องเข้าถึงง่าย และควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสามารถนำข้อมูลเหล่านั้น ไปใช้ในการออกนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<p>โดยเหตุนี้ ภายในงานดังกล่าว สถาบันฯ จึงได้เปิดตัว IPPD Data Map เครื่องมือที่ทาง Data &amp; Intelligence Lab พัฒนาขึ้นมา ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวจะช่วยทำให้ผู้ออกแบบนโยบายหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถศึกษาความเชื่อมโยงและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างชุดข้อมูลและระหว่างแต่ละพื้นที่ สร้างความรู้ความเข้าใจถึงสถานการณ์ของประเทศไทยในบริบทต่าง ๆ ได้อย่างบูรณาการมากยิ่งขึ้น พร้อมกันนั้นยังสามารถช่วยชี้ให้เห็นถึงประเด็นที่มีความสำคัญในการพัฒนา และนําไปสู่การออกแบบมาตรการหรือนโยบายบนพื้นฐานของข้อมูลและหลักฐาน</p>
<p><strong>ฐิติพงษ์</strong> ระบุว่า IPPD Data Map สามารถนำเสนอข้อมูลได้หลากหลายมิติ โดยเครื่องมือดังกล่าวจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมด้วยข้อมูลและความรู้เพิ่มมากขึ้นใน 3 ด้าน ได้แก่</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/IMG_1193.jpg" alt=""></p>
<p><strong>รู้เร็ว</strong> ระบบจัดการข้อมูลหลากหลายชุดให้พร้อมต่อการวิเคราะห์ ย่นเวลาการจัดการข้อมูลที่มักเป็นอุปสรรคในการทำงานด้านข้อมูล เพิ่มเวลาในการวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การออกนโยบายได้เร็วขึ้นและถี่ขึ้น ไปจนถึงการใช้ระบบนี้เพื่อวัดผลนโยบายในอนาคตด้วย</p>
<p><strong>รู้กว้าง</strong> ระบบถูกสร้างบน grid ที่มีหลากหลายขนาด ซึ่งช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลที่หลากหลายได้ เช่น ข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์กับข้อมูลผารสำรวจความคิดเห็นในพื้นที่ขนาด 1 ตารางกิโลเมตร เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลที่เคยกระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง ให้ขยายไปสู่ท้องถิ่น</p>
<p><strong>รู้ลึก</strong> ระบบเปิดให้วิเคราะห์ข้อมูล 1-4 ชุดพร้อมกัน โดยสามารถกดดูได้ทั้งในรูปแบบ Grid และพื้นที่การปกครอง โดยมีแผนที่ Heatmap แสดงข้อมูลเบื้องต้น และสามารถเจาะลึกเพื่อเปิด Data visualization เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกบนเว็บไซต์ได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ซอฟต์แวร์อื่นเพิ่มเติม</p>
<p>นอกจากนั้นแล้ว IPPD Data Map ยังสามารถเชื่อมต่อข้อมูลเพื่อแลกเปลี่ยน และสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรอื่น ๆ ทั้งระดับภาครัฐ เอกชน และประชาคมได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นการสืบสานเป้าประสงค์ของสถาบันฯ ในการสร้างสังคมที่ดีมีคุณภาพอย่างยั่งยืน</p>
<p>“จากดัชนีเรื่อง Global Open Data Index ในปี 2015 ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 42 จาก 122 แต่เราสามารถไปถึงเลขหลักเดียวได้ ถ้าเราปลดล็อคการใช้ข้อมูล การสร้างเครื่องมือเพื่อแปลงข้อมูลที่เคยเข้าถึงยากมาเป็นนโยบายสาธารณะก็เป็นวิธีหนึ่ง เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น คนที่มีข้อมูลก็อยากเปิด เพราะเขาเห็นว่ามีประโยชน์ ทั้งกับองค์กรและกับการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า” <strong>ฐิติพงษ์</strong> ทิ้งท้าย</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/trust-data-driven-society-seminar/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สภาพัฒน์ยุคใหม่ ปรับองค์กร ฟังเสียงสะท้อนคนรุ่นใหม่ พร้อมตอบโจทย์การพัฒนาไทย</title>
		<link>https://ippd.or.th/nesdc_ippd/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/nesdc_ippd/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 01 Oct 2020 07:39:21 +0000</pubDate>
				<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5451</guid>

					<description><![CDATA[เขียน: วิทวัส พุคคะบุตรเรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานนท์ก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h6 class="has-text-align-right wp-block-heading">เขียน: วิทวัส พุคคะบุตร<br>เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานนท์<br>กานต์ ศุภจารุกิตติ์</h6>



<p>เป็นเวลากว่า 70 ปีแล้วที่ <strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong>ปฏิบัติหน้าที่ในการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำนโยบาย ติดตามและคาดการณ์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลง โอกาส และปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม พร้อมเสนอความเห็น และให้คำแนะนำแก่รัฐบาล เพื่อให้ประเทศพัฒนาไปข้างหน้า และเพื่อเตรียมรองรับผลกระทบต่าง ๆ ที่ อาจเกิดขึ้นได้</p>



<p>ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2563 เป็นต้นไป <strong>คุณดนุชา พิชยนันท์</strong> <strong>จะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเลขาธิการ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong> รับผิดชอบและขับเคลื่อน ให้บทบาทหน้าที่ดังกล่าวของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนชาวไทย</p>



<p><strong>คุณดนุชา</strong>ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่า</p>



<p>“ปัญหาการระบาดของโรค COVID-19 สร้างผลกระทบต่าง ๆ แก่ประชาชนอย่างมาก ขณะเดียวกันในอนาคตประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะประสบกับความไม่แน่นอนต่าง ๆ อีกมากมายจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในประเทศ เนื่องจากสภาพัฒน์ เป็นที่คาดหวังของสังคมในการช่วยนำพาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้า และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการวางทิศทาง การทำงานของสภาพัฒน์ในอนาคต จึงเป็นสิ่งสำคัญ”</p>



<p>บทบาทหน้าที่ และทิศทางการทำงานของ<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong> ภายใต้วิสัยทัศน์ของ<strong>คุณดนุชา</strong> สามารถแบ่งได้เป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่:</p>



<ol><li>การจัดวิธีการทำงานแบบใหม่ภายในองค์กร</li><li>การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์การพัฒนาระยะยาว ด้วยการวิจัยจากสถาบันนโนบายสาธารณะและการพัฒนาที่เป็นคลังสมองของประเทศ</li><li>การร่วมงานกับภาคธุรกิจและเอกชน</li><li>การสื่อสารนโยบายสาธารณะให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และมีส่วนร่วมมากขึ้น</li></ol>



<h2 class="wp-block-heading">การจัดวิธีการทำงานของสภาพัฒน์ ยุคใหม่</h2>



<p>การทำงานของ<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong>ยุคใหม่ เริ่มต้นด้วยการจัดวิธีการทำงานในรูปแบบ ‘Matrix Organization’ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต</p>



<p>“ระบบราชการในองค์กรของเราถูกกำหนดมาแล้วโดยกฎกระทรวง โดยแบ่งเป็นกองหรือสำนักต่าง ๆ ที่รับผิดชอบภารกิจของสายงานนั้น เช่น สายเศรษฐกิจ สายการลงทุนภาครัฐ สายสังคม และสายสิ่งแวดล้อม แต่เนื่องจากในอนาคตแต่ละประเด็นจะมีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น และมีมิติให้ต้องพิจารณาในหลายระดับ เรื่องเศรษฐกิจต้องดำเนินการควบคู่ไปกับเรื่องของสังคม การลงทุน และสิ่งแวดล้อมด้วย หากทำงานตามโครงสร้างส่วนราชการโดยให้สายงานที่รับผิดชอบทำงานแต่เพียงใน ฝ่ายตัวเอง หรือพิจารณาเพียงแค่มุมเดียว ก็คงจะทำให้การตอบสนองต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับประชาชน และประเทศไม่ทันท่วงที”</p>



<p>“การจัดวิธีการทำงานด้วยระบบ Matrix Organization เป็นการดึงบุคลากรจากกองหรือสำนักต่าง ๆ มารวมกัน เป็นทีมเพื่อปฏิบัติภารกิจเฉพาะเรื่อง เพื่อสามารถตอบสนองความต้องการที่เกิดขึ้น ทั้งจากฝั่งนโยบายและประชาชนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และสามารถติดตามคาดการณ์แนวโน้มปัญหาต่าง ๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อวิเคราะห์ออกมาเป็นนโยบาย เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี”</p>



<p>วิธีการทำงานดังกล่าวกระทำไปพร้อมกับ การสร้างองค์กรให้มี ‘บรรยากาศแห่งการเรียนรู้’</p>



<p>“การทำงานในรูปแบบนี้ ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานร่วมกันเป็นทีม หรือ cohesion มากขึ้น ส่งผลให้เกิดการ  รับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันจนได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ และทำให้เจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ๆ หรือ young blood ของ<strong>สภาพัฒน์</strong> ได้มีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น เกิดการเรียนรู้และเปิดโลกทัศน์ของพวกเขา ในการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำนโยบาย และการมองปัญหาหลายมิติและครบถ้วนมากขึ้น”</p>



<p>การปฏิบัติงานตามแนวคิดข้างต้น ต้องกระทำภายใต้หลักการทำงานอย่าง ‘มีประสิทธิภาพ’ สร้างนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนด้วยความรวดเร็ว เที่ยงตรง ถูกต้องบนฐานข้อมูลที่ชัดเจน และหลัก ‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ หรือ accountability เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน </p>



<h2 class="wp-block-heading">การสร้างนโยบายที่ตอบโจทย์การพัฒนาระยะยาว ด้วยการวิจัยจากสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนาที่เป็นคลังสมองของประเทศ</h2>



<p>บทบาทหนึ่งที่<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ</strong> ได้รับการคาดหวังคือการทำวิจัยประเด็นการพัฒนาต่าง ๆ ที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันหลายมิติ ซึ่งต้องใช้ความรู้จากหลากหลายสาขา เพื่อออกแบบแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับยุคปัจจุบัน และสอดรับกับโลกที่เปลี่ยนแปลง <strong>‘สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา’ (Institute of Public Policy and Development) </strong>จึงได้รับการก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็น ‘คลังสมอง’ (Think Tank) ของประเทศ และเพื่อช่วยสนับสนุนการทำงานของ<strong>สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ </strong>และดำเนินงานปฏิบัติภารกิจวิจัยเชิงลึก เพื่อนำไปสู่นโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง</p>



<p>“ที่ผ่านมาเป็นช่วงเรียนรู้ของสถาบันฯ ซึ่งผลงานก็เริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันฯ ก็มีการทำงานวิจัยเรื่องภัยพิบัติและเรื่องความสุขในอนาคตสำหรับประชาชน อีกทั้งวิจัยปัจจัยต่าง ๆ ที่จะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 ซึ่งกำลังดำเนินการกันอยู่ตอนนี้”</p>



<p>“การทำงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก จะทำให้สถาบันฯ ของเราสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่องค์กรเหล่านี้มีเพื่อเปิดมุมมองและได้รับข้อมูลที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งตัวอย่างความสำเร็จและล้มเหลวที่เกิดขึ้นในประเทศต่าง ๆ นำไปสู่การสร้างนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมกับประเทศของเราได้ และรู้กลไกในการผลักดันให้นโยบายเหล่านั้น สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ”</p>



<p><strong>คุณดนุชา</strong>กล่าวต่อว่า แนวทางการทำงานของ<strong>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong>จะดำเนินไปในลักษณะของการสร้างเครือข่ายกับองค์กร ที่มีลักษณะเป็นคลังสมององค์กรอื่นๆ ในไทยด้วย เช่น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพื่อแลกเปลี่ยน มุมมองหรือทำการวิจัยร่วมกันในอนาคต รวมไปถึงการสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และธนาคารโลก (World Bank) อีกด้วย</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="684" height="1024" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-5459" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-684x1024.jpg 684w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-768x1149.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2-1027x1536.jpg 1027w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_2.jpg 1080w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">การร่วมงานกับภาคธุรกิจและเอกชน</h2>



<p><strong>คุณดนุชา</strong>ได้ให้ความเห็น เกี่ยวกับการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน สำหรับยุคนี้นั้นเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน</p>



<p>“<strong>สภาพัฒน์ </strong>ไม่สามารถทำงานเพียงคนเดียวได้ เพราะผู้ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนประเทศจริงๆ คือภาคเอกชน” <strong>คุณดนุชา</strong>กล่าว “<strong>สภาพัฒน์ </strong>ซึ่งเป็นส่วนราชการมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเฉพาะการทำนโยบาย การพัฒนา และการจัดกฎระเบียบต่างๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นบุคลากรของเราต้องเรียนรู้ด้วยว่า ภาคธุรกิจเอกชนมีความต้องการทางด้านทักษะแรงงานอย่างไรบ้าง โลกธุรกิจในอนาคตจะมีการปรับตัวไปในทิศทางใด และกฎระเบียบที่มีอยู่แล้วต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อให้สอดรับกับแนวทางการทำธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป</p>



<p>คุณดนุชาตั้งใจว่า “จะทำงานประสานกับภาคเอกชน เพื่อช่วยกันนำพาประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืนและมั่นคง”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="684" height="1024" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-5461" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-684x1024.jpg 684w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-768x1149.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3-1027x1536.jpg 1027w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_3.jpg 1080w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure>



<h2 class="wp-block-heading">การสื่อสารนโยบายสาธารณะให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ และมีส่วนร่วมมากขึ้น</h2>



<p>ในการกำหนดนโยบายสาธารณะต่าง ๆ นั้น การสื่อสารให้ประชาชน โดยเฉพาะ ‘คนรุ่นใหม่’ เข้าถึงและเข้าใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน แต่ในช่วงที่ผ่านมาการเผยแพร่ให้คนทั่วไปได้รับทราบนั้นกลับทำผ่าน การอธิบายเชิงวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องยากแก่ การเข้าใจ <strong>คุณดนุชา</strong>จึงต้องการปรับวิธีการสื่อสารใหม่ให้ย่อยง่าย และเป็นมิตรมากขึ้น</p>



<p>“เราจะสร้างวิธีการสื่อสารและกระจายความรู้ผ่านคลิปวิดีโอ อินโฟกราฟิก การจัดสัมมนาหรือเวิร์กช็อปที่ไม่ใช่การให้ คนมานั่งรวมกันในห้องใดห้องหนึ่ง แต่ทำผ่านเทคโนโลยีปัจจุบันที่สะดวกสบายมากขึ้น เช่น แอปพลิเคชั่น ZOOM เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้ามารับฟังข้อมูลที่ย่อยให้เข้าถึงได้ง่ายแล้วว่าทำไมต้องมีนโยบายสาธารณะเรื่องนี้ จะช่วยให้เกิดประโยชน์แก่พวกเขาอย่างไร และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีโอกาสซักถาม และแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกับคนทำงานด้วย”</p>



<p>วิธีการสื่อสารในรูปแบบดังกล่าว จะช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนทั่วไป ที่แต่เดิมมองว่านโยบายสาธารณะเป็นเรื่องไกลตัว ขณะเดียวกันก็เป็นการรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่พบเห็น หรือประสบปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้โดยตรง รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่เริ่มให้ ความสนใจต่อประเด็นสังคมมากขึ้น</p>



<p>“ประเทศไทยยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องที่ต้องการการแก้ไข คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ <strong>สภาพัฒน์ </strong>และ<strong>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</strong>จะเข้ามารับฟังปัญหา และทิศทางของประเทศไทยที่คนรุ่นใหม่อยากเห็นในวันข้างหน้า เพื่อนำมาประกอบการทำงาน วิเคราะห์ วิจัย เพื่อกำหนดนโยบายสาธารณะในอนาคต ซึ่งเรากำลังจะจัดทำช่องทางต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อรับฟังเสียงของทุกคนและร่วมกันแก้ปัญหาให้ประเทศไทยพัฒนาต่อไป”</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="684" height="1024" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-684x1024.jpg" alt="" class="wp-image-5463" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-684x1024.jpg 684w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4-768x1149.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/รูป_4.jpg 1019w" sizes="(max-width: 684px) 100vw, 684px" /></figure>



<p><br></p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="256" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-1024x256.jpg" alt="" class="wp-image-5486" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-1024x256.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-300x75.jpg 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC-768x192.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/10/HEADER-DNC.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/nesdc_ippd/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>งานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together”</title>
		<link>https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 18 Sep 2020 09:18:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=5237</guid>

					<description><![CDATA[สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา จะจัดงานประชุมวิชาการประ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา จะจัดงานประชุมวิชาการประจำปี 2563 ในหัวข้อ “Thailand 2020s and Beyond: Building a Better Society Together” เพื่อเผยแพร่ผลการศึกษาและส่งเสริมการมีส่วนร่วมด้านนโยบายสาธารณะและการพัฒนาของประชาชน โดยมุ่งเน้นไปที่แนวคิดในการสร้างสังคมที่ดีขึ้นร่วมกัน ใน 3 ประเด็นหลัก ที่ทางสถาบันฯ ได้ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่</p>
<ol>
<li>Thailand 2020s and Beyond: Building a Resilient Society</li>
<li>Thailand 2020s and Beyond: Building a Sustainable Society</li>
<li>Thailand 2020s and Beyond: Building a Trust and Data-Driven Society</li>
</ol>
<p>สถาบันฯ ขอเรียนเชิญท่านเข้าร่วมงานประชุมวิชาการประจำปี ในวันที่ 25 กันยายน 2563 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุม สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ 1 ชั้น 5 อาคารสามย่านมิตรทาวน์ </p>
<p>หากท่านสนใจเข้าร่วมงาน สามารถลงทะเบียนได้ที่ <a href="https://ippd2020.digitalnextecho.com/register.php">https://ippd2020.digitalnextecho.com/register.php</a> หรือ QR Code ด้านล่างนี้</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/09/QR-IPPD2020.png" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/building-a-better-society-together/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘นโยบายสาธารณะ’: เรื่องใหญ่ ที่ใกล้ตัว</title>
		<link>https://ippd.or.th/survey-non-survey/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/survey-non-survey/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 14 Sep 2020 07:30:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=3113</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์ น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์</h6>
<p>นโยบายสาธารณะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่แท้จริงแล้วเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวพวกเราทุกคน สังเกตได้จากทุก ๆ นโยบายที่ถูกส่งออกมา ล้วนส่งผลกระทบกับประชาชน ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค หรือนโยบายขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา</p>
<h2>นโยบายสาธารณะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จริงหรือ?</h2>
<p>นโยบายสาธารณะ คือ สิ่งที่ภาครัฐดำเนินการออกมา เพื่อใช้แก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ สังคม รวมไปถึงสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ขั้นตอนและการออกแบบนโยบายสาธารณะ จึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้รัฐบาลมองเห็นทิศทาง ทั้งยังสามารถตั้งเป้าหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินการต่อไปได้ จนบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้</p>
<p>ตามทฤษฎีแล้ว แนวทางในการบริหารจัดการ และการกำหนดนโยบายสาธารณะ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท โดยประเภทแรกจะถูกกำหนดโดยภาครัฐ ข้าราชการ และนักวิชาการ ตามแบบฉบับการบริหารแบบบนลงล่าง (top-down) และอีกประเภทหนึ่งที่ประชาชาชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (stakeholders) จะเป็นผู้กำหนดนโยบายสาธารณะได้ด้วยตนเอง หรือที่เรียกว่าการบริหารแบบล่างขึ้นบน (bottom-up) โดยประชาชนสามารถเข้ามาแสดงความคิดเห็น และร่วมเป็นผู้ออกแบบนโยบายสาธารณะได้ (ประทุมทิพย์ ทองเจริญ, 2555) ในฐานะที่ประชาชนเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้น จะดีเเค่ไหน หากประชาชนจะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสาธารณะด้วย</p>
<p>วิธีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนในปัจจุบัน ได้แบ่งออกเป็น 2 วิธีใหญ่ๆ ได้แก่ จากการทำแบบสำรวจ (survey) และจากช่องทางอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำแบบสำรวจ (non-survey) เช่น การฟังเสียงภาคประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ (social listening) หรือการมีพื้นที่สาธารณะในการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบนี้ ต่างก็เป็นวิธีการที่สำคัญซึ่งจะทำให้เห็นถึง ความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และยังเปรียบเสมือนเวทีให้กับประชาชนได้ร่วมอภิปราย ถกเถียงประเด็นปัญหาต่าง ๆ และเปิดโอกาสให้ได้รับฟังมุมมองให้รอบด้านขึ้น เพื่อสร้างให้เกิดข้อสรุป ก่อนที่จะนำมาจัดทำเป็นนโยบายสาธารณะต่อไป</p>
<h2>Survey: เก็บข้อมูลหลากหลาย ตรงตามเป้าหมายผู้ถาม</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3115" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-1024x682.png" alt="" width="800" height="533" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-1024x682.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-300x200.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1-768x512.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2-1.png 1201w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>วิธีเก็บรวบรวมความคิดเห็นที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง คงจะเป็น ‘การทำแบบสำรวจ’ (survey) เพราะสามารถเก็บข้อมูลที่ต้องการได้หลากหลายรูปแบบ ได้แก่ การสำรวจแบบตัวต่อตัว (face to face survey) การสำรวจทางไปรษณีย์ (mail survey) การสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) และการทำสำรวจผ่านเว็บไซต์ (web survey) โดยในส่วนของการสำรวจแบบตัวต่อตัว และการสำรวจทางโทรศัพท์นั้น จะมีผู้สัมภาษณ์ที่สามารถให้คำอธิบายเพิ่มเติม ต่อผู้ถูกสัมภาษณ์ เมื่อมีข้อสงสัย (interviewer-administered mode) เเต่ข้อเสียของการเก็บข้อมูลประเภทนี้คือ ค่าใช้จ่ายในการเก็บข้อมูลค่อนข้างสูง และการสำรวจแบบตัวต่อตัว มักจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลที่ค่อนข้างนาน ในส่วนของการสำรวจทางไปรษณีย์และการสำรวจผ่านทางเว็บไซต์นั้น ผู้ตอบแบบสอบถามจะต้องทำแบบสำรวจโดยตัวเอง (self-administered survey) โดยไม่มีผู้สัมภาษณ์คอยให้ความช่วยเหลือในการตอบคำถาม (Dillman et al., 2014)</p>
<p>ปัจจุบันการสื่อสารมีความก้าวหน้ามากขึ้น ผู้คนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย จากรายงานของ Digital 2020 ซึ่งจัดทำโดย We Are Social และ Hootsuite พบว่า ประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 75% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั่วโลกซึ่งมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 59% นอกจากนี้ การใช้งานอินเทอร์เน็ตในแต่ละวันของคนไทย โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 9.01 ชั่วโมง สูงเป็นอันดับ 4 ของโลก (Simon Kemp, 2020) จากข้อมูลดังกล่าวทำให้ ‘การทำแบบสำรวจผ่านเว็บไซต์’ กลายมาเป็นตัวเลือกสำคัญในการเก็บข้อมูลในประเทศไทย และเมื่อรวมกับข้อดีที่ผู้จัดทำแบบสำรวจ สามารถออกแบบแบบสำรวจได้ตามความต้องการ โดยใช้งบประมาณไม่มากนัก สามารถเก็บข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ภายในกรอบระยะเวลาการทำวิจัยที่จำกัด ทั้งยังสามารถเผยแพร่แบบสอบถาม ให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตให้เข้าถึงได้ง่าย ในส่วนของผู้สนใจตอบแบบสำรวจ ก็สามารถเข้ามาตอบได้ทุกที่และทุกเวลาที่สะดวก และที่สำคัญไปกว่านั้น การทำสำรวจผ่านเว็บไซต์ ยังสามารถลดปัญหาการเกิดอคติของผู้สัมภาษณ์ ที่มักจะเกิดขึ้นผ่านการใช้วิธีสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว มากไปกว่านั้น ในการทำแบบสำรวจออนไลน์ยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้เข้าร่วม เพื่อใช้ในการแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายต่าง ๆ ของภาครัฐได้อีกด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การทำสำรวจผ่านทางเว็บไซต์ในประเทศไทยก็ยังมีข้อจำกัด สำหรับผู้ตอบแบบสำรวจที่ไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ จึงทำให้ได้ผลสำรวจที่ถือได้ว่าไม่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากรทั้งหมด และการสำรวจออนไลน์มักจะได้รับอัตราการตอบกลับที่ต่ำ ดังนั้นจึงอาจจำเป็นที่จะต้องทำการสำรวจด้วยวิธีการอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น การสำรวจแบบตัวต่อตัว การสำรวจแบบใช้โทรศัพท์ เพื่อให้ได้รับความคิดเห็น จากตัวอย่างที่เป็นตัวแทนที่ดีของประชากร และมักจะได้รับอัตราการตอบกลับที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>นอกจากนี้ เรื่องการเก็บรักษาความปลอดภัยของข้อมูล จากผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ที่ส่งผลต่อการตอบแบบสำรวจออนไลน์อย่างมาก หากผู้จัดทำแบบสำรวจออนไลน์ มีการกำหนดนโยบายในการเก็บรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ชัดเจน จะทำให้ผู้ตอบแบบสำรวจมีความมั่นใจ และมีแนวโน้มที่อัตราตอบกลับ (response rate) ที่จะสูงขึ้นตามไปด้วย</p>
<p><span style="font-weight: 400;">ในปัจจุบัน สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการทำแบบสำรวจออนไลน์บนเว็บไซต์ ผ่านทางเว็บไซต์ของสถาบันฯ&nbsp; เพื่อใช้ในการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนไทยที่ใช้อินเทอร์เน็ต ต่อประเด็นต่าง ๆ เช่น การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบายการงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว ที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยได้ออกแบบให้มีวิธีการตอบแบบสำรวจที่ง่าย เหมาะสมกับทุกเพศ ทุกวัย ผู้ที่สนใจสามารถทำแบบสำรวจได้ทั้งคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ในอนาคต สถาบันฯ ได้มีแผนในการจัดทำแบบสำรวจในหัวข้ออื่น ๆ เพิ่มเติม โดยวางแผนที่จะนำข้อมูลที่ได้รับจากการสำรวจผ่านแพลตฟอร์มนี้ ไปประกอบกับการสำรวจในแบบอื่น ๆ เพื่อนำไปสู่กระบวนการออกแบบนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมต่อไป</span></p>
<h2>สะท้อนเสียง ผ่านตัวอักษรบนโลกออนไลน์</h2>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3117" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-1024x682.png" alt="" width="800" height="533" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-1024x682.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-300x200.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy-768x512.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/20200425-pp-7-copy.png 1201w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<p>ปัจจุบันโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นพื้นที่ในการสื่อสารรูปแบบใหม่ ภายในระยะเวลาอันสั้น บ้างใช้ในการถกเถียง บ้างใช้ในการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่ว่าจะเป็นในมุมมองด้านใด โซเชียลมีเดียก็ยังสะท้อนความรู้สึก และความต้องการที่แท้จริงของประชาชนออกมาได้ส่วนหนึ่งด้วย ภาคธุรกิจจึงได้มีการออกแบบเครื่องมือที่เรียกว่า social listening เพื่อใช้ในการเก็บข้อมูลจากพื้นที่ออนไลน์ต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ เป็นต้น โดยในช่วงแรก ภาคธุรกิจมักจะนำมาใช้ศึกษาการทำตลาดออนไลน์ โดยการดูผลตอบรับจากผู้ใช้ แล้วนำไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตน ให้ตอบรับกับเสียงสะท้อนที่ได้รับมา (Sasin I., n.d.)</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ในปัจจุบันได้มีการนำเครื่องมือ social listening มาใช้ในการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน ต่อนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ด้วย ซึ่งจะทำให้เห็นข้อมูลเชิงลึก มีข้อดี คือ ความรวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเครื่องมือนี้ยังสามารถเก็บความคิดเห็นย้อนหลัง ในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้อีกด้วย เช่น การจัดการถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทย ที่สถาบันฯ ได้ทำการศึกษา สามารถย้อนกลับไปดูข้อความได้ ทั้งก่อนและหลังการประกาศขอความร่วมมือ งดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว (1 มกราคม 2563) ได้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากที่ได้รับจากโซเชียลมีเดีย อาจจะไม่สามารถสะท้อนความคิดเห็นของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตออกมาทั้งหมด แต่ก็สามารถแสดงความเห็นต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่งได้เป็นอย่างดี โดยเป็นความรู้สึกนึกคิด ณ ช่วงเวลานั้นของผู้ใช้งานออนไลน์จริง ๆ ดังนั้นการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening จึงเป็นการเก็บข้อมูลเชิงสังเกต (observation) บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งประเด็นต่าง ๆ ถูกพูดถึงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ จึงอาจทำให้บางประเด็นที่ไม่ได้มีการพูดถึงตกหล่นไป หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ไม่ได้พูดถึงกันจนเป็นเรื่องปกติ หรือบางประเด็น อาจจะไม่ได้มีการพูดถึงในเชิงลึกอย่างที่ต้องการ ดังนั้น การเก็บข้อมูลจากโซเชียลมีเดีย จะต้องมีการระมัดระวังในข้อจำกัดที่กล่าวไว้ข้างต้น</p>
<h2>จะเป็นอย่างไร … ถ้าไทยมีเวทีไฮด์ปาร์คบนพื้นที่สาธารณะออนไลน์</h2>
<p>ไม่เพียงข้อมูลที่ได้รับจากการรวบรวมผ่านเครื่องมืออย่าง social listening เท่านั้น แต่ในปัจจุบันยังมีการสร้างพื้นที่สาธารณะออนไลน์ (public opinion platform) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาอภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อมได้อย่างเปิดกว้าง มีการถกเถียงระหว่างผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย โดยผลสรุปที่ได้รับ จะนำไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายสาธารณะ ตัวอย่างของแพลตฟอร์มที่ประสบความสำเร็จ เช่น โครงการ ‘vTaiwan’ ของประเทศไต้หวัน ที่ได้พัฒนาพื้นที่สาธารณะออนไลน์ เพื่อถกประเด็นต่าง ๆ โดยให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ นักธุรกิจ ภาคประชาสังคม และประชาชน และทางภาครัฐจะได้นำข้อมูลที่ได้รับจากพื้นที่สาธารณะออนไลน์นี้ ไปใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ หรือกฎหมายที่เหมาะสมต่อไป</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3123" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-1024x588.png" alt="" width="800" height="459" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-1024x588.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-300x172.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-768x441.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-1536x882.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-22-2048x1176.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h6 style="text-align: center;">ที่มา: https://info.vtaiwan.tw/</h6>
<p>ตัวอย่างพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ที่ใช้ในการถกเถียงประเด็นต่าง ๆ ทางสังคม เช่น www.arguman.org ซึ่งใช้เป็นในการถกเถียง โดยใช้วิธีการนำเสนอแบบแผนภาพมาใช้ ผู้ที่เห็นด้วยสามารถแสดงความคิดเห็นได้ ในขณะที่ผู้คัดค้านเอง ก็สามารถโต้แย้งด้วยเหตุผลได้ด้วยเช่นกัน แผนภาพที่เกิดขึ้นจากการถกเถียง จะช่วยอธิบาย และช่วยหาบทสรุปให้กับหัวข้อต่าง ๆ ที่ถกเถียงกันอยู่ได้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ สำหรับใช้ในประเทศไทย เพื่อสร้างสังคมที่เปิดกว้างทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ เป็นเพื่อการระดมความคิด และสร้างการมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสาธารณะให้กับทุก ๆ คน</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-large wp-image-3119" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-1024x572.png" alt="" width="800" height="447" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-1024x572.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-300x168.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-768x429.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-1536x858.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/05/2020-04-14-25-2048x1144.png 2048w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></p>
<h6 style="text-align: center;">ที่มา: www.arguman.org</h6>
<p>ติดตามเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ www.arguman.org ได้จากที่นี่ เร็ว ๆ นี้</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/survey-non-survey/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
