<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>IPPD</title>
	<atom:link href="https://ippd.or.th/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<description>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</description>
	<lastBuildDate>Fri, 17 Dec 2021 09:02:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.4.6</generator>

<image>
	<url>https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2019/11/cropped-ippd-32x32.png</url>
	<title>IPPD</title>
	<link>https://ippd.or.th</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ผลลัพธ์เป้าหมายความสุขของคนไทย จากโครงการ &#8216;2564 ความสุขอยู่ที่ใด?&#8217;</title>
		<link>https://ippd.or.th/happiness-report/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/happiness-report/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 31 Mar 2021 11:03:09 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Surveys]]></category>
		<category><![CDATA[happiness-survey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6416</guid>

					<description><![CDATA[IPPD ได้จัดทำโครงการ &#34;2564 ความสุขอยู่ที่ใด?&#34; [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>IPPD ได้จัดทำโครงการ &quot;2564 ความสุขอยู่ที่ใด?&quot; เพื่อสำรวจความสุขในภาพรวมของคนไทยตลอดปี 2563 และเป้าหมายความสุขที่ต้องการให้เกิดขึ้นในปี 2564 ใน 7 ประเด็น ได้แก่ การเงิน การพักผ่อน ครอบครัว ความมั่นคงในชีวิต ความสัมพันธ์ สังคมและบ้านเมือง และสุขภาพ ผ่านเครื่องมือจัดทำแบบสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ภายใต้ชื่อ &#8216;VOICE&#8217; เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนบนโลกออนไลน์ และนำเสนอผลลัพธ์ในรูปแบบของ word cloud ซึ่งสามารถประมวลผลได้ตามเวลาจริง (real time processing) และสามารถเห็นถึงสัดส่วนเป้าหมายความสุขที่ประชาชนจากทั่วปะเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการตอบแบบสำรวจออนไลน์</p>
<p>หลังการสำรวจออนไลน์เสร็จสิ้นลง IPPD ได้จัดทำรายงาน โดยจำแนกเป็นข้อมูลโดยรวมระดับประเทศ และในระดับจังหวัด โดย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การจัดทำแบบสำรวจออนไลน์ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างให้เกิดการออกแบบนโยบายสาธารณะที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาความสุขของประชาชนชาวไทยในแต่ละพื้นที่ให้เพิ่มมากขึ้นอย่างยั่งยืน</p>
<h3><a href="https://drive.google.com/file/d/16x9ooi0gzj_J4ev3k0F2YCsldhg8Y8W1/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่</a></h3>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/happiness-report/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โครงการพัฒนาเครื่องมือ &#8220;แสวงบุญใหม่&#8221;: IPPD National Strategy Toolkit</title>
		<link>https://ippd.or.th/boonmai-report/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/boonmai-report/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 29 Mar 2021 09:36:37 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Foresight & Futures Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Reports]]></category>
		<category><![CDATA[boonmai]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6401</guid>

					<description><![CDATA[ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องการหาจุดเติบโตใหม่ให้กับประเทศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องการหาจุดเติบโตใหม่ให้กับประเทศ หรือการแสวงหา “บุญใหม่” โดยอาศัยความเข้าใจถึงความท้าทายของวิบากกรรมที่สะสมมา และพื้นบุญที่จะใช้เป็นฐานต่อไป</p>
<p>IPPD จัดทำโครงการ “บุญใหม่” เพื่อศึกษา วิจัย แลกเปลี่ยน และค้นหาบุญใหม่ของประเทศไทย และตอบโจทย์บุญเก่าผ่านการศึกษายุทธศาสตร์ของความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจของ 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ได้แก่ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ สิงคโปร์</p>
<p>IPPD ชวนทุกท่านศึกษารายงาน การพัฒนาเครื่องมือ “แสวงบุญใหม่” (IPPD National Strategy Toolkit 1.0) สรุปการแสวงบุญใหม่ด้านยุทศาสตร์ และกรอบแนวคิดจากการวิจัยไว้อย่างน่าสนใจ สามารถปรับใช้ในการวางแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อไป ในโลกที่ไม่เหมือนเดิม</p>
<h3><a href="https://drive.google.com/file/d/14lrSAPF98a0lXgiOIJxThCkMhcCveI5T/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่</a></h3>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/boonmai-report/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานประจำปี 2562-2563 สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</title>
		<link>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Mar 2021 07:32:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Design & Testing Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Foresight & Futures Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<category><![CDATA[Public Opinion & Dialogue Lab]]></category>
		<category><![CDATA[annual-report]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6352</guid>

					<description><![CDATA[นโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นนโยบายที่ให้ความสนใจ กับการพัฒ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p>นโยบายสาธารณะที่ดีควรเป็นนโยบายที่ให้ความสนใจ กับการพัฒนาในระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยมองไปถึง “อนาคต” ไม่ใช่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เป็นนโยบายที่เห็น “คนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของการพัฒนา” ไม่ได้เห็นเป็นเครื่องมือของการพัฒนา แต่เป็นนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของ “ข้อมูลเชิงลึกและหลักฐาน จากการทดสอบและทดลอง”</p>
<p>ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้วางรากฐานการขับเคลื่อนงานเพื่อสร้างนโยบายสาธารณะที่ดีขึ้น ผ่าน “เครื่องมือใหม่” “เสียงใหม่” และ “มุมมองใหม่” และทำงานร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายชั้นนำ ทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 40 องค์กร อาทิเช่น สำนักงานสถิติแห่งชาติ สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส กลุ่มธนาคารโลก เป็นต้น โดยนำเครื่องมือต่าง ๆ เข้ามาบูรณาการในการพัฒนานโยบายสาธารณะ เพื่อให้ครอบคลุมมิติที่หลากหลาย ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และอื่น ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสังคมที่น่าอยู่ขึ้น เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ต่อทุกภาคส่วนในสังคม</p>
<p>มาดูกันว่ามีโครงการใดที่น่าสนใจ และสามารถต่อยอดต่อไปเพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป</p>
<h4><a href="https://drive.google.com/file/d/1oomXcaAzpvsuRDuPu6MCfxCsUTs7SP4q/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานประจำปี 2562-2563 ของ IPPD ได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานประจำปี 2562-2563 ของ IPPD ได้ที่นี่</a></h4>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/annual-report-2019-2020/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Checklist&#8217; แนวทางและขั้นตอนการออกแบบนโยบายสาธารณะ</title>
		<link>https://ippd.or.th/checklist/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/checklist/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 04 Mar 2021 09:03:31 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Design & Testing Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Reports]]></category>
		<category><![CDATA[checklist]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6340</guid>

					<description><![CDATA[IPPD ได้ศึกษาและจัดทำ แนวทางและขั้นตอนการออกแบบนโยบายสาธารณะ ในรูปแบบ ‘Checklist’ ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เสมือนเป็นกรอบแนวคิดและขั้นตอน เพื่อให้นโยบายนั้นบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="6340" class="elementor elementor-6340">
						<div class="elementor-inner">
				<div class="elementor-section-wrap">
									<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-e3c74d7 elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="e3c74d7" data-element_type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
							<div class="elementor-row">
					<div class="elementor-column elementor-col-100 elementor-top-column elementor-element elementor-element-7e79dd99" data-id="7e79dd99" data-element_type="column">
			<div class="elementor-column-wrap elementor-element-populated">
							<div class="elementor-widget-wrap">
						<div class="elementor-element elementor-element-506eb151 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="506eb151" data-element_type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
								<div class="elementor-text-editor elementor-clearfix">
				<p>IPPD ได้ศึกษาและจัดทำ แนวทางและขั้นตอนการออกแบบนโยบายสาธารณะ ในรูปแบบ ‘Checklist’ ขึ้น เพื่อทำหน้าที่เสมือนเป็นกรอบแนวคิดและขั้นตอน เพื่อให้นโยบายนั้นบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้</p>
<p>โดย Checklist จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้สามารถดำเนินตามแผนการได้อย่างเป็นขั้นตอน ตามกรอบเวลาที่ได้วางไว้ โดยมองเห็นเป็นระบบนิเวศ (ecosystem) ของปัญหา โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน สามารถวิเคราะห์ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งในภาพกว้างและลึก เพื่อออกแบบนโยบายให้ตรงกับบริบทของสังคมไทย</p>
<p>สถาบันฯ คาดหวังว่า Checklist จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่จะช่วยนำไปสู่นโยบายที่ ‘ดีขึ้น’ และส่งผลกับการพัฒนาประเทศระยะยาว ช่วยให้สังคมไทยเป็น ‘สังคมที่ดีขึ้น’ ‘น่าอยู่ขึ้น‘ ‘แข็งแรงขึ้น‘ และพร้อมรับมือกับ ‘อนาคตอย่างยั่งยืน‘ มากขึ้น</p>
<h4><a href="https://drive.google.com/file/d/1dzkTkXepSWr8m_6SRgyQsZMmcHGxH3XB/view?usp=sharing" title="ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่">ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่</a></h4>					</div>
						</div>
				</div>
						</div>
					</div>
		</div>
								</div>
					</div>
		</section>
									</div>
			</div>
					</div>
		]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/checklist/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8216;Data Story and How to Craft Them&#8217;  เรียนรู้แนวทางการเล่าเรื่องราวข้อมูล สำหรับการสื่อสารนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</title>
		<link>https://ippd.or.th/data-story-and-how-to-craft-them/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/data-story-and-how-to-craft-them/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jan 2021 10:23:36 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[data story]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6199</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: อภิวรรณ ดวงภุมเมศ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ภูริพันธุ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: อภิวรรณ ดวงภุมเมศ<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ภูริพันธุ์ รุจิขจร, รัสมิ์กร นพรุจกุล</h6>
<ul>
<li>การแปรข้อมูลเป็นภาพ (data visualization) หรือ การนำข้อมูลมาเล่าเป็นเรื่องราว (data story) เป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสารรูปแบบใหม่ ที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนานำมาใช้ เพื่อสื่อสารให้ผู้อ่านได้เข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อน ภายในเวลาสั้น ๆ</li>
<li>รูปแบบการนำเสนอ data story สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ รูปแบบที่ผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อนเอง และ รูปแบบที่ผู้อ่านเป็นผู้ขับเคลื่อนเอง ผ่านโครงสร้างการเล่าเรื่อง 3 โครงสร้าง ได้แก่ โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Martini Glass, แบบ Interactive slideshow และแบบ Drill-Down story</li>
<li>ปัจจุบัน data story เป็นหนึ่งในวิธีการสื่อสาร ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในการเล่าเรื่องผ่านข้อมูลขนาดใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงผู้อ่านได้ง่าย</li>
</ul>
<p>การแปรข้อมูลเป็นภาพ (data visualization) เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเล่าประเด็นสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมให้เกิดการเล่าเรื่องราวในรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า เรื่องราวข้อมูล (data story) ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จาก data visualization ในการเล่าประเด็นสำคัญ ที่แฝงอยู่ในข้อมูล (Edward Segel และ Jeffrey Heer, 2553)</p>
<p>ตัวอย่างการใช้ประโยชน์จาก data story ได้ถูกนำไปใช้เพื่อสื่อสารประเด็นที่ท้าทายหลาย ๆ อย่าง เช่น ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ อย่างปัญหาโรคระบาด COVID-19 บทความ “Why outbreaks like coronavirus spread exponentially, and how to “flatten the curve” โดย The Washington Post พยายามศึกษาการเลือกใช้เครื่องมือเชิงนโยบาย เพื่อรับมือกับปัญหานี้ ด้วยการสร้างแบบจำลองรูปแบบการแพร่เชื้อของ COVID-19</p>
<h6 style="text-align: center;"><img fetchpriority="high" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6253" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Videotogif-2.gif" alt="" width="1022" height="550" /><br />
ตัวอย่าง data story เรื่อง <a title="“Why outbreaks like coronavirus spread exponentially, and how to “flatten the curve”" href="https://www.washingtonpost.com/graphics/2020/world/corona-simulator/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">“Why outbreaks like coronavirus spread exponentially, and how to “flatten the curve”</a> โดย The Washington Post</h6>
<p>แบบจำลองดังกล่าว เมื่อแสดงผ่านภาพเคลื่อนไหวที่เรียบง่าย ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจการทำงานของผลกระทบจากเครือข่าย (network effects) และตระหนักว่าพฤติกรรมของผู้อ่าน สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับวิกฤตโรคระบาดที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ ในด้านประสิทธิภาพของการสื่อสาร เรื่องราวข้อมูลเรื่องนี้ ได้รับการเข้าชมสูงสุดตั้งแต่ The Washington Post ทำข่าวออนไลน์มา (Eleanor Gibson, 2563)</p>
<p>สำหรับผู้ที่สนใจหรือองค์กรที่ต้องการใช้ประโยชน์จาก data story มาต่อยอดการสื่อสาร เพื่อให้เข้าถึงผู้อ่าน และนำเสนอมุมมองจากข้อมูลที่น่าสนใจมากขึ้น มาทำความรู้จักแนวทางการเล่าเรื่องราวข้อมูล จากงานวิจัย Narrative Visualization: Telling Stories with Data โดยศาตราจารย์ Edward Segel จาก Reed College และศาสตราจารย์ Jeffrey Heer จาก University of Washington ในบทความนี้กัน</p>
<h2>แนวทางการเล่าเรื่องราวข้อมูล (data story)</h2>
<p>จากการศึกษาและวิเคราะห์ data story ศาตราจารย์ Edward Segel และศาสตราจารย์ Jeffrey Heer จำแนกแนวทางการเล่า data story ได้เป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ รูปแบบที่ผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อน (author-driven approach) และรูปแบบที่ผู้อ่านเป็นผู้ขับเคลื่อน (reader-driven approach)</p>
<ul>
<li>รูปแบบที่ผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อน: มักนำเสนอเรื่องราวเป็นลำดับเส้นตรง ประกอบด้วยข้อความ หรือสิ่งที่ผู้เขียนจะสื่อค่อนข้างมาก และผู้อ่านสามารถดูแผนภาพ แต่ไม่สามารถค้นหาหรือโต้ตอบอื่น ๆ กับแผนภาพได้</li>
<li>รูปแบบที่ผู้อ่านเป็นผู้ขับเคลื่อน: การนำเสนอรูปแบบนี้จะไม่นำเสนอเรื่องราวเป็นเส้นตรง ไม่มีข้อความหรือสิ่งที่ผู้เขียนจะสื่อเพิ่มเติมจากแผนภาพ และผู้อ่านสามารถดูหรือค้นหาข้อมูลจากแผนภาพ ในจุดที่ตนเองสนใจได้อย่างอิสระ</li>
</ul>
<h2>เราจะผสมผสานแนวทางการเล่าเรื่องเหล่านี้ ให้เหมาะสมได้อย่างไร?</h2>
<p>งานวิจัยดังกล่าวได้นำรูปแบบการเล่าเรื่องทั้ง 2 รูปแบบมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน แต่พอจะจัดกลุ่มได้เป็น 3 โครงสร้างการเล่าเรื่อง ได้แก่ โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Martini Glass, แบบ Interactive slideshow และแบบ Drill-Down story</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Datastory-628-02-scaled.jpg" alt="" /></p>
<h3>1. โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Martini Glass</h3>
<p>เริ่มต้นโดยการเล่าเรื่องแบบผู้เขียนเป็นผู้ขับเคลื่อน เช่น การเปิดด้วยการตั้งคำถามหรือข้อสังเกต แล้วพาผู้อ่านไปบนเส้นทางที่ผู้เขียนวางไว้ คล้ายกับส่วนก้านของแก้วมาร์ตินี ช่วงท้ายเปิดโอกาสให้ผู้อ่านสามารถสำรวจข้อมูลจากแผนภาพ คล้ายกับส่วนปากของแก้วมาร์ตินี่ที่เปิดกว้าง</p>
<h6 style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6257" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Jul-20-2563-19-00-37-1.9mb.gif" alt="" width="560" height="354" /><br />
ตัวอย่าง data story แบบ Martini Glass เกี่ยวกับ<a title="การเปลี่ยนแปลง เขตเลือกตั้งของประเทศสิงคโปร์" href="https://www.straitstimes.com/multimedia/graphics/2020/06/singapore-general-election-ge2020-constituency-changes" target="_blank" rel="noopener noreferrer">การเปลี่ยนแปลง เขตเลือกตั้งของประเทศสิงคโปร์</a><br />
โดย The Straits Times</h6>
<h3>2. โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Interactive slideshow</h3>
<p>เป็นการเล่าเรื่องตามลำดับ คล้ายสไลด์โชว์ ที่มีลำดับการนำเสนอชัดเจน แต่เปิดโอกาสให้ผู้อ่าน สามารถสำรวจข้อมูลจากแผนภาพในแต่ละส่วนได้ การเล่าเรื่องแบบ Interactive slideshow เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสำรวจแผนภาพได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอจนท้ายเรื่อง เหมือนกับการเล่าเรื่องแบบแก้วมาร์ตินี่</p>
<h6 style="text-align: center;"><img decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6251" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Flood1.gif" alt="" width="596" height="530" /><br />
ตัวอย่าง data story แบบ Interactive slideshow เรื่อง<br />
<a href="https://pudding.cool/projects/flooding/visuals/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">“How is flooding affecting your community?”</a> โดย The Pudding</h6>
<h3>3. โครงสร้างการเล่าเรื่องแบบ Drill-Down story</h3>
<h6 style="text-align: center;">เป็นการเล่าเรื่องที่นำเสนอแผนภาพหลัก ผู้อ่านสามารถสำรวจแผนภาพ หรือค้นหาข้อมูลจากแผนภาพในจุดที่ตนเองสนใจ แล้วผู้เขียนจะค่อย ๆ เผยรายละเอียดหรือแนวคิดเบื้องหลัง โดยวิธีนี้มีจุดเน้นอยู่ที่ เปิดโอกาสให้ผู้อ่านสำรวจข้อมูลจากแผนภาพ</h6>
<h6 style="text-align: center;"><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6255" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/bearmarkets-1.6.gif" alt="" width="780" height="698" /><br />
ตัวอย่าง data story แบบ Drill-Down story<br />
เรื่อง <a title="“How This Bear Market Compares”" href="https://archive.nytimes.com/www.nytimes.com/interactive/2008/10/11/business/20081011_BEAR_MARKETS.html" target="_blank" rel="noopener noreferrer">“How This Bear Market Compares”</a> โดย The New York Times</h6>
<p>บทความชุด Data Stories and How to Craft Them นี้ พยายามถ่ายทอดกรอบแนวคิด ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา data story รวมทั้งการใช้ประโยชน์จาก data visualization ให้บุคลากรในองค์กรที่สนใจ เพื่อพัฒนาการสื่อสารด้วยข้อมูลให้มีประสิทธิภาพ และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่สนใจเพิ่มเติม เกี่ยวกับการจัดทำ data story หรือการใช้ประโยชน์จาก data visualization มาสนับสนุนการสื่อสาร การวิเคราะห์ และการตัดสินใจเชิงนโยบายสาธารณะ สามารถติดตามผลงาน data story หรือเรื่องราวที่น่าสนใจได้ที่ <a title="data story ของสถาบันฯ" href="https://ippd.or.th/category/data-story/" target="_blank" rel="noopener noreferrer">data story ของสถาบันฯ</a> และ Facebook ของสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="size-full wp-image-6242 aligncenter" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03.png" alt="" width="2334" height="1168" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03.png 2334w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-300x150.png 300w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-1024x512.png 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-768x384.png 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-1536x769.png 1536w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2021/01/Screen-Shot-2564-01-15-at-23.36.03-2048x1025.png 2048w" sizes="(max-width: 2334px) 100vw, 2334px" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/data-story-and-how-to-craft-them/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>จริงเหรอ? ใครๆ ก็ไม่รักถุงพลาสติกถุงหูหิ้ว: ผลการศึกษาแบบสำรวจพฤติกรรมถุงพลาสติกหูหิ้วจากการสำรวจออนไลน์ โดย IPPD Voice และ Social Listening</title>
		<link>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 30 Dec 2020 03:00:07 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Plastic Project]]></category>
		<category><![CDATA[plastic-project]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6169</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง:&#160;ชลิตา สุนันทาภรณ์ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตต [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง:&nbsp;ชลิตา สุนันทาภรณ์<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>IPPD จัดทำการศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกหูหิ้วผ่านแบบสำรวจ 2 วิธี ได้แก่ IPPD Voice การสำรวจบนแพลทฟอร์มออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว โดยจากการสำรวจทั้งหมดพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เห็นด้วยกับมาตรการงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว พร้อมเสนอให้ภาครัฐดำเนินการอย่างอื่นด้วย เช่น การให้ความรู้ในการแยกขยะ หรือการปรับปรุงระบบจัดการขยะให้ดีขึ้น</li>
<li>Social Listening เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทางสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้นำมาศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกหูหิ้ว โดยสถาบันฯ ได้ทำการศึกษาร่วมกับ Wisesight พบว่ามีข้อความเชิงเห็นด้วยกับมาตรการ 41% ไม่เห็นด้วยกับมาตรการ 25% และเป็นกลาง 34% (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Social Listening ได้ที่ บทความ <a title="'เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย Social Listening'" href="https://ippd.or.th/social-listening/">&#8216;เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย Social Listening&#8217;</a>)</li>
</ul>
<p>นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ดำเนินนโยบายงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วในห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ เพื่อลดปัญหาถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เป็นวิกฤติต่อการจัดการขยะพลาสติกของประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ก็เกิดความคิดเห็นออกมาหลากหลายเสียง ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงยังมีผู้ได้รับผลกระทบตามรายทางที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้บริโภคอย่างประชาชนที่ถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่ง</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) จึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้บริโภคถุงพลาสติกทั้งก่อนและหลัง โดยได้มีการทำแบบสำรวจออกมาในสองวิธี ได้แก่ การสำรวจบน IPPD Voice ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มการสำรวจออนไลน์ของสถาบันฯ ระหว่างวันที่ 10 &#8211; 22 เมษายน พ.ศ. 2563 และ การสำรวจแบบตัวต่อตัว (Face to Face survey) นอกจากนี้สถาบันฯ ยังได้ทำการศึกษาการรับฟังความเห็นประชาชนที่มีต่อการรณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก ด้วยระบบ Social Listening ผ่านเครื่องมือการรับฟังเสียงประชาชนบนโซเชียลมีเดีย (Social Listening) อีกด้วย</p>
<p>และนี่คือ ผลสรุปจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติก ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ของทางสถาบันฯ เพื่อนำเสนอทางเลือกการแก้ไขปัญหาถุงพลาสติกที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผ่านการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง มองภาพรวมของระบบนิเวศบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างครบวงจร</p>
<h2>จริงหรือไม่ คนไทยไม่เห็นด้วยต่อมาตรการฯ?: สรุปรายงานการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อมาตรการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติก ณ วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ในรูปแบบออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-01.png" alt=""></p>
<p>จากการสำรวจทั้งสองวิธีพบว่า ประชาชนผู้เข้าร่วมตอบแบบสำรวจทั้งหมดนั้นให้ความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันกล่าวคือ ประชาชนส่วนมากจากแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดนั้นรับทราบถึงการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว น่าสนใจกว่านั้นยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่จากแบบสำรวจ รู้สึกเห็นด้วยกับมาตรการนี้ (58.91%) รองลงมา คือ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วยมากที่สุด (22.74%) และ ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (17.11%) ตามลำดับ</p>
<p>ขณะที่ ส่วนใหญ่แล้วประชาชนเห็นด้วยกับมาตรการการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว ถึง ร้อยละ 81.65 รู้สึกเห็นด้วยกับมาตรการนี้ 58.91% ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ส่วนใหญ่รู้สึกเห็นด้วยมากที่สุดกับมาตรการนี้ (59.29%) รองลงมา คือ ผู้ตอบแบบสอบถามที่เห็นด้วย (23.18%) และ ผู้ตอบแบบสอบถามที่รู้สึกเฉยๆ ไม่ใช่ทั้งเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (9.19%) ตามลำดับ</p>
<p>ไม่เพียงเท่านั้น ประชาชนทั้งสองกลุ่มยังเสนอข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อจัดการกับถุงพลาสติกที่คล้ายคลึ งด้วยเช่นกัน กล่าวคือ ผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ ควรใช้มาตรการการจัดการ พลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง เช่น หลอดพลาสติก ห่อขนมพลาสติก และควรให้ความรู้เรื่องการแยกขยะกับผู้บริโภคมาใช้ในการจัดการปัญหาถุงพลาสติกในประเทศไทย ขณะด้านผู้ตอบแบบสำรวจแบบตัวต่อตัวเสนอให้ควรใช้วัสดุอื่นทดแทนถุงพลาสติกหูหิ้ว/ถุงก๊อปแก๊ป รวมถึงภาครัฐควรมีการปรับปรุงระบบการจัดการขยะมาใช้ในการจัดการปัญหาถุงพลาสติกในประเทศไทย</p>
<h2>เปรียบเทียบก่อน vs หลังพฤติกรรม “พก” และ “รับ” ถุงพลาสติกของผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์และการสำรวจแบบตัวต่อตัว</h2>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-02-1.png" alt=""></p>
<p>พฤติกรรมการพกถุงผ้าหรือถุงใช้ซ้ำเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่ทางสถาบันฯ ศึกษาสืบเนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวสามารถสะท้อนถึงจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงความถี่ในการสร้างจำนวนขยะพลาสติกครั้งเดียวทิ้งได้อีกด้วย อย่างไรก็ดี จากข้อคำถามก่อนมาตรการขอความร่วมมือ จาการทำแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจทั้งออนไลน์และแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว มีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน กล่าวคือ “ไม่พกเลย” (0 ครั้ง) มากที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากมีมาตรการขอความร่วมมือออกมา กลับพบว่าพฤติกรรมในการพกถุงของผู้ตอบแบบสำรวจทั้ง 2 ชุดมีการพลิกกันอย่างสุดขั้วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ “พกทุกครั้ง” (10 ครั้ง) มากที่สุด</p>
<p>จากข้อคำถามดังกล่าว สะท้อนให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่า ประชาชนที่ร่วมตอบแบบสำรวจนั้น มีการปฏิบัติตามมาตรการขอความร่วมมือของภาครัฐอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจกลับอยู่ที่ว่าข้อคำถามดังกล่าวยังไม่สามารถชี้ชัดได้อย่างฟันธงว่าการที่ผู้ตอบแบบสอบถามพกถุงใช้ซ้ำหรือถุงผ้านั้น สามารถช่วยสร้างหรือเพิ่มจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้จริงหรือไม่</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-03-1.png" alt=""></p>
<p>เมื่อสอบถามถึงแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว ต่อพฤติกรรมการรับถุงพลาสติกช่วงก่อนมีการขอความร่วมมือ พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีพฤติกรรม “รับทุกครั้ง” (10 ครั้ง) ขณะที่ผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์ส่วนใหญ่มีพฤติกรรม “รับเป็นประจำ” (1 &#8211; 3 ครั้ง) ในทางกลับกัน เมื่อสอบถามถึงหลังการขอความร่วมมือพบว่า โดยส่วนมากแล้วผู้ตอบแบบสำรวจออนไลน์มีพฤติกรรม “ไม่รับเลย” (0 ครั้ง) เช่นเดียวกับผู้ตอบแบบสำรวจแบบตัวต่อตัว ที่ตอบว่า “ไม่รับเลย” มากที่สุดเช่นเดียวกัน</p>
<p>จากข้อคำถามดังกล่าว แสดงให้เห็นได้ว่า หลังมีมาตรการขอความร่วมมือเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนมากมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือ คำนึงถึงและเลือกที่จะไม่รับถุงพลาสติกเพื่อลดปัญหาการใช้ถุงพลาสติกครั้งเดียวทิ้งที่มีการแจกในห้างสรรพสินค้าหรือร้านค้าทั่วไปกันมากขึ้น นอกจากนี้ในคำถามชุดนี้ยังสะท้อนให้เห็นอีกด้วยว่า การรับหรือไม่รับถุงพลาสติกอาจแสดงให้เห็นว่า ประชาชนผู้ตอบแบบสำรวจอาจไม่ได้มีการพกถุงผ้าหรือพกถุงใช้ซ้ำติดตัวไปด้วยก็ได้ แต่พวกเขาเหล่านั้นเลือกที่จะไม่รับถุง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขานั้นมีจิตสำนึกต่อสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้นจากการออกมาตรการดังกล่าว</p>
<h2>สำรวจพฤติกรรมและความคิดเห็นชาวเน็ตผ่าน social listening</h2>
<p>ความคิดเห็นจากโซเชียลมีเดียจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สามารถนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายสาธารณะได้ เครื่องมืออย่าง “social listening” กระบวนการติดตามการสนทนาเกี่ยวกับหัวข้อ คำหลักหรือคีย์เวิร์ด และวลีที่เฉพาะเจาะจงบนโซเชียลมีเดีย (Social Media) จึงมีความน่าสนใจในการนำมาใช้ในการเก็บความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ เนื่องจากสามารถเก็บข้อมูลได้อย่างทันท่วงที และสามารถเก็บข้อมูลย้อนหลังในช่วงระยะเวลาหนึ่งได้อีกด้วย</p>
<p>สถาบันฯ จึงได้ศึกษาพฤติกรรมและความคิดเห็นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อนโยบายงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วของรัฐบาลที่ประกาศเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา โดยเก็บข้อมูลทั้งก่อนและหลังการประกาศนโยบาย (1 ธันวาคม พ.ศ. 2562 – 29 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563) จำนวนกว่า 117,977 ข้อความจากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อนำไปศึกษาความคิดเห็นของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตต่อนโยบายฯ ของรัฐบาล พบว่า ประเด็นส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องจะอยู่ในแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กเป็นหลัก รองลงมาได้แก่ ทวิตเตอร์ และอื่น ๆ เช่น สำนักข่าว การโฆษณาจากร้านค้า สื่อด้านสิ่งแวดล้อม และดาราหรือศิลปิน เป็นต้น</p>
<p>ผลการศึกษาในครั้งนี้ยังทำให้เห็นถึงความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์มออนไลน์ที่เก็บข้อมูลมาด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น โพสต์ที่ได้รับความนิยมบนเฟซบุ๊ก จะเป็นโพสต์จากร้านสะดวกซื้อในการรณรงค์การงดแจกถุงพลาสติก แตกต่างจากโพสต์ที่ได้รับความนิยมบนทวิตเตอร์ ที่ส่วนใหญ่จะเป็นการโพสต์ของบุคคลทั่วไป มีความหลากหลายทางความคิดเห็นมากกว่าเฟซบุ๊ก และโพสต์ที่มีผู้เข้ามามีส่วนร่วม (engagement) มากที่สุด เป็นโพสต์ที่ไม่เห็นด้วยกับงานวิธีการงดแจกถุงพลาสติกอย่างฉับพลัน</p>
<p>น่าสนใจกว่านั้น เมื่อนำข้อความมาเปรียบกันตามช่วงเวลา จะเห็นได้ว่าจำนวนข้อความที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการงดแจกถุงพลาสติกหูหิ้วกลายเป็นประเด็นได้ที่รับการพูดถึงมากที่สุดในช่วงวันที่ 1 &#8211; 7 มกราคม พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นสัปดาห์แรกหลังการออกนโยบาย อย่างไรก็ตาม เมื่อย้อนกลับไปดูข้อมูลในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 พบว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสนใจตั้งแต่ก่อนการออกนโยบาย และกลุ่มผู้ใช้โซเชียลมีเดีย ยังให้ความสนใจนโยบายอย่างต่อเนื่องไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ก่อนที่แนวโน้มของการพูดคุยถึงนโยบายนี้จะลดลง โดยมีความคิดเห็นเชิงบวกต่อมาตรการสูงมากกว่าความคิดเห็นเชิงลบเล็กน้อย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/IPPD-Online-Survey-Comparison-04.png" alt=""></p>
<p>อย่างไรก็ตาม การเก็บข้อมูลและการทำแบบสำรวจทั้งหมดในครั้งนี้มีระยะเวลาเพียง 6 เดือน ทำให้ความคิดเห็นและทัศนคติที่ได้รับจากประชาชนยังเป็นระยะของการตื่นตัวอยู่เท่านั้น จำเป็นที่จะต้องติดตามผลของการดำเนินนโยบายดังกล่าวในระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น ซึ่งจะทำให้เห็นถึงมุมมองของประชาชนต่อนโยบาย และสามารถนำไปใช้ในการออกแบบ ปรับปรุง และพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้</p>
<p>โดยท่านสามารถหาอ่านข้อสรุปเกี่ยวกับผลการศึกษาพฤติกรรมถุงพลาสติกหูหิ้วจากงานเสวนาออนไลน์ ซีรีส์ “ประเทศไทยอยู่ตรงไหน?” ในหัวข้อ “คนไทยรักษ์โลกแค่ไหน? พลาสติก ไวรัส หรือใครที่ทำร้ายโลก?” ได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/plastic-online-seminar/">https://ippd.or.th/plastic-online-seminar/</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เก็บเสียงผ่านตัวอักษรด้วย ‘Social Listening’</title>
		<link>https://ippd.or.th/social-listening/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/social-listening/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2020 05:17:51 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[social-listening]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6158</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
เรียบเรียง: สุภาวดี ตันติยานนท์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>วิธีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening นั้น เป็นการเก็บข้อมูลแบบทุติยภูมิ (secondary data) ในการเก็บความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ ผ่านการระบุคำหลัก ทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงการสนทนาที่หลากหลาย เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ถูกจำกัดด้วยข้อคำถามในแบบสอบถาม และการสนทนามีวันที่และเวลากำกับแน่ชัด (timestamp)</li>
<li>ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณา เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนานโยบาย ให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้น การใช้เครื่องมืออย่าง social listening จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายสามารถมองเห็นทิศทาง และแนวโน้มของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี</li>
</ul>
<p><span style="font-size: inherit;">หลังจากที่เราได้ทำความรู้จักกับการเก็บรวบรวมข้อมูล (data collection) จากการทำแบบสำรวจ (survey) กันผ่านบทความ </span><a style="font-size: inherit;" title="“Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำสำรวจ”" href="https://ippd.or.th/online-survey/">“Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำสำรวจ”</a><span style="font-size: inherit;"> ไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว (face-to-face survey) การทำแบบสำรวจทางไปรษณีย์ (mail survey) การทำสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) และการทำสำรวจผ่านเว็บไซต์ (web survey) ซึ่งถือเป็นรูปแบบการเก็บข้อมูลและความคิดเห็นจากประชาชนได้โดยตรง เพื่อนำไปใช้ประกอบการสร้างนโยบายสาธารณะที่เหมาะสมกับประชาชน</span></p>
<p>นอกเหนือจากการจัดทำแบบสำรวจแล้ว ยังมีวิธีการเก็บข้อมูลอีกหนึ่งรูปแบบซึ่งไม่ได้ใช้การสอบถามจากประชาชนโดยตรง แต่ใช้วิธีการอื่น ๆ นอกเหนือจากการทำสำรวจ (non-survey) เช่น การเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมต่าง ๆ ในชุมชน (engage with community activities) การสังเกต (observation) หรือการฟังเสียงสังคม (social listening) เป็นต้น ซึ่งต่างก็เป็นวิธีที่เป็นประโยชน์ต่อประเด็นเชิงนามธรรม ที่ไม่สามารถใช้การทำแบบสำรวจเพื่อแสดงความคิดเห็นได้ยาก เช่น อคติทางเพศ การเลือกปฏิบัติ ความอยุติธรรม (J-PAL, n.d.) ตัวอย่างเช่น การเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน เพื่อสังเกตดูจำนวนการมีส่วนร่วมของผู้หญิง ในประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความอคติทางเพศ เป็นต้น</p>
<p>เมื่อสังคมในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ทำให้การใช้งานโซเชียลมีเดียแพร่หลายไปในกลุ่มคนช่วงวัยต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น จากรายงาน Digital 2020 ประจำเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2020 ซึ่งจัดทำโดย We are social และ Hootsuite พบว่า ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือกว่า 3.96 พันล้านคนใช้โซเชียลมีเดีย และจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ.​ 2019 กว่า 346 ล้านบัญชี (+8.2%) โดยแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานสูงที่สุดในโลก ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) วอตส์แอปป์ (WhatsApp) ตามลำดับ สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยนั้น รายงาน Digital 2020: Thailand ประจำปี ค.ศ.​ 2020 พบว่า ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 52 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นจากปี ค.ศ. 2019 ประมาณ 1 ล้านบัญชี (+2%) เช่นเดียวกันกับจำนวนบัญชีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย ที่มีสูงกว่า 52 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นกว่า 2.3 ล้านบัญชี (+4.7%) ระหว่างเดือนเมษายน ค.ศ. 2019 จนถึงเดือนมกราคม ค.ศ. 2020 โดยแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานสูงสุดในประเทศไทย ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) ยูทูบ (YouTube) และไลน์ (LINE)</p>
<h2>Social Listening กับการเก็บข้อมูลผ่านโลกออนไลน์</h2>
<p>จากจำนวนการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โซเชียลมีเดียจึงกลายเป็นพื้นที่สาธารณะออนไลน์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้พูดคุย ถกเถียง และแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เห็นได้จากการใช้ ‘แฮชแท็ก’ (hashtag, #) ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน จะเกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ ที่ประชาชนให้ความสนใจอยู่ในช่วงเวลาขณะนั้น ดังนั้น ‘การรับฟังเสียงสังคม’ หรือ social listening จึงเป็นวิธีการที่น่าสนใจ ในการนำมาใช้เก็บรวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นของประชาชน​ โดยเป็นกระบวนการติดตามการสนทนาที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อ คำหลัก วลี แบรนด์ หรืออุตสาหกรรมที่เฉพาะเจาะจงบนสื่อสังคมออนไลน์จากคำหลัก (keyword) ที่ผู้วิจัยกำหนด โดยเก็บข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้แก่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ และเว็บไซต์ต่าง ๆ (Wisesight, 2020)</p>
<p>ในช่วงแรกของการนำเครื่องมือการรับฟังเสียงสังคมมาใช้นั้น ยังจำกัดอยู่ในแวดวงธุรกิจ เพื่อใช้ในการวางแผนการตลาด ดูความนิยมของแบรนด์สินค้า และนำความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว รู้เท่าทันคู่แข่ง สามารถปรับจุดอ่อนของตนเองให้เป็นจุดแข็งได้ ต่อมา การใช้งานเครื่องมือนี้ ไม่ได้จำกัดเฉพาะการใช้งานในภาคเอกชนอีกต่อไป แต่ได้ถูกนำมาใช้ในระบบการทำงานของภาครัฐ เพื่อดูความคิดเห็นและความพึงพอใจของประชาชน ที่มีต่อนโยบายของภาครัฐ ซึ่งช่วยในการวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนานโยบายสาธารณะ นอกจากนี้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสามารถเข้ามามีส่วนร่วม ในการพูดคุยกับนักการเมือง หน่วยงานภาครัฐ หรือแม้กระทั่งตัวแทนของรัฐบาลได้โดยตรง (Hootsuite, 2020)</p>
<p>วิธีการเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ social listening นั้น เป็นการเก็บข้อมูลแบบทุติยภูมิ (secondary data) ในการเก็บความคิดเห็นที่เกิดขึ้นบนสังคมออนไลน์ ผ่านการระบุคำหลัก ลงไปในระบบ ของการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ผู้วิจัยเห็นถึงการสนทนาที่หลากหลาย เปิดกว้าง เป็นอิสระ ไม่ถูกจำกัดด้วยข้อคำถามในแบบสอบถาม และการสนทนามีวันที่และเวลากำกับแน่ชัด (timestamp) จึงรับรู้ได้ว่าเป็นประเด็นใด เกิดขึ้นเมื่อไหร่ (real-time) (Wisesight, 2020) อย่างไรก็ตาม หลังจากการประมวลผล จะต้องมีการทำความสะอาดข้อมูล (data cleansing) เพื่อจัดการข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปจากชุดข้อมูล ได้แก่การโฆษณาแฝง การใช้คำหลัก ที่คล้ายคลึงหรือเหมือนกัน แต่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ทำการศึกษาวิจัย เช่น การสั่งสินค้าสินค้าเกาหลีล่วงหน้า (pre-order) หรือ การส่งฟรี EMS เป็นต้น รวมทั้งการใช้คำภาษาไทยบนโซเชียลมีเดีย และกรณีการสะกดผิดด้วยความตั้งใจและความไม่ตั้งใจเกิดขึ้นมาก เช่น คำว่า ‘เทพ’ ไม่ได้หมายถึง ‘เทวดา’ ตามการบัญญัติคำของราชบัณฑิตยสถาน แต่หมายถึง ‘เก่ง’ ทั้งยังสามารถใช้คำว่า ‘เมพ’ แทนได้ ซึ่งถือเป็นภาษาวิบัติที่นิยมใช้งานกันทั่วไปในอินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นผู้ทำการวิจัยจึงจะใช้ ‘N-Gram’ ซึ่งเป็นวิธีจัดกลุ่มคำ และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของคำหลัก ที่นำมาศึกษาได้อีกด้วย</p>
<p>หลังจากนั้น จึงคัดแยกประเด็นของแต่ละข้อความที่เกิดขึ้นว่า ข้อความนั้นเป็นเป็นประเด็นใด มีความคิดเห็นเชิงบวก เชิงลบ หรือเป็นกลาง รวมถึงคัดแยกว่า มีข้อแนะนำจากประชาชนบนสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ (Wisesight, 2020) แล้วจึงทำการวิเคราะห์และทำการแสดงผลในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อนำเสนอข้อมูลที่สามารถดึงดูดผู้อ่านได้</p>
<h2>social listening ดีอย่างไร? แล้วมีจุดอ่อนตรงไหน?</h2>
<p>จากสัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกปี ทำให้การเก็บข้อมูลผ่าน social listening มีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เนื่องจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่นั้น ได้แสดงความคิดเห็นผ่านการใช้บัญชีโซเชียลมีเดียของตนในหลากหลายแพลตฟอร์ม จึงทำให้กลายเป็นเวทีในการพูดคุยที่ไร้เขตจำกัดของคำถาม เปิดกว้างให้ผู้ใช้งานได้แสดงความคิดเห็น การเก็บข้อมูลด้วย social listening ยังสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถย้อนดูข้อมูลความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องในอดีตได้อีกด้วย นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลด้วยวิธีนี้ ยังใช้จำนวนเงินไม่มากในการพัฒนาระบบ และไม่จำเป็นต้องใช้พนักงานจำนวนมากในการจัดเก็บข้อมูล</p>
<p>ในแง่ของงานวิจัยเชิงสังคม ได้มีการนำข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์มาใช้ในการคาดการณ์พฤติกรรมมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น การหาสัญญาณของผู้ที่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาจากแพทย์ เช่น โรคซึมเศร้า หรือสัญญาณที่จะฆ่าตัวตาย รวมถึงการระรานทางไซเบอร์ (cyberbullying) อีกด้วย (Wisesight, 2020) ทางด้านการจัดทำนโยบายสาธารณะนั้น ความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องนำมาพิจารณา เพื่อใช้ในการออกแบบและพัฒนานโยบาย ให้เหมาะสมกับบริบทและความต้องการที่แท้จริงของประชาชน ดังนั้น การใช้เครื่องมืออย่าง social listening จะช่วยให้ผู้ออกแบบนโยบายสามารถมองเห็นทิศทาง และแนวโน้มของสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งยังทำให้เห็นว่า ประชาชนมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อนโยบายของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการไปแล้ว มีข้อเสนอแนะอย่างไร ที่ภาครัฐจะสามารถนำไปประยุกต์ และปรับใช้ในการจัดทำนโยบายอื่น ๆ หรือที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบ social listening ก็ยังคงมีข้อจำกัด โดยเฉพาะเรื่องของการเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดีของการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งไม่สามารถแสดงภาพตัวอย่างของประชากรทั้งหมดได้ เนื่องจากยังคงมีผู้คนจำนวนมาก ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ การจัดเก็บข้อมูลความคิดเห็นของประชาชนด้วยระบบนี้ เป็นการใช้วิธีสังเกตการณ์ (observation) แม้จะทำให้ได้รับข้อมูลที่มีความเป็นธรรมชาติ แต่ก็มีอคติที่เกิดขึ้นได้จากผู้ใช้งาน รวมถึงข้อมูลที่ได้รับมา อาจจะไม่พบข้อมูลที่ผู้วิจัยต้องการอีกด้วย มากไปกว่านั้น การวิเคราะห์ข้อมูลผ่านตัวอักษรนั้น ทำให้ผู้วิจัยไม่สามารถรับรู้ได้ถึงอารมณ์ที่แท้จริงของเจ้าของคำสนทนา (Wisesight, 2020)</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ได้ทดลองนำระบบ social listening มาใช้ในการศึกษาวิจัย โครงการวิเคราะห์และออกแบบนโยบายและมาตรการการจัดการบรรจุภัณฑ์พลาสติกในชีวิตประจำวัน (มุ่งเน้นประเด็นถุงพลาสติก) หลังจากที่รัฐบาลได้ออกมาตรการ ในการขอความร่วมมืองดแจกถุงพลาสติกหูหิ้ว เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการนำเอาระบบ social listening เข้ามาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จากโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม ยูทูบ และเว็บไซต์ต่าง ๆ จำนวนมากกว่าหนึ่งแสนข้อความ แสดงให้เห็นถึงความคิดด้านบวกและลบ รวมถึงข้อเสนอแนะจากประชาชน (สามารถอ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ <a href="https://ippd.or.th/why-dont-love-plastic/">บทความจริงหรอ? ใคร ๆ ก็ไม่รักพลาสติก</a>)</p>
<p>หลังจากการนำเครื่องมือ social listening เข้ามาใช้ในการฟังเสียงแล้ว สถาบันฯ ได้นำข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้รับจากผู้ใช้โซเชียลมีเดีย มาศึกษาวิจัย เพื่อออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะ ให้ตอบโจทย์กับความต้องการของประชาชน และสามารถนำไปทดสอบ และทดลองในพื้นที่ ก่อนนำไปใช้เป็นนโยบายต่อไปในอนาคต</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/social-listening/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Online Survey: คนไทยพร้อมไหมกับการทำแบบสำรวจ</title>
		<link>https://ippd.or.th/online-survey/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/online-survey/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 29 Dec 2020 03:59:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Articles]]></category>
		<category><![CDATA[IPPD]]></category>
		<category><![CDATA[online-survey]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6146</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: กานต์ ศุภจารุกิตติ์ เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: กานต์ ศุภจารุกิตติ์<br />
เรียบเรียง: ผศ. ดร. ณัตติฤดี เจริญรักษ์, อธิโชค พิมพ์วิริยะกุล</h6>
<ul>
<li>แบบสำรวจเป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้ผู้ออกแบบและพัฒนานโยบายสาธารณะสามารถนำความคิดเห็นนั้นไปใช้เป็นการผลิตนโยบาย การสร้างแบบสำรวจเพื่อรวบรวมความคิดเห็นจึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบายสาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อทุกคนในประเทศของตน</li>
<li>แบบสำรวจกับความพร้อมของสังคมออนไลน์ในประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่ส่งผลให้การทำแบบสำรวจมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ใช้วิธีการยื่นแบบสำรวจเมื่อเจอประชาชนในพื้นที่ต่างๆ เปลี่ยนเป็นการใช้แบบสำรวจในสังคมออนไลน์ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย รวดเร็ว และมีความแม่นยำมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สังคมออนไลน์ของไทยมีความพร้อมหรือไม่ในการทำแบบสำรวจ จำเป็นต้องมองให้รอบด้านถึงปัจจัยความพร้อม อาทิ ข้อดีข้อเสียของแบบสำรวจ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เทคโนโลยีที่พัฒนามากขึ้น และเทรนด์ในช่วงนั้น ๆ เป็นต้น</li>
</ul>
<h2>ที่มา ความสำคัญ และประโยชน์ของการทำแบบสำรวจ</h2>
<p>การทำแบบสำรวจเกิดขึ้นได้อย่างไร ? นับตั้งแต่มีการปฏิวัติฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา ทำให้ระบอบประชาธิปไตยเกิดขึ้น ทำให้ผู้นำเริ่มอยากเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนว่าคิดอย่างไรมากขึ้น (Rhodes, 2018) เพื่อที่ผู้นำจะได้คาดการณ์การเลือกตั้งและปฏิบัติตามนโยบายที่ได้รับความคิดเห็นจากประชาชน ในเวลาต่อมาจากการสร้างแบบสำรวจกลายเป็นโพลที่แสดงถึงแนวโน้มต่างๆของเหตุการณ์บ้านเมือง จากโพลกลายเป็นข่าวสารถึงความเป็นไปได้ในด้านนโยบายและการบริหารประเทศที่ประชาชนก็ได้รับผลประโยชน์ถึงแนวโน้มต่างๆด้านเหตุการณ์ของเมืองเช่นกัน</p>
<p>มากไปกว่านั้น ด้วยสังคมโลกที่มีการเติบโตตลอดเวลาตามเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทำให้การทำแบบสำรวจ การสร้างโพล ได้เกิดขึ้นบนแพลทฟอร์มออนไลน์ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น และยังทำให้การแสดงความคิดเห็นได้รับจากกลุ่มคนทุกช่วงวัยในเวลาที่รวดเร็วกว่าการทำแบบสำรวจแบบออฟไลน์</p>
<h2>ข้อดี ข้อเสียของการทำแบบสำรวจ</h2>
<p>การทำแบบสำรวจมีข้อดีข้อเสียอย่างไร ?<br />
การทำแบบสำรวจเป็นประโยชน์หรือให้โทษอย่างไรกับประชาชนและการถามความคิดเห็นภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ?</p>
<p>ข้อดีของการทำแบบสำรวจ มีหลากหลายอย่าง เช่น การรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นได้อย่างรวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่น้อย หรือในกรณีของการทำแบบสำรวจออนไลน์ก็จะลดค่าใช้จ่ายในการสร้างและเผยแพร่แบบสำรวจลงไปอีก (DeFranzo, 2020) นอกจากเรื่องการลงทุนและค่าใช้จ่ายแล้ว การทำแบบสำรวจทำให้มีการสื่อสารระหว่างผู้ออกแบบแบบสำรวจ เช่น ภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ กับผู้ทำแบบสำรวจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ทำให้ผู้ออกแบบแบบสำรวจเข้าใจความคิดเห็นของประชาชนมากยิ่งขึ้นผ่านการทำแบบสำรวจได้</p>
<p>ในส่วนของข้อเสียของการทำแบบสำรวจก็มีด้วยเช่นกัน เช่น การทำแบบสำรวจจะไม่ค่อยยืดหยุ่นเมื่อเทียบกับการรับฟังความคิดเห็นประชาชนแบบอื่น เพราะแบบสำรวจจะไม่สามารถแก้ไขขณะรวบรวมข้อมูล เพราะอาจทำให้ข้อมูลบิดเบือนได้ (DeFranzo, 2020) การตั้งคำถามอาจเป็นข้อเสียหรือจุดอ่อนได้เพราะ การตั้งคำถามจำเป็นต้องมีความเป็นกลางและสามารถดึงดูดกลุ่มประชาชนส่วนใหญ่ให้มาทำแบบสำรวจ ซึ่งเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องใช้เวลามากในการคัดกรองและคำถามที่จัดทำอาจมีความไม่เป็นกลางได้</p>
<h2>ความน่าเชื่อถือของการทำและใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจ</h2>
<p>ความน่าเชื่อถือในแบบสำรวจสามารถวัดได้อย่างไร ?<br />
ผู้ออกแบบแบบสำรวจต้องทำอย่างไรถึงจะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยตัวอย่างคำถามที่เหมาะสม ?</p>
<p>คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะการถามความคิดเห็นของประชาชนมีความละเอียดอ่อนและอาจเกิดการบิดเบือนข้อมูลขึ้นได้ จากงานวิจัยเรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูลจากแบบสำรวจ (Charoenruk &amp; Kulvanich, 2018) พบว่า ความน่าเชื่อถือสามารถนำมาพิจารณาได้จากหลากหลายปัจจัย เช่น กรอบตัวอย่างที่เลือกสามารถสะท้อนความคิดเห็นของประชากรได้แค่ไหน, วิธีการเลือกตัวอย่างใช้วิธีอะไร, เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลมีความน่าเชื่อถือหรือไม่, วิธีการเก็บข้อมูลภาคสนามเหมาะสมหรือไม่, การถ่วงน้ำหนักควรทำอย่างไร, การแปรผลและการสรุปผลมีความแม่นยำหรือไม่ เป็นต้น</p>
<p>เริ่มจากกรอบตัวอย่างหรือบัญชีรายชื่อกลุ่มประชากรเป้าหมายมีความครอบคลุมหรือไม่ การวัดกรอบตัวอย่างในปัจจุบันขึ้นอยู่กับลักษณะเฉพาะของแบบสำรวจนั้น ๆ เช่น การทำแบบสำรวจทางโทรศัพท์ (telephone survey) ที่ประชากรในกรอบตัวอย่างในปัจจุบันเปลี่ยนจากโทรศัพท์บ้านเป็นโทรศัพท์มือถือ ทำให้การรวบรวมข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนและไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่อยากให้ทำแบบสำรวจ อีกกรณีหนึ่งคือแบบสำรวจบนเว็ปไซต์ (web survey) ซึ่งกลุ่มเป้าหมายบางกลุ่มไม่มีอีเมลสำหรับใช้ติดต่อ ทำให้ผู้ออกแบบแบบสำรวจไม่สามารถส่งแบบสำรวจผ่านระบบออนไลน์ไปหาได้ ทำให้เกิดความไม่ครอบคลุมเช่นกัน จากกรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าปัญหาของความไม่ครอบคลุมของประชากรตามกรอบตัวอย่าง จำเป็นต้องแก้ไขเฉพาะทางเป็นกรณีไป</p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งคือ วิธีการเลือกตัวอย่าง ซึ่งมีหลายวิธี เช่น การเลือกตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย, แบบเป็นระบบ, แบบชั้นภูมิ และ แบบกลุ่ม โดยวิธีต่าง ๆ อาจมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป โดยข้อเสียหลักคืออาจไม่ได้ความคิดเห็นที่ครอบคลุมจากประชาชนทุกกลุ่ม การออกแบบแบบสำรวจที่มีความน่าเชื่อถือจึงต้องคำนึงถึงข้อดีและข้อเสียของวิธีการต่าง ๆ และเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุด</p>
<p>เครื่องมือในการออกแบบแบบสำรวจ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยเครื่องมือควรพิจารณาว่าผู้ทำแบบสำรวจสามารถเข้าใจเนื้อหาและให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ถึงจะเป็นแบบสำรวจที่ข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ</p>
<p>ด้านเก็บข้อมูลภาคสนาม ทั้งในรูปแบบการเก็บข้อมูลโดยมีผู้สัมภาษณ์ (ตัวต่อตัว และโทรศัพท์) และ การเก็บข้อมูลแบบไม่มีผู้สัมภาษณ์ (ไปรษณีย์ และออนไลน์) จำเป็นต้องระวังว่าการเก็บข้อมูลจะไม่เกิดความเอนเอียง (bias) ไปทิศทางใดทิศทางหนึ่ง</p>
<p>ในส่วนการแปรผลและสรุปผล ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย จำเป็นต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการแปรผลและสรุปผลข้อมูลชนิดต่าง ๆ เพื่อให้มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด</p>
<h2>ความ ‘พร้อม’ ในการทำแบบสำรวจของคนไทย วัดอย่างไร</h2>
<p>การออกแบบแบบสำรวจของไทยในปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) ได้มีการเก็บรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนชาวไทยในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งการเก็บข้อมูลโดยมีผู้สัมภาษณ์ และ ไม่มีผู้สัมภาษณ์</p>
<p>จากคำถามว่าความ ‘พร้อม’ ในการทำแบบสำรวจของคนไทยนั้นจะสามารถวัดได้หรือไม่ แล้วถ้าวัดได้ จะวัดอย่างไร? ถ้าหากวัดตามจำนวนของประชาชนที่ทำแบบสอบถามเพียงอย่างเดียว สำนักงานสถิติแห่งชาติได้รวบรวมสถิติการเข้าถึงและทำแบบสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในปี พ.ศ. 2563 (ข้อมูลโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2020) โดยกำหนดปัจจัยที่เหมาะสมกับแบบสำรวจอย่างชัดเจน เช่น อายุ เพศ การศึกษา และ พื้นที่ เป็นต้น หลังจากที่กำหนดปัจจัยถูกกำหนดแล้ว แบบสำรวจก็จะถูกนำส่งให้ประชาชนทั่วไปจากทั่วประเทศได้ทำแบบสอบถามและออกความคิดเห็น จากวิธีการข้างต้น จะสังเกตได้ว่า ประเทศไทยมีความ ‘พร้อม’ ในการจัดทำแบบสำรวจที่เป็นระบบ อย่างไรก็ดี ความ ‘พร้อม’ ของคนไทยในการทำแบบสำรวจยังมีขีดจำกัดที่ยังต้องใช้เวลาพัฒนาต่อไป เพื่อให้ได้มาซึ่งผลลัพธ์ของข้อมูลความคิดเห็นที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p>
<h2>แล้วคนไทย ‘พร้อม’ ที่จะทำแบบสำรวจมากน้อยเพียงใด ?</h2>
<p>ความ ‘พร้อม’ ของคนไทยในการทำแบบสำรวจหากวัดจาก ข้อดี ข้อเสียของแบบสำรวจ จะพบว่าคนไทยมีความพร้อมที่จะทำแบบสำรวจเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นของตนในประเด็นต่าง ๆ และมุ่งหวังที่จะให้ประเด็นนั้น ๆ ถูกนำไปต่อยอดในนโยบาย หรือ แผนงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป</p>
<p>หากความ ‘พร้อม’ ของคนไทยวัดจากความน่าเชื่อถือของข้อมูล จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างของการวัดว่าข้อมูลนั้นจะน่าเชื่อถือหรือไม่ ซึ่งคนไทยพร้อมที่จะออกแบบและทำแบบสำรวจที่มีประสิทธิภาพด้านข้อมูล อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะพร้อมในการทำแบบสำรวจ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะการจะทำให้แบบสอบถามมีรอยรั่วน้อยที่สุดนั้นเป็นเรื่องยาก ความพร้อมของคนไทยจึงจำเป็นต้องพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาและอุดรอยรั่วที่เกิดขึ้นด้วย</p>
<h2>มีสิ่งใดที่ควรเสริมสร้างให้คนไทยพร้อมต่อการทำแบบสำรวจมากขึ้น</h2>
<p>การทำให้คนไทย ‘พร้อม’ ต่อการทำแบบสำรวจมากยิ่งขึ้นกว่าปัจจุบัน คือการพัฒนาแบบสำรวจให้ก้าวทันยุคสมัยและเทคโนโลยีที่พัฒนาตลอดเวลา คนไทยจำเป็นต้องจับเทรนด์ให้ทัน และตรงประเด็น เพื่อให้แบบสำรวจนั้นมีประสิทธิภาพและเป็นกระบอกเสียงสำหรับความคิดเห็นของประชาชนบนพื้นฐานของข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ</p>
<p>สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา เป็นห้องปฏิบัติที่วิจัย ศึกษา และพัฒนานโยบายสาธารณะบนพื้นฐานของข้อมูล และหลักฐาน โดยมุ่งหวังที่จะให้คนไทยพร้อมกับการทำแบบสำรวจเพื่อแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระและง่ายต่อการทำ อย่างไรก็ดีทางสถาบันได้ศึกษาและวิจัยการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนผ่านช่องทางอื่นนอกเหนือจากการทำแบบสำรวจด้วยเช่นกัน อย่าลืมติดตามวิธีการรวบรวมความคิดเห็นของสถาบันฯ ผ่านช่องทาง website และ <a title="Facebook" href="https://www.facebook.com/ippd.or.th">Facebook</a> ของสถาบันนะครับ</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/online-survey/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>GISTDA จับมือ IPPD ใช้ Big Data จัดทำนโยบายให้ประเทศ</title>
		<link>https://ippd.or.th/gistda-ippd-mou/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/gistda-ippd-mou/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 17 Dec 2020 04:43:50 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Beyond Growth]]></category>
		<category><![CDATA[Data & Intelligence Lab]]></category>
		<category><![CDATA[Events]]></category>
		<category><![CDATA[GISTDA]]></category>
		<category><![CDATA[MOU]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6129</guid>

					<description><![CDATA[เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2563 สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์กรมหาชน) (GISTDA) และสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) ภายใต้กำกับมูลนิธิพระยาสุริยานุวัตร ลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะร่วมกัน ณ สถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา ชั้น 29 อาคารสามย่านมิตรทาวน์</strong></p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/12/GISTDAxIPPD-3000x2000-01.jpg" alt="" /></p>
<p><strong>ดร. ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA</strong> กล่าวถึงพันธกิจหลักของ GISTDA ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาใช้ในการพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม และมีความมุ่งหวังที่จะทำให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน รวมไปถึงประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้ และสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น เช่นเดียวกันกับ IPPD ซึ่ง <strong>ดร. นพ. สรภพ เกียรติพงษ์สาร ผู้อำนวยการของ IPPD</strong> ได้พูดถึงการทำงานของ IPPD ในการเป็นห้องปฏิบัติการทางนโยบาย (policy lab) ของประเทศที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป้าหมายของการพัฒนา โดยใช้ข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ รวมถึงความเห็นของประชาชนในการออกแบบนโยบาย</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/12/GISTDAxIPPD-3000x2000-04.jpg" alt="" /></p>
<p>ด้วยเป้าหมายที่มีร่วมกัน ทั้งสององค์กรจึงได้สร้างความร่วมมือในการนำข้อมูลที่ได้รับจากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศมาศึกษาวิเคราะห์และออกแบบเป็นนโยบายที่เหมาะสมแก่ประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย โดยก่อนหน้าการจัดทำข้อตกลงกันอย่างเป็นทางการ ได้มีการร่วมมือกันพัฒนาแผนที่วิเคราะห์ข้อมูลหลายตัวแปร ที่นำเอาข้อมูลเชิงภูมิศาสตร์ ประชากร สิ่งแวดล้อม เกษตรกรรม สุขภาพ การศึกษา และอื่น ๆ ไว้ในเครื่องมือเดียวกัน อำนวยความสะดวกในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก และผู้ใช้งานสามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างชุดข้อมูล และช่วงเวลาได้</p>
<p>ในอนาคตอันใกล้นี้ ยังได้มีแผนร่วมกันในการนำข้อมูลเชิงประจักษ์ มาใช้ในการวิเคราะห์นโยบายด้านต่าง ๆ ของประเทศ โดยเน้นเรื่องความอยู่ดีมีสุข (well-being) ความสามารถในการปรับตัวรับมือ (resilience) และความพร้อมสำหรับอนาคต (future-readiness) ผู้สนใจสามารถติดตามผลงานและความร่วมมือของทั้งสององค์กรได้ผ่านทางเว็บไซต์ของสถาบันฯ <a href="ippd.or.th" title="ippd.or.th">www.ippd.or.th</a> และ <a href="https://gistda.or.th/main/">https://gistda.or.th/main/</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/gistda-ippd-mou/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สรุปงานเสวนา “ความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุไทยในยุค COVID-19”</title>
		<link>https://ippd.or.th/covid-19_on_well-being_of-th-ppl/</link>
					<comments>https://ippd.or.th/covid-19_on_well-being_of-th-ppl/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[ ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 23 Nov 2020 07:53:01 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Events]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://ippd.or.th/?p=6073</guid>

					<description><![CDATA[เรื่อง: ชลิตา สุนันทาภรณ์ / รัสมิ์กร นพรุจกุล ภาพ: กานต [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h6 style="text-align: right;">เรื่อง: ชลิตา สุนันทาภรณ์ / รัสมิ์กร นพรุจกุล<br />
ภาพ: กานต์ ศุภจารุกิตติ์</h6>
<p>นับตั้งแต่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ดูจะมีทีท่าที่จะไม่สิ้นสุดง่าย ๆ เมื่อยอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกพุ่งไปมากถึง 50 ล้านคนแล้ว ทั้งยังมีหลายภาคส่วนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างผู้สูงวัย ที่เป็นที่ห่วงใยของใครหลายคน</p>
<p>จึงกลายเป็นที่มาของ<strong>งานเสวนาทางวิชาการ ในหัวข้อ &#8220;ความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุไทยในยุค COVID-19&#8221;</strong> จัดขึ้นโดยโครงการ “จุฬาอารี” วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA Thailand) กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ณ ห้องประชุม Social Innovation Hub ชั้น 1 อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อนำเสนอโครงการวิจัยเรื่องความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงวัย ทั้งในระดับกรุงเทพฯ และระดับประเทศ พร้อมทั้งร่วมกันหาแนวทางแก้ไข และการพร้อมรับมือต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากนี้</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-25-1-scaled.jpg" alt="" /></p>
<p>โดยภายในงานดังกล่าว ได้รับเกียรติจาก คุ<strong>ณนาจิบ แอสซิฟี (Mr. Najib Assifi) รักษาการผู้อำนวยการ กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย</strong> กล่าวเปิดงาน โดยระบุว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศ ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในการจัดการกับสถานการณ์โควิด-19 ได้เป็นอย่างดี และมีการร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ เอกชน ชุมชนและประชาชนเอง</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-50-scaled.jpg" alt="" /></p>
<p>งานวิจัยการสำรวจความอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุไทยในยุคโควิด-19 และนัยสำคัญเชิงนโยบาย (Implications of COVID-19 on well-being of Thai older persons: evidence from surveys) โดย <strong>รศ. ดร.วิราภรณ์ โพธิศิริ</strong> และ <strong>ผศ. ดร.รักชนก คชานุบาล</strong> จาก<strong>วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</strong> เปิดเผยว่าผู้สูงอายุไทยส่วนใหญ่ ต่างประสบปัญหาเรื่องความอยู่ดีมีสุขในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทั้งในเชิงสังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพกายและใจ โดยผู้สูงอายุในกรุงเทพฯ ที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบในทุกมิติมากกว่า โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-82-scaled.jpg" alt="" /></p>
<p>เนื่องจากผู้สูงอายุในเมืองส่วนใหญ่ยังคงทำงาน เมื่อไม่สามารถประกอบอาชีพได้ อีกทั้งยังไม่สามารถออกไปไหนได้ในช่วงมาตรการล็อกดาวน์ ยิ่งทำให้สุขภาพจิตแย่ลงตามไปด้วย ดังนั้น สำหรับข้อเสนอแนะถึงแนวทางต่อจากนี้นั้น ภาครัฐจำเป็นต้องรีบหาทางออก เพื่อป้องกันปัญหา โดยเฉพาะการลดความยากจน ป้องกันคนจนเมืองและส่งเสริมพฤติกรรมเสี่ยงอื่น ๆ ในทุกมิติ</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-118-2-1.jpg" alt="" /></p>
<p>วงเสวนาปรับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดนโยบายพฤฒพลังในยุค COVID-19 (Paradigm shift on active aging policy in the context of COVID-19) โดยมีผู้ร่วมวงเสวนา ได้แก่ <strong>ดร.วาสนา อิ่มเอม</strong> หัวหน้าสำนักงานกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย <strong>ศ. ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์</strong> รองอธิการบดี ด้านการวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย <strong>นพ.สกานต์ บุนนาค</strong> ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร เพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข <strong>นพ.วงวัฒน์ ลิ่วลักษณ์</strong> รองหัวหน้าผู้ตรวจราชการกรุงเทพมหานคร และ <strong>คุณจารุวรรณ ศรีภักดี</strong> ผู้อำนวยการกลุ่มนโยบายและยุทธศาสตร์ กรมกิจการผู้สูงอายุ และ<strong>คุณพิชชาภา จุฬา</strong> ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันนโยบายสาธารณะและการพัฒนา (IPPD) โดยได้รับเกียรติจาก<strong> คุณโตมร ศุขปรีชา</strong> บรรณาธิการบริหาร a day BULLETIN เป็นผู้ดำเนินการเสวนา</p>
<p><img loading="lazy" decoding="async" class="alignnone size-full wp-image-6095" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-scaled.jpg" alt="" width="1707" height="2560" srcset="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-scaled.jpg 1707w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-200x300.jpg 200w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-683x1024.jpg 683w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-768x1152.jpg 768w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-1024x1536.jpg 1024w, https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-138-1365x2048.jpg 1365w" sizes="(max-width: 1707px) 100vw, 1707px" /></p>
<p>ในโอกาสนี้ <strong>คุณพิชชาภา</strong>ผู้ช่วยอำนวยการสถาบันฯ​ ได้แสดงวิสัยทัศน์ว่า การกำหนดนโยบายนั้น ต้องเริ่มจากมองภาพกว้าง โดยทางสถาบันฯ ได้ดำเนินงานร่วมกับสำนักงานสถิติแห่งชาติ เก็บข้อมูลทั่วประเทศ เพื่อทำการสำรวจและศึกษา เกี่ยวกับความสุขและความหวังโดยพบว่า กลุ่มผู้สูงอายุนั้นมีความเปราะบางมากที่สุด และให้ความสำคัญกับความมั่นคงของชีวิต นอกจากนี้ สถาบันฯ ค้นพบว่ามีผู้สูงอายุที่มีแหล่งรายได้มากกว่า 1 แหล่ง (Gig Economy) ถึง 9% ซึ่งการมีแหล่งรายได้มากกว่าหนึ่งแหล่งนั้น จะเป็นเกราะป้องกัน และเป็นวัคซีนภูมิคุ้นกันมากกว่าแหล่งรายได้เดียว นอกเหนือจากนั้นแล้ว การที่จะมีนโยบายที่สามารถตอบโจทย์กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสม จึงเป็นเหตุผลที่ทางสถาบันฯ​ มุ่งสร้างเครื่องมืออย่าง IPPD Map เพื่อแสดงให้เห็นข้อมูลในเชิงพื้นที่ในแต่ละด้าน และสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ร่วมกันได้ ช่วยในการศึกษาและหาคำตอบนโยบายที่เหมาะสมต่อไปกับทุกกลุ่มเป้าหมาย เพื่ออุดช่องโหว่ง ประเมิน และคาดการณ์สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และร่วมกันสรรค์สร้างสังคมที่ดีมีสุข ให้แก่ทุกคนทุกวัยอย่างยั่งยืน</p>
<p><img decoding="async" src="https://ippd.or.th/wp-content/uploads/2020/11/CUAR-8-1-scaled.jpg" alt="" /></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://ippd.or.th/covid-19_on_well-being_of-th-ppl/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
